Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กรุงเทพธุรกิจ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
19 ก.พ. 2024 เวลา 14:00 • ไลฟ์สไตล์
“ตุ๊กตุ๊กไทย” มีที่มาจากไหน ทำไมใครๆ ก็มองว่าเป็น Soft Power ?
แม้ว่ารถตุ๊กตุ๊ก หรือ สามล้อเครื่อง จะโด่งดังอยู่คู่วัฒนธรรมไทยมานานหลายปี แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วจุดเริ่มต้นของรถตุ๊กตุ๊กมาจากประเทศอิตาลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 ก่อนจะเริ่มได้รับความนิยมในประเทศแถบเอเชีย ซึ่งใน ค.ศ. 1957 ประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มจำหน่ายรถบรรทุกสามล้อภายใต้แบรนด์ไดฮัทสุ (Daihatsu) จนกระทั่งปี 1960 ประเทศไทยจึงเริ่มนำเข้ารถจากไดฮัทสุมาขายเป็นครั้งแรกจำนวน 30 คัน
และเมื่อได้รับความนิยมมากขึ้นทำให้มีการนำเข้ารถสามล้อลักษณะเดียวกันเข้ามาอีกหลายแบรนด์ เช่น ฮีโน่ มาสด้า มิตซูบิชิ เป็นต้น รวมถึงดัดแปลงให้เหมาะสมกับการจราจรในไทย จนได้ความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
ย้อนกลับไปในปี 1948 ที่ประเทศอิตาลี รถตุ๊กตุ๊ก ที่ตอนนั้นเรียกกันว่ารถสามล้อถูกผลิตขึ้นโดยผู้ผลิตเดียวกับรถเวสปป้า นั่นก็คือ ปิอาจโจ อาเป (Piaggio Ape) ในช่วงแรกอาจจะมีจุดประสงค์เพื่อใช้สำหรับขนส่งวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปให้กับร้านค้าทั่วๆ ไป
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รถสามล้อก็เริ่มได้รับความนิยมในฐานะรถโดยสาร เนื่องจากในช่วงเวลานั้นผู้คนจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ด้วยความที่มีต้นทุนการผลิตต่ำรถสามล้อจึงถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่แพงมากสำหรับใช้เป็นรถโดยสาร แม้ว่าจะมีขีดความเร็วจำกัดอยู่ที่ 30ไมล์ต่อชั่วโมงก็ตาม (ประมาณ 48 กิโลเมตร)
หลังจากนั้นรถสามล้ออิตาเลียนก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งในแถบเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งประเทศที่ได้รับอิทธิพลมาค่อนข้างมากก็คือญี่ปุ่น ในช่วง ค.ศ. 1957 แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอีกประเทศหนึ่งก็คือไทย โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นกิจกรรมเช็กอินที่สำคัญของชาวต่างชาวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
ในอดีตคนในกรุงเทพฯ เริ่มมีความต้องการรถโดยสารแบบอื่นที่มีราคาย่อมเยากว่ารถแท็กซี่ แต่ก็มีความสะดวกสบายกว่ารถเมล์หรือรถราง ทำให้รถสามล้อกลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่หลายคนให้ความสนใจ ทำให้ในปี 1960 ไทยนำเข้ารถสามล้อแบรนด์ไดฮัทสุ (Daihatsu) รุ่น Midget DK เข้ามา จำนวน 30 คัน
ซึ่งรถรุ่นดังกล่าวมีลักษณะเป็นรถบรรทุกสามล้อขนาดเล็ก เป็นรถสองจังหวะ มีไฟหน้าหนึ่งดวง แต่มีที่บังคับรถเหมือนจักรยานยนต์ คนไทยในสมัยนั้นจึงเรียกกันว่าสามล้อเครื่อง โดยสามารถพบเห็นได้บริเวณถนนเยาวราช ก่อนจะเริ่มมีให้เห็นตามถนนต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ
ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นก็ได้มีการนำเข้ารถไดฮัทสุ รุ่น Midget MP4 มาเพิ่ม ซึ่งในรุ่นนี้จะมีประตูสองข้างเพิ่มเข้ามา และเริ่มมีการขยายการจำหน่ายไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยาและตรัง ด้วยความที่คนไทยนิยมรถสามล้อเครื่องกันเป็นอย่างมากทำให้มีการนำเข้ารถยี่ห้ออื่นๆ ตามมา
ช่วงแรกที่รถสามล้อเครื่องเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทย มีการนำเข้ามาอยู่ที่ราคาคันละ 20,000 บาทโดยประมาณ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไดฮัทสุ ฮีโน่ มาสด้า ฮอนด้า และมิตซูบิชิโดยปัจจุบันรถสามล้อเครื่องเหล่านี้มีราคาพุ่งไปจนถึงหลักแสนต่อคัน ซึ่งทุกวันนี้ในประเทศไทยเหลืออยู่แค่ 3 ยี่ห้อเท่านั้น ได้แก่ ไดฮัทสุ มาสด้า มิตซูบิชิ
ต่อมาในช่วงปี 1980 รถสามล้อเครื่องที่มีเครื่องยนต์เสียงดังและมีเขม่าควันออกมาเป็นจำนวนมากก็ถูกแทนที่ด้วยรถสามล้อเครื่องรุ่นใหม่ที่เสียงเงียบกว่าและปล่อยมลพิษน้อยกว่า ทำให้เรายังได้เห็นสามล้อเครื่องหรือรถตุ๊กตุ๊กมาจนถึงปัจจุบัน และไม่ใช่แค่นั้นแต่รถตุ๊กตุ๊กยังกลายเป็นภาพจำของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติอีกด้วย
บางคนอ่านมาจนถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่าแล้วจากสามล้อเครื่องกลายมาเป็นรถตุ๊กตุ๊กอย่างในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร คำตอบก็คือในช่วงแรกที่ชาวต่างชาติมาใช้บริการแต่ไม่รู้ว่าควรออกเสียงชื่อรถเหล่านี้ว่าอะไร เลยอาศัยเรียกตามเสียงที่ได้ยินจากท่อไอเสียของรถว่าตุ๊กตุ๊กนั่นเอง และทำให้รถตุ๊กตุ๊กกลายเป็นขวัญใจชาวต่างชาติมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่โด่งดังไกลไปในระดับโลกด้วย ซึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของรถโดยสารคันเล็กนี้ได้รับการพูดถึง ก็คือการนำเสนอรถตุ๊กตุ๊กผ่านภาพยนตร์ไทยชื่อดังองค์บากที่ต่อมากลายเป็นหนังแอคชันไทยระดับตำนานที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก หรือภาพยนตร์ต่างชาติเรื่อง The Gray Man ที่นอกจากจะได้รับการตอบรับที่ดีแล้ว ยังมีชาวต่างชาติทดลองเหมาตุ๊กตุ๊กจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่เพื่อตามรอยภาพยนตร์อีกด้วย แม้ว่าจะตกใจกับค่าโดยสารแต่ก็ถือว่าทำให้รถตุ๊กตุ๊กได้รับการพูดถึงในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก
1
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับรถตุ๊กตุ๊กเป็นอย่างมากก็คือเมื่อครั้งที่ แนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ สวมชุดตุ๊กตุ๊ก ไทยแลนด์ ขึ้นเวที Miss Universe 2015 และคว้ารางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมกลับมาได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้นชุดดังกล่าวจะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความเหมาะสมก็ตาม แต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในด้านการนำเสนอประเทศไทยออกไปสู่สายตาชาวโลก
1
แม้ว่าปัจจุบันความนิยมโดยสารด้วยรถตุ๊กตุ๊กอาจลดน้อยถอยลงไปบ้างเพราะมีขนส่งมวลชนสาธารณะรูปแบบใหม่ที่สะดวกกว่าเกิดขึ้นมากมาย แต่ส่วนสำคัญที่ทำให้รถตุ๊กตุ๊กยังอยู่ได้นอกจากผู้โดยสารขาประจำที่ส่วนมากจะเป็นกลุ่มนักเรียนหรือพ่อค้าแม่ค้าแล้วก็คือนักท่องเที่ยวต่างชาติทีมองว่าหากมาเที่ยวเมืองไทยก็ต้องได้ลองนั่งรถตุ๊กตุ๊ก เพราะถือว่าเป็นกิจกรรมสำคัญที่ไม่ควรพลาด จะเรียกได้ว่าเป็นการเช็กอินก็ว่าได้ ทำให้เหล่าคนดังมากมายที่ได้เดินทางมายังประเทศไทย ต่างพากันขึ้นรถตุ๊กตุ๊กและถ่ายรูปลงโซเชียลกันเป็นจำนวนมาก
อีกหนึ่งรายได้ที่สำคัญของรถตุ๊กตุ๊กในทุกวันนี้ก็คือป้ายโฆษณาที่ติดอยู่ด้านหลังรถ ซึ่งบรรดาแฟนคลับ (แฟนด้อม) ของศิลปินหรือนักแสดงมักจะทำมาติดเพื่อฉลองวันสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อวยพรวันเกิด เปิดตัวภาพยนตร์หรือซีรีส์ ครบรอบการฟอร์มวง เป็นต้น ซึ่งค่าโฆษณาจะอยู่ที่ประมาณ 300-800 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับพื้นที่การวิ่งรถที่แตกต่างกัน
โดยเหตุผลที่แฟนคลับส่วนหนึ่งหันมาเลือกรถตุ๊กตุ๊กแทนที่จะเป็นรถไฟฟ้าเหมือนในอดีตก็เพราะมีราคาไม่แพงมากทำให้สามารถติดป้ายได้มากขึ้น และเนื่องจากรถตุ๊กตุ๊กต้องวิ่งรับส่งผู้โดยสารเกือบทุกวัน ก็จะยิ่งทำให้คนทั่วไปมองเห็นป้ายได้มากขึ้น ที่สำคัญแฟนคลับคนอื่นๆ ก็สามารถเข้าไปถ่ายภาพได้ด้วย
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1113668
5 บันทึก
14
1
6
5
14
1
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย