27 ก.พ. 2024 เวลา 12:49 • ธุรกิจ

รู้หรือไม่? สินค้าอุปโภคหลาย ๆ อย่างที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดในประเทศเป็นบริษัทของไทยเรานี่เอง

แบรนด์ที่เราคุ้นเคยอย่างไฟน์ไลน์ (Fineline) บีไนซ์ (BeNice) หรือดีนี่ (D-nee) ต่างเป็นแบรนด์ชั้นนำของบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ Neo Corporate ซึ่งกำลังเตรียม IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยแบรนด์ของ Neo Corporate ถือว่าเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่สามารถผลิตสินค้า Fast-Moving Consumer Goods (FMCG) ได้เทียบเคียงกับแบรนด์ต่างชาติ
ผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่ทุกคนคิด และเชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะได้เคยมีโอกาสใช้หนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate อยู่บ้าง โดยปัจจุบัน นอกจากจะวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ยังถูกจำหน่ายไปยังต่างประเทศถึง 16 ประเทศ
ในปี 2565 Neo Corporate มีรายได้จากการขายถึง 8,300.69 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณ 11% และมีการเติบโตของรายได้จากการขายอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี
บทความนี้จะมาเล่าประวัติความเป็นมาและกลยุทธ์ของ Neo Corporate ว่ามีจุดแข็งอย่างไรที่ทำให้ขึ้นมายืนเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศในอุตสาหกรรม FMCG
สำหรับบางคนอาจยังไม่เคยรู้จัก Neo Corporate มาก่อน แต่ถ้าหากบอกว่ามีแบรนด์เหล่านี้อยู่ในบริษัท คุณก็จะนึกภาพออกทันที
 
เพราะ Neo Corporate อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่คิด และให้เดาว่าคนใกล้ตัวหรือแม้กระทั่งคุณก็อาจจะเคยใช้ผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate สักครั้งในชีวิตก็เป็นได้
 
Neo Corporate เป็นบริษัทผู้ทำการตลาด ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมจำนวน 8 แบรนด์ ประกอบด้วย
 
📌 กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household Products) ประกอบด้วย 3 แบรนด์ ได้แก่
👉 แบรนด์ไฟน์ไลน์ (Fineline) ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ครบวงจร ตั้งแต่ซักผ้า ปรับผ้านุ่ม และอัดกลีบผ้า
👉 แบรนด์สมาร์ท (Smart) มีผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม
👉 แบรนด์โทมิ (Tomi) มีสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ
 
📌 กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Products) ประกอบด้วย 4 แบรนด์ ได้แก่
👉 แบรนด์บีไนซ์ (BeNice) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่เป็นที่นิยม
👉 แบรนด์ทรอส (TROS) เป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลของผู้ชายที่ครบวงจร เช่น โคโลญ น้ำหอม และเจลแต่งผม
👉 แบรนด์เอเวอร์เซ้นส์ (Eversense) เช่น ผลิตภัณฑ์แป้ง ผลิตภัณฑ์โคโลญ และผลิตภัณฑ์โรลออนสำหรับผู้หญิง
👉 แบรนด์วีไวต์ (Vivite) เช่น ผลิตภัณฑ์โรลออน ผลิตภัณฑ์น้ำหอม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
 
📌 กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก (Baby and Kids Products) ประกอบด้วย 1 แบรนด์ ได้แก่
👉 แบรนด์ดีนี่ (D-nee) มีผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเด็ก และผลิตภัณฑ์อาบน้ำและสระผมเด็ก เป็นต้น
จากผลิตภัณฑ์ที่มีความครอบคลุมเหล่านี้จะพบว่ามีจุดแข็งที่สร้างมาจากรากฐานของ “นวัตกรรม” เพราะบริษัทมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญอยู่เบื้องหลัง พร้อมกลยุทธ์ที่ทำให้เข้าใจ Insight ของผู้บริโภคเป็นอย่างดี ส่งผลให้การนำเสนอผลิตภัณฑ์นั้นถูกใจผู้บริโภค ตั้งแต่ Mass Market, Premium Mass และ Premium ซึ่งในอนาคตก็เป็นที่น่าเชื่อว่าบริษัทจะยังคงเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพระดับสูงและสอดคล้องต่อความต้องการของผู้บริโภคทุกช่วงวัยและทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างแน่นอน
📌 ยิ่งไปกว่านั้น Neo Corporate ยังมีอีกหนึ่งจุดแข็งคือการกระจายสินค้า เนื่องจากบริษัทสามารถเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมได้ครบทุกประเภท ตั้งแต่ช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) พร้อมกับโรงงานผลิตและระบบคลังจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย
 
จากจุดแข็งทั้งหมดที่ได้กล่าวไปส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Neo Corporate สามารถยืนหนึ่งเป็นเจ้าตลาด FMCG ได้อย่างต่อเนื่องและขึ้นเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 จากประเภทผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้
60.3% ของส่วนแบ่งการตลาดในผลิตภัณฑ์อัดกลีบผ้าเป็นของ Fineline
71.0% ของส่วนแบ่งการตลาดในผลิตภัณฑ์โคโลญผู้ชายตกเป็นของ TROS
26.0% ของส่วนแบ่งการตลาดในผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็กตกเป็นของ D-nee
 
นอกจากนี้ Neo Corporate ยังมีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ 16 ประเทศ โดยมีประเทศที่ส่งออกหลัก ได้แก่ เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา และเมียนมา เป็นต้น
หากใครกำลังคิดว่าหุ้น IPO ของ Neo Corporate จะสามารถเติบโตไปได้มากแค่ไหน อย่างไร?
 
แน่นอนว่าไม่มีใครที่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่าหุ้น IPO จะเติบโตไปในลักษณะใด แต่ถ้าดูจากกลยุทธ์และการเติบโตของ Neo Corporate ก็อาจคาดการณ์ได้คร่าว ๆ ว่ามีโอกาสและศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกต่อไปในอนาคต
📌 งบการเงินของ Neo Corporate
 
รายได้จากการขายของ Neo Corporate มีการฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ COVID-19 โดยมีผลประกอบการในแต่ละปีเติบโตขึ้นดังต่อไปนี้
 
ปี 2563 มีผลประกอบการอยู่ที่ 6,767.54 ล้านบาท
ปี 2564 มีผลประกอบการอยู่ที่ 7,445.23 ล้านบาท
ปี 2565 มีผลประกอบการอยู่ที่ 8,300.69 ล้านบาท
 
จะเห็นได้ว่าแต่ละปี Neo Corporate มีอัตราการเติบโตของผลประกอบการในแต่ละปีถึง 11% ซึ่งเป็นการเติบโตจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ด้วย
ทั้งนี้ หากเจาะลึกลงมาที่รายได้จากการขายของช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 จะพบว่า บริษัทมีรายได้จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังต่อไปนี้
 
87% เป็นรายได้จากการขายในประเทศ คิดเป็นมูลค่า 6,136.80 ล้านบาท
13% เป็นรายได้จากการขายในต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 892.06 ล้านบาท
และหากมองมาดูที่ สัดส่วนของ Product portfolio จะพบว่า Neo Corporate มีรายได้จากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ได้แก่
 
44% มาจากผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 3,067.15 ล้านบาท
32% มาจากผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก คิดเป็นมูลค่า 2,233.43 ล้านบาท
25% มาจากผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล คิดเป็นมูลค่า 1,728.28 ล้านบาท
หากดูจากตัวเลขรายได้จากการขาย และ Product Portfolio จะเห็นได้ว่าผลประกอบการในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ถือว่ามีการกระจายตัวของรายได้ที่ดี
 
และหากมองมาที่บรรทัดสุดท้ายของงบการเงินอย่างกำไรสุทธิ บริษัทก็สามารถทำกำไรสุทธิได้ในระดับที่สม่ำเสมอมาราว 600 - 700 ล้านบาทต่อปี เพราะการมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากทีมที่มีประสิทธิภาพ การคุมต้นทุนได้อย่างยอดเยี่ยม ประกอบกับมีความเข้าใจลูกค้า และในอนาคตบริษัทยังมีแนวโน้มที่ดีในการเจาะต่างประเทศอีกด้วย
📌 ท้ายที่สุด งบแสดงฐานะทางการเงิน
 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่เติบโตขึ้นมาโดยตลอด จาก 1,633.98 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็น 2,331.64 ล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ประกอบกับหนี้สินที่ค่อนข้างทรงตัว
อย่างไรก็ดี การ IPO ในครั้งนี้ จะส่งผลให้ฐานะทางการเงินของ Neo Corporate แข็งแกร่งขึ้น จากการมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงขึ้น ในขณะที่หนี้สินบางส่วนจะลดลงจากการนำเงิน IPO ไปชำระคืนหนี้ เพิ่มศักยภาพในการกู้ยืมของ Neo Corporate ในกรณีที่จะขยายธุรกิจในอนาคต
เล่ามาตั้งนาน หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าครองส่วนแบ่งการตลาดมากมายขนาดนี้ แล้ว Neo Corporate ไม่มีคู่แข่งหรือเปล่า ? และถ้ามีคู่แข่งจะเป็นอย่างไร
 
ถ้าใครเคยไปที่ร้านค้าเพื่อซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันจะเห็นได้ว่า Neo Corporate มีคู่แข่งอยู่เต็มตลาดไปหมด เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไม่มีคู่แข่ง แต่ทว่าเหนือกว่าคู่แข่งแทบทั้งหมด
เนื่องด้วยในตลาด FMCG ที่บริษัทกำลังดำเนินกิจการอยู่นั้น การเติบโตมักมาจาก 2 ส่วนหลัก ๆ คือ
👉 การเติบโตจากอุตสาหกรรมซึ่งโดยปกติจะโตราว 2%-3% ซึ่งบริษัทก็จะได้ประโยชน์จากการเติบโตนี้ไปด้วย
👉 การเติบโตจากส่วนแบ่งการตลาด
 
โดย Neo Corporate ก็มีการพัฒนากลยุทธ์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหมือน Key Success ที่ทำให้ก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ได้ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์
 
📌 กลยุทธ์และแนวทางธุรกิจของ Neo Corporate
👉 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทั้งพัฒนาผลิตใหม่และทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ให้สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส เพื่อให้สอดรับกับความต้องการในช่วง COVID-19 นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกแบรนด์ผลิตภัณฑ์ผ่านการสื่อสารทางการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีประสิทธิภาพ
👉 การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากร และการบริหารจัดการการจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูป
👉 การให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านบุคลากร กระบวนการจัดซื้อ การสร้างคุณค่าร่วม เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ปัจจุบัน Neo Corporate มีรายได้จากการขายที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งด้วยความที่บริษัทมีจุดขายที่แข็งแกร่งด้านแบรนด์ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ ตลอดจนช่องทางการจัดจำหน่ายที่ยอดเยี่ยม
 
ในขณะเดียวกันหากมองไปที่ Product Portfolio ก็จะพบว่าบริษัทมีสินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคและเหมาะสมกับทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงอายุ
📌 ติดตามหุ้น IPO ของ Neo Corporate อย่างไรได้บ้าง ?
ในรอบนี้ Neo Corporate ได้เสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 87,500,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.17 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้
 
โดยพร้อมเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2567
 
ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านลิงก์ข้างล่างคอมเมนต์
📌 สรุป ทำไมไม่ควรพลาดหุ้นของ Neo Corporate
 
หากมองในทุกมุม Neo Corporate เป็นธุรกิจที่เก่งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์และเข้าใจความต้องการของลูกค้า และเชื่อว่าการทำสินค้าให้ดีคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อลูกค้าชอบจะบอกต่อแบบปากต่อปาก ประกอบกับการมีรายได้และกำไรที่เติบโต ก็ยิ่งสะท้อนถึงการสร้างความมั่นคงของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
และหากมองไปในอนาคตก็จะยิ่งพบว่าการมีสินค้าที่ครบวงจรของ Product Portfolio รวมถึงสินค้าที่ถูกใจสำหรับผู้บริโภคใน CLMV ซึ่งยังมีการเติบโตของประชากรอีกมาก และ ณ วันนี้บริษัทยังมีรายได้จากต่างประเทศเพียง 13% ทำให้อนาคตยังมีโอกาสสำหรับการเติบโตของบริษัท
 
- - - - - - - -
 
💰ศึกษารายละเอียดของหุ้น IPO ของ Neo Corporate เพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวน
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขและความเสี่ยงต่าง ๆ ของการลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศก่อนการตัดสินใจลงทุน
#TraderKP #NeoCorporate #NEO #IPO #SET #หุ้นไทย
โฆษณา