6 มี.ค. 2024 เวลา 07:09 • ประวัติศาสตร์

จุดจบของ “ยูกิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima)” นักเขียนคลั่งชาติผู้วางแผนก่อรัฐประหาร

ในเช้าวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) “ยูกิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima)” คือดาวเด่นดวงหนึ่งแห่งวงการวรรณกรรมญี่ปุ่น และเป็นผู้ที่ถูกหมายตาว่าน่าจะได้รับรางวัลโนเบล
หากแต่วันนี้คือจุดจบความรุ่งเรืองทั้งหมดของเขา
มิชิมะนั้นไม่พอใจกับสถานการณ์ของประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตัวเขานั้นเป็นผู้ที่มีแนวคิดชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมอย่างแรงกล้า เขาจึงรวบรวมคนหนุ่มผู้มีแนวคิดคล้ายๆ กัน ผู้ที่เกลียดชังทุนนิยมและสิ่งที่จะทำลายวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่น
และในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) มิชิมะก็ตัดสินใจกระทำบางอย่าง และยังเป็นที่จดจำจนถึงทุกวันนี้
เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร ลองมาดูกันครับ
ยูกิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima)
“ยูกิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima)” หรือชื่อจริงคือ “คิมิทาเกะ ฮิราโอกะ (Kimitake Hiraoka)” เกิดที่กรุงโตเกียวในปีค.ศ.1925 (พ.ศ.2468) และถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณย่าผู้เข้มงวด ผู้ที่มักจะขังเขาไว้ในห้องนอนทั้งวัน และอนุญาตให้วิ่งเล่นได้แค่กับเด็กผู้หญิงที่อายุมากกว่าแค่ไม่กี่คน ไม่อนุญาตให้เล่นกับเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน
และคุณย่าผู้นี้เองเป็นผู้ที่แนะนำโลกแห่งการประพันธ์และละครให้มิชิมะได้รู้จัก โดยเขาเริ่มผลิตงานเขียนเป็นครั้งแรกขณะที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยเริ่มแต่งกลอนและเขียนเรื่องสั้น
มิชิมะได้กลับมาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ขณะมีอายุได้ 12 ปี แต่ผู้เป็นพ่อนั้นก็เข้มงวดไม่แพ้ผู้เป็นย่า ทำให้มิชิมะมีเพื่อนไม่มากนัก และเติบโตมาโดยมีอุปนิสัยเงียบขรึมและอ่อนแอ บอบบาง
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) สถานการณ์ของฝ่ายอักษะเริ่มจะไม่ค่อยดีนัก ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องการกำลังทหารมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และมิชิมะ ซึ่งในเวลานั้นได้เป็นนักเขียนและได้ใช้นามปากกา “ยูกิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima)”แล้ว ก็ได้เดินทางไปยังบ้านเกิดของบรรพบุรุษที่ชิคาตะ และเข้ารับการเกณฑ์ทหาร
หากแต่ด้วยความที่เติบโตมาอย่างอ่อนแอ เปราะบาง ทำให้มิชิมะไม่ผ่านการทดสอบพละกำลัง ไม่สามารถยกถุงข้าวสารหนัก 45 กิโลกรัมได้ อีกทั้งแพทย์ยังตรวจพบว่าเขามีอาการไอและอาจจะเป็นวัณโรค มิชิมะจึงไม่ผ่านการเกณฑ์ทหาร ทำให้มิชิมะนั้นเสียใจมาก
ดังนั้น ตลอดช่วงสงคราม มิชิมะจึงทำงานนั่งโต๊ะ โดยทำงานในโรงงานเครื่องบิน และถึงแม้เขาจะมีชื่อเสียงในช่วงหลังสงคราม แต่การถูกปฏิเสธจากกองทัพก็ยังคงเป็นบาดแผลในใจของมิชิมะ มิชิมะจึงเริ่มฝึกเพาะกาย
ตลอดระยะเวลาจนถึงปีค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) ชาวญี่ปุ่นนับพันได้ทำการประท้วงนายกรัฐมนตรี “โนบุสุเกะ คิชิ (Nobusuke Kishi)” ที่ต้องการจะสร้างพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ส่วนทางด้านมิชิมะนั้น ในทีแรกก็ได้เก็บมุมมองทางการเมืองไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ก่อนที่จะเริ่มเผยมุมมองทางการเมืองของตนออกมา
มิชิมะได้เขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับนายทหารหนุ่มหัวอนุรักษ์นิยมผู้หนึ่งที่ได้ฆ่าตัวตาย โดยอิงจากเหตุการณ์รัฐประหารในปีค.ศ.1936 (พ.ศ.2479) ทำให้สาธารณชนเริ่มเห็นแล้วว่ามิชิมะนั้นเป็นผู้ที่มีหัวอนุรักษ์นิยมผู้หนึ่ง
โนบุสุเกะ คิชิ (Nobusuke Kishi)
26 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1968 (พ.ศ.2511) มิชิมะและเพื่อนนักศึกษาอีก 11 คน ได้กรีดเลือดลงนามสาบานร่วมกันว่าจะปกป้องญี่ปุ่นจากสนธิสัญญากับต่างชาติ ซึ่งจะลงนามครั้งต่อไปในปีค.ศ.1970 (พ.ศ.2513)
ในคำสาบานนั้นได้ระบุว่า
“เราสาบานต่อวิญญาณของลูกผู้ชายแห่งยามาโตะ ว่าจะลุกขึ้นจับดาบต่อต้านภัยคุกคามใดก็ตามที่จะคุกคามประเพณีและประวัติศาสตร์ของแผ่นดินเกิดของเรา”
สองสัปดาห์หลังจากนั้น มิชิมะก็ได้นำกลุ่มเพื่อนนักเรียนเข้าฝึกกับกองกำลังป้องกันตนเองแห่งญี่ปุ่น โดยหวังว่ากลุ่มเพื่อนๆ ตนจะกลายเป็น “กองกำลังป้องกันชาติ (National Guard)”
แต่เมื่อเห็นได้ชัดว่าทางกองทัพคงไม่ยอมเป็นแน่ มิชิมะจึงให้เหล่าผู้ติดตามรวมตัวกันเป็น “ทาเทะโนะไค (Tatenokai)” หรือกองกำลังส่วนตัวที่อุทิศตนปกป้องความเป็นญี่ปุ่น และด้วยเส้นสายทางกองทัพและการเมืองของมิชิมะ ก็ทำให้เขาสามารถส่งสมาชิกไปร่วมฝึกกับกองทัพได้
เมื่อเริ่มจะมีผู้ติดตามมากขึ้นและมีกองกำลังเป็นของตนเอง มิชิมะก็คิดจะทำการณ์ใหญ่
มิชิมะเคยเสนอแผนการต่อกองทัพให้เข้ายึดพระราชวังหลวง หากแต่กองทัพไม่สนใจ มิชิมะจึงพุ่งเป้าไปยังสถานที่ใหม่ นั่นคือฐานทัพหลักของกองกำลังป้องกันตรงเองอิจิงายะในกรุงโตเกียว
ฐานทัพนี้เป็นเสมือนสำนักงานใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่น มีกองหารรักษาการจำนวนมากที่สุดในประเทศ หากมิชิมะก่อรัฐประหารสำเร็จ มิชิมะก็หวังว่าจะสามารถปลุกใจชาวญี่ปุ่นจำนวนมากให้ต่อต้านตะวันตก อีกทั้งตนก็จะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลระดับชาติ
1
เช้าวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) มิชิมะส่งงานเขียนเรื่องสุดท้ายของตนไปยังสำนักพิมพ์ โดยเขาและผู้ติดตามอีกสี่คนได้แต่งเครื่องแบบของกลุ่มตน และมายังค่ายที่อิจิงายะเพื่อหารือกับผู้บังคับการค่าย
แต่เมื่อเข้าไปยังห้องผู้บังคับการ มิชิมะและผู้ติดตามก็เข้าโจมตีทหารรักษาการในห้อง และจับตัวผู้บังคับการมัดไว้ ก่อนจะปิดประตู และเรียกรวมพลทหารในค่าย
เมื่อทหารได้มารวมพล ผู้ติดตามของมิชิมะจำนวนสองคนก็ได้อ่านประกาศที่ปลุกใจให้เหล่าทหารลุกขึ้นสู้กับพวกตน และยอมพลีกายเพื่อประเทศชาติ ปลุกพลังความรักชาติในตัวทหารแต่ละคน
จากนั้น มิชิมะก็ได้ก้าวออกมาหน้าระเบียงและพูดถึงมุมมองของตน กล่าวว่ารัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นนั้นไม่ถูกต้อง
หากแต่ผลที่ได้นั้นตรงกันข้าม ทหารนับพันต่างไม่พอใจที่มิชิมะกับพวกทำร้ายผู้บังคับบัญชา และตะโกนด่า พยายามจะบุกเข้ามาเพื่อจับมิชิมะ
มิชิมะเห็นว่าความตั้งใจของตนนั้นล้มเหลว ตนไม่สามารถดึงทหารเข้ามาเป็นพวกได้ และจุดจบกำลังจะมาถึง มิชิมะจึงตะโกนก้องว่า
“องค์จักรพรรดิ ทรงพระเจริญ”
จากนั้นเขาก็ก้าวเข้ามาในห้อง เปลือยกาย และกระทำการคว้านท้องของตน โดยมีผู้ติดตามหนึ่งคนอยู่ข้างๆ ซึ่งก็ใช้ดาบตัดศีรษะของมิชิมะเมื่อเห็นว่ามิชิมะไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้อีกต่อไป ก่อนที่ผู้ติดตามผู้นี้จะฆ่าตัวตายตาม
และในที่สุด การรัฐประหารของมิชิมะก็จบลงด้วยความล้มเหลว
กลุ่มกองกำลังของมิชิมะที่มีส่วนในการโจมตีค่ายทหารถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาสี่ปี และหลังจากถูกปล่อยตัว บางคนก็ไปใช้ชีวิตอย่างปกติ อีกรายหนึ่งก็หายตัวไป
และในทุกวันนี้ เรื่องราวของมิชิมะก็ยังเป็นที่พูดถึงในสังคมญี่ปุ่น บอกเล่าเรื่องราวของชายอนุรักษ์นิยมผู้คลั่งไคล้ความเป็นชาติถึงขั้นยอมแลกชีวิต
โฆษณา