30 ม.ค. 2024 เวลา 17:33 • ประวัติศาสตร์

*แคทเธอรีนมหาราช* จักรพรรดินีนาถ ผู้ทำให้รัสเซียกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่

ส่วน[รัสเซียก่อนขึ้นครองราช]
...ประเทศรัสเซียก่อนปี ค.ศ.1762 เป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล แต่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกรรมาชีพชาวนาที่ยากจนและไม่ได้รับการศึกษา อำนาจอยู่ในมือของขุนนางและราชสำนัก ปกครองในระบบศักดินา สภาพเศรษฐกิจทรุดโทรมยังไม่ได้รับการพัฒนาเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคยุโรปขณะนั้น การค้าขายก็ไม่ค่อยจะสู้ดี ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ทุรกันดาร อยู่ในเขตที่มีสภาพอากาศที่ค่อนข้างหนาวทำให้การเพาะปลูกเป็นไปได้ยาก
...โดยเฉพาะช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชที่ 3 (กษัตริย์ซึ่งเป็นอดีตพระสวามีของแคทเธอรีนมหาราช) ประเทศรัสเซียขณะนั้นตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ทรงสนพระทัยในศิลปะและวัฒนธรรมมากกว่าการทหารและกิจการบ้านเมือง มักปล่อยให้ผู้อื่นมีอำนาจตัดสินใจแทนพระองค์ได้พระองค์ทรงดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยมต่อชนชั้นขุนนางและประชาชน พระองค์ทรงพยายามที่จะลดอำนาจของชนชั้นขุนนางและเพิ่มอำนาจให้กับรัฐบาลกลาง ทรงพยายามที่จะปฏิรูประบบการปกครองของรัสเซียให้เป็นแบบตะวันตก
...แต่พระองค์ทรงดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ชนชั้นขุนนางไม่พอใจนอกจากนี้ พระเจ้าปีเตอร์ที่ 3 ทรงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพระมเหสีคือแคทเธอรีน พระองค์ทรงไม่ไว้วางใจแคทเธอรีน ทรงพยายามที่จะลดอำนาจของพระมเหสี ทำให้แคทเธอรีนทรงไม่พอใจ
[ความเป็นมาองค์จักรพรรดินีนาถ]
...แคทเธอรีนมหาราช หรือชื่อเดิมคือ โซเฟีย เอากุสเทอ ฟรีเดอรีเคอแห่งอันฮัลท์-แซบส์ท์ (Sophie Auguste Friederike von Anhalt-Zerbst) ประสูติเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1729 ที่เมืองชเตทติน (ปัจจุบันคือเมืองชเกซช์ชิน สาธารณรัฐโปแลนด์) เป็นพระธิดาของคริสทีอัน เอากุสท์ เจ้าชายแห่งอันฮัลท์-แซบส์ท์ และโจฮันนา เอลีซาเบธ มาร์เกรวีนแห่งบรันเดินบวร์ค-ชเวดท์
...นับว่าแคทเธอรีน (โซเฟีย)ว่าเป็นเจ้าหญิงเยอรมัน ซึ่งสืบทอดเชื้อสายมาจากราชวงศ์อัน-ฮัลท์-แซร์บส์ต ซึ่งต่อไปจะได้ทรงถูกส่งตัวไปรัสเซียเพื่ออภิเษกสมรสกับ “เจ้าชายปีเตอร์แห่งฮอลชไตน์-ก็อททร็อร์พ” ซึ่งต่อมาขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ที่ 3
...แคทเธอรีนทรงได้รับการศึกษาแบบชาวเยอรมัน ทรงสนใจในศิลปะและวัฒนธรรม ทรงมีความเฉลียวฉลาดและกล้าหาญเป็นอย่างมาก ต่อมาในปี ค.ศ. 1744 แคทเธอรีนในวัย 23 ปี ได้อภิเสกสมรสกับพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ด้วยความอ่อนแอ ของพระสวามี และความต้องการลดอำนาจของแคทเธอรีนลง ด้วยทรงหวาดระแวงว่าแคทเธอรีนพยายามแย่งชิงอำนาจจากพระองค์
...ซึ่งพระองค์ทรงทราบดีว่าพระชายาของพระองค์ทรงมีความเฉลียวฉลาดและกล้าหาญ ที่สำคัญคือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มขุนนางและประชาชน พระองค์จึงเกรงว่าแคทเธอรีนมหาราชจะทรงรวบรวมกำลังขึ้นมาโค่นล้มพระองค์
[การขึ้นสู่อำนาจของพระจักรพรรดินีนาถ]
...แคทเธอรีน ได้วางแผนกับกลุ่มขุนนางและนายทหารระดับสูง ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมือง ของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 โดยการลดทอนอำนาจกลุ่มขุนนาง และเพิ่มอำนาจให้แก่รัฐบาลของส่วนกลาง ซึ่งกลุ่มขุนนางที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 3 ก็ได้เห็นว่าแคทเธอรีนซึ่งเป็นพระชายาขณะนั้นทรงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่ขึ้นปกครองรัสเซียมากกว่า กลุ่มขุนนางจึงเริ่มคิดอ่านวางแผนที่จะโค่นล้มพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 และหวังจะเชิญแคทเธอรีนขึ้นครองราชย์แทน
...การวางแผนโค่นล้มพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ได้ถูกดำเนินการไปอย่างลับๆ แคทเธอรีนทรงได้รวบรวมกำลังทหารและขุนนางที่ภักดีต่อพระองค์เพื่อเตรียมก่อการ และแล้วการรัฐประหารพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ที่ 3 ก็ได้เกิดขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1762 แคทเธอรีนทรงร่วมมือกับกลุ่มขุนนางและทหารทำการรัฐประหาร แคทเธอรีนทรงนำกองกำลังทหารเข้ายึดพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ พระเจ้าปีเตอร์ที่ 3 ทรงถูกจับกุมและถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ พระองค์สิ้นพระชนม์เพียง 6 เดือนหลังจากขึ้นครองราชย์
...การก่อการรัฐประหารในครั้งนี้ มีผู้ร่วมก่อการประมาณ 200 คน ประกอบไปด้วยขุนนางระดับสูง ทหาร และข้าราชการระดับสูง ผู้ที่มีความสำคัญในการก่อการในครั้งนี้ได้แก่ กราฟ เปโตร ฟรอโลวิช ออร์ลอฟ ข้าราชการระดับสูงผู้นำกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหาร ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแคทเธอรีนมหาราช ภายหลังก่อการรัฐประหารสำเร็จได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนายพลแห่งกองทัพเรือรัสเซีย และได้รับบรรดาศักดิ์ Count นับว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่งในรัชสมัยของแคทเธอรีนมหาราช
...บุคคลต่อมาคือ กราฟ อาเลคซันเดอร์ มักซิมีลิอาโนวิช ออร์ลอฟ ผู้นำกองทหารรักษาพระองค์ในการบุกเข้าไปในพระราชวังปีเตอร์ออฟ ที่ประทับของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 3 ภายหลังรัฐประหาร ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไท และได้รับบรรดาศักด์ Count
...จุดจบของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ที่ 3 หลังจากที่ทรงครองราชได้เพียงแค่ 6 เดือนและได้ถูกทำรัฐประหารและนำตัวไปกุมขังไว้นั้นอีกเพียง 8 วันต่อมา หลังการรัฐประหาร ก็ได้โดนลอบปลงพระชนม์ ณ พระราชวังร็อบชา โดย“อเล็กเซ ออร์ลอฟ” นายทหารคนสนิทของสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถ และผู้ร่วมก่อการรัฐประหาร นั้นเอง
[รัสเซียกลายเป็นชาติมที่ยิ่งใหญ๋]
...เมื่อแคทเธอลียมหาราชขึ้นครองราช พระองค์ได้ทรงปฏิรูปการปกครองในทันที โดยลดอำนาจของชนชั้นขุนนางและเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลกลาง ทรงตรกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนทั่วไป เช่น กฎหมายว่าด้วยการค้าและอุตสาหกรรม กฎหมายว่าด้วยการศึกษา ทรงส่งเสริมการค้าขายและอุตสาหกรรม ทรงเปิดท่าเรือใหม่และสร้างถนนหนทางต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า ทรงส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในรัสเซีย
...ทรงเปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อส่งเสริมการศึกษาของประชาชน ทรงให้การสนับสนุนการแปลหนังสือจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษารัสเซียนอกจากนี้ แคทเธอรีนมหาราชยังทรงเป็นนักอุปถัมภ์ศิลปะและวัฒนธรรม ทรงก่อตั้งสถาบันศิลปะและวัฒนธรรมต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ Hermitage โรงละคร Mariinsky และโรงเรียนศิลปะ Academy of Arts
...ในรัชสมัยของพระองค์ได้ทำสงครามแผ่ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ได้ทำสงครามกับอาณาจักรออตโตมันและโปแลนด-ลิทัวเนรย ส่งผลให้รัสเซียกลายเป็นชาติมหาอำนาจแห่งยุโรปขึ้นมา
[การทำสงครามกับจักรวรรดิออตโตมัน]
...พระองค์ทรงทำสงครามกับจักรวรรดิออตโตมันถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือสงครามรัสเซีย-ตุรกีครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1768-1774) และครั้งที่สองคือสงครามรัสเซีย-ตุรกีครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1787-1792)
- ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นจากการที่จักรวรรดิออตโตมันสนับสนุนพวกกบฏคอซแซคในยูเครน ซึ่งจักรพรรดินีนาถแคทเธอรีนทรงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย สงครามครั้งนี้รัสเซียได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยสามารถยึดครองดินแดนทางตอนใต้ของรัสเซียได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงเมืองไครเมีย ซึ่งทำให้รัสเซียสามารถเข้าถึงทะเลดำได้
- ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นจากการที่จักรวรรดิออตโตมันพยายามฟื้นฟูอำนาจของตนในยุโรปตะวันออก จักรพรรดินีนาถแคทเธอรีนทรงเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะขยายอำนาจของรัสเซียในภูมิภาคนี้ สงครามครั้งนี้รัสเซียได้รับชัยชนะอีกครั้ง โดยสามารถยึดครองดินแดนทางตอนใต้ของรัสเซียได้เพิ่มเติม รวมถึงเมืองโอเดซาและเมืองเบลเกรด
ผลของสงครามทั้งสองครั้งทำให้รัสเซียกลายเป็นมหาอำนาจทางทหารและการเมืองในยุโรปตะวันออก รัสเซียสามารถขยายอำนาจของตนเข้าไปในภูมิภาคนี้ และกลายเป็นศัตรูสำคัญของจักรวรรดิออตโตมัน
[บั้นปลายชีวิต]
บ้านปลายชีวิตที่แคทเธอรีนมหาราชประทับอยู่ เรียกว่า "พระราชวังหลวงเปโตรโฮฟ" (Peterhof Palace) ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลฟินแลนด์ ห่างจากกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 22 กิโลเมตร
พระราชวังหลวงเปโตรโฮฟสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซีย โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเลียนแบบพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส พระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยอาคารหลัก 5 หลัง ล้อมรอบด้วยสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีน้ำพุและรูปปั้นประดับประดาอยู่ทั่วบริเวณ
แคทเธอรีนมหาราชทรงโปรดปรานพระราชวังหลวงเปโตรโฮฟเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในฤดูร้อนที่พระราชวังแห่งนี้ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตกแต่งพระราชวังแห่งนี้ใหม่ และทรงสร้างอาคารใหม่เพิ่มเติมอีกหลายแห่ง
แคทเธอรีนมหาราชสิ้นพระชนม์ที่พระราชวังหลวงเปโตรโฮฟ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1796 ขณะมีพระชนมพรรษา 67 พรรษา พระองค์ทรงถูกฝังไว้ที่สุสานเซนต์ปีเตอร์และเซนต์พอลในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
พระราชวังหลวงเปโตรโฮฟเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของรัสเซีย พระราชวังแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1990
 
พระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 34 ปี
[บทส่งท้าย]
...แคทเธอรีนมหาราชมีภาพลักษณ์ในฐานะจักรพรรดินีนาถผู้ทรงอำนาจและฉลาดหลักแหลม พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่ทรงมีบทบาทสำคัญในการขยายอำนาจของรัสเซียในยุโรปตะวันออก และทรงปฏิรูปประเทศรัสเซียในด้านต่างๆ มากมาย เช่น ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านวัฒนธรรม
ภาพวาดสีน้ำมันของจิตรกรรัสเซีย แสดงถึงภาพบรรยากาศขณะขุนนางข้าราชบริพาน นักบวช นักการเมือง เถลิงพระจักรพรรดินาถ แคทเธอลีนมหาราช ขึ้นครองราช
ทั้งยังถูกจดจำในฐานะบุคคลที่มีอารมณ์รุนแรง พระองค์ทรงมีอารมณ์ร้อนแต่ก็ทรงสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่มีความทะเยอทะยาน และทรงต้องการที่จะสร้างชื่อให้กับพระองค์เอง
ท้ายที่สุดนี้ แม้ว่าจะมีผู้คนบางส่วนที่มองแคทเธอรีนมหาราชในแง่ลบ มองว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระองค์ทรงมีส่วนในการทำนุบำรุงชาติบ้านเมือง ปฏิรูปสังคมหลายๆด้าน ส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรม และการนำรัสเซียให้ขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจของโลก มหาราชสำหรับพระองค์จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรค่าแก่การจารึกไว้เป็นอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์รัสเซีย และของโลก
หญิงผู้ทรงอำนาจ ผู้ทำให้รัสเซียเป็นดังเช่นทุกวันนี้
...
โฆษณา