เวียดนาม : มาเที่ยวแบบไม่รู้เรื่องราว.่าอะไรเลย 1

สวัสดีครับ
หรือถ้าจะให้อินหน่อย ก็ต้องใช้คำว่า "ซินจ่าว" สินะครับ
ผมหายไปนานเลยครับ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมันมีทั้งงาน และก็ไม่ได้มีแพลนไปไหนด้วยครับ
แล้วกับไอ้การที่ว่าจะลงเรื่องราวของเส้นทางเดินระยะไกลที่สวีเดนนั่นยังไม่เสร็จอีก แสดงให้เห็นถึงความอู้ของคนเขียนเลยนะครับ
แหะๆ
แต่ว่ามีทริปล่าสุดนี่แหละครับ ที่สามารถเอามาเล่าลงต่อเนื่องได้ทันทีเลยเพราะเพิ่งไปมาไม่นาน(วันเดินทางคือวันที่ 28 กุมภาพันธ์)
และแล้วก็ได้มาบอกเล่าเรื่องราวต่อไปเสียที!!
การท่องเที่ยวหมุดหมายใหม่ของเราสองนี้ อยู่ที่ประเทศเวียดนามครับ
ซึ่งแพลนนี้เกิดจากการที่เจอโปรตั๋วเครื่องบินถูกนี่แหละครับ เลยได้ไปกัน....
ง่ายดีมั้ยล่ะ
รอบนี้ใช้บริการน้องหางแดงอีกแล้วครับ ยอดนิยมแหละ
ซึ่งเราก็เดินทางออกจากบ้านไปยังสนามบินดอนเมืองในตอนเช้ามืด ตั้งแต่ตีห้าเลยครับ ซึ่งการเดินทางไปแค่ดอนเมืองนี่ สุดยอดเช่นเคยเลยครับ
แดงเหมือนหางเครื่องบินเลย!!
แล้วทีนี้เราก็คุยกันก่อนจะลงรถแทกซี่ว่า "ถ้าเราไปถึงที่นั่นแล้ว เราจะเจอภาพแบบนี้มั้ยเนี่ย?" กันอยู่เลยครับ
แต่หารู้มรั่ยส์(จงใจเขียนผิด)ว่า
มันหนักกว่านั้นเยอะ!
มุมที่มองยังไงก็ไม่เคยเบื่อ ^_^
จุดหมายของการเที่ยวรอบนี้มีสองเมืองครับ คือ "โฮจิมินห์" และ "ดาลัต" ครับ
แผนการเที่ยวคร่าวๆ ก็แค่ว่า ไปเที่ยวโฮจิมินวันแรก อีกสองวันเที่ยวดาลัต และกลับมาโฮจิมินอีกวันเท่านั้นเองครับ
แต่ทำไมเมื่อเที่ยวที่นั่นแล้วมันเหมือนใช้ชีวิตอยู่หลายวันก็ไม่รู้สิ.....
เมื่อลงจากเครื่องบิน เราก็หาทางที่จะเข้าไปที่พักของเราด้วยวิธีที่ "ถูก" ที่สุดกันครับ ซึ่งเราลองกดแกร๊บแทกซี่แล้ว ก็ยังไม่ตรงโจทย์กัน เลยมาจบกันที่รถเมล์แหละครับ
ซึ่งนี่ก็คือจุดสตาร์ทความเหวอครับ
รถเมล์นี่ยังกะไมโครบัสของไทยสมัยก่อนเลยครับ แต่รถเขาแอร์แทบทุกคันเลยนะ
เคยรับรู้เรื่องราวมาพอสมควรว่าเวียดนามนี่ขึ้นชื่อเรื่อง "มอเตอร์ไซค์" มากๆ อยู่ครับ เพราะเป็นประเทศและเมืองที่ใช้แล้วมันสะดวก(?)กว่ารถ
แต่ตอนสมัยนั้น ไม่เคยได้คิดถึงเรื่องที่เราจะได้ไปเที่ยวเลยนะครับ เลยคิดแค่ว่า "โด่ว บ้านเราแม่งก็ไม่น้อยหน้าเขาหรอก"
ซึ่งสุดท้ายแล้ว ก็คิดผิดไปอย่างสิ้นเชิงครับ
....ที่เวียดนามสมควรครองแชมป์ "การขับขี่รถบนท้องถนนได้เป็นภัยต่อนักท่องเที่ยว" มากๆ ครับ
ไอ้ตอนที่นั่งรถเมล์ออกจากสนามบิน แรกๆ ก็ยังไม่ค่อยเจออะไรมากนัก แต่พอขับไปสักพัก ประมาณ 5 นาทีเองมั้ง
เมื่อเจอสี่แยกแรก เราก็ได้ยิน "เสียงแตร" ที่ดังรอบทิศทาง และดังรัวๆ ด้วย
....อา เรามาถึงเวียดนามจริงๆ แล้วสินะ
แถมการขับขี่ของคนที่นี่ดุและโหดมากครับ
ที่นี่เป็นการขับรถฝั่งซ้าย และรถวิ่งไปข้างหน้าทางฝั่งขวานะครับ
และเมื่อมีรถมอเตอร์ไซค์เยอะ รถมันเลยจะ "มุด" ได้ทุกช่องทางที่สามารถวิ่งไปได้อย่าง เออ มึงไปได้ไงวะ จริงๆ อะ
รถเมล์จะเข้าจอด พวกเขายังขี่แทรกเข้ามาได้แบบไม่เกรงกลัว และบีบแตรใส่ยกใหญ่จนไอ้นักท่องเที่ยวอย่างกูเนี่ยสะดุ้งทุกครั้งเลย
...คัลเจอร์ช็อคแรกนี่เป็นการต้อนรับอย่างดีเลยนะครับ
นี่ครับ ที่พักเรา / ภายในค่อยดูกันนะ
แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันหมดนะ...
วันแรกเราไปเข้าพักที่โรงแรมที่มีชื่ออ่านยากๆ ว่า Dinh Phat Hotel ครับ(ขออภัย ใส่ภาษาเวียดนามไม่เป็นอะ แหะๆ)
ซึ่งรถเมล์ที่เรานั่งมาเนี่ย เรารู้ว่าไม่ถึงอยู่แล้ว จึงต้องลงรถและเราก็ต้องเดินไปต่อกัน ซึ่งไอ้ตอนเดินข้ามถนนนี่คืออีกอย่างที่เป็นคัลเจอร์ช็อคอันที่สองนี่แหละครับ
ไฟจราจรที่ไม่มีผลกับพวกพี่ๆ เขา!!
ที่นี่การข้ามถนนยากกว่าบ้านเราที่สัญญาณไฟจราจาคือสิ่งที่คนเคารพกันำแสมควรนะครับ
แต่ที่เวียดนามนี่คือ ต่อให้ไฟคนข้ามเขียว แต่พี่เขาก็จะไปให้ได้อยู่ดี แถมไม่มีการเบรคให้คนข้ามดีๆ ด้วยนะ ต้องให้เขาเป็นคนขี่หลบเองด้วย
เกือบเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งที่กลางแยกหลายครั้งแล้วครับ......
ใครจะไปเที่ยว อย่าลืมสองอย่างนี้นะครับ
"ประกันอุบัติเหตุ" และ "สติ" ครับ
...ยังพูดเล่นอยู่เลยว่า คนไทยคนไหนมีความอ่อนไหวเรื่องเสียงแตร มาเที่ยวเวียดนามนี่อกแตกตายแหงๆ
หลังจากเข้าไปที่พักที่ยังเช็คอินไม่ได้เพราะมาเร็วก่อนเวลา(เช็คอินได้บ่ายๆ นี่ล่อมาแปดโมง เขาคงจะให้เข้าหรอก) ก็เลยฝากกระเป๋าและก็ออกเดินทางหาของกินกันก่อนเลยครับ เพราะตั้งแต่เช้านี่ไม่ได้กินอะไรเลย หิวมากกกกกกกกกก
โดยหัวหน้าทัวร์เรานั้นได้พาเดินทางไปยังร้านชื่อดังก่อนเลยครับ เป็นร้านชื่อว่า Little Hanoi ครับ
ร้านสีเหลือง สื่อถึงความ "ไข่" เลยครับ / คิดได้ตอนเดินออกมาแล้ว
โดยร้านนี้ดังในเรื่อง "กาแฟไข่" ครับ
...นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คิดไว้ว่าถ้ามาแล้วต้องมาหากินหน่อยแล้ว บ้านเราเองนั้นไม่ค่อยเห็น(คงมีแหละครับ แต่เราไม่ได้ค้นหาเอง)
ซึ่งโชคดีอย่างมากที่เราไปช่วงที่คนยังไม่เต็มร้านแหละครับ เพราะหลังจากกินเสร็จแล้ว เราเจอต่างชาติมาต่อคิวรอกันเยอะพอสมควรเลย
ประเดิมกาแฟเวียดนามด้วยกาแฟใส่ไข่ และขนมปังปิ้งจิ้ม....
ที่กินไปแล้ว...คิดว่าถ้าเบาหวานจะมาตอนไหน ก็คงเป็นตอนนี้แหละ...
ชีวิตต้องเดินหน้าด้วยกาแฟก่อน เลยสั่งกันมาแค่นี้ครับ / ขวาคือขนมปังปิ้งจิ้มไข่ ซ้ายคือกาแฟไข่นั่นแหละครับ
ซึ่งพอได้กินแล้ว...อาจจะคิดไปเองก็ได้ครับ เพราะที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตแบบกินหวานน้อยและกาแฟไม่หวานมานานแล้ว
เจอแบบนี้เข้าไปเลยรู้สึกว่ามันโดดขึ้นมามากเท่านั้นเอง
แต่สุดยอดมากครับ!!!
นัวเนียนในปากซะอยากสั่งกินอีกเลย แหะๆ
ดูความหนืดนั่นสิ!
แต่ไม่ได้ครับ ต้องเอาที่ว่างไปเติมร้านต่อไปครับ
ร้านนั้นคือร้านพิซซ่า Pizza 4P ครับ
นี่คือภาพตอนขาออกครับ คนต่อคิวเยอะเลยนะ นี่ถ่ายตอนคนเพิ่งเดินเข้าไปหมาดๆ
ชื่อร้านแบบชัดๆ ครับ / น่าจะมีหลายสาขานะ แต่เราเลือกที่ใกล้ๆ ที่พักกันน่ะครับ
ซึ่งก่อนจะไปกินเราก็ไปที่ตลาด Ben Thanh กันก่อนครับ เพราะตรงนั้นมีร้านแลกเงินอยู่ครับ
และร้านพิซซ่าที่ว่าก็อยู่ใกล้ๆ กันนั่นแหละครับ
ไม่ได้เดินกลับไปดูด้วยนะ เลยไม่รู้ว่ามันคือร้านอะไร แต่มีป้ายคอนทร่าแบบชัดแจ๋วเลย
ระหว่างทาง...
ถึงตลาดแล้ว! แต่ที่หมายอยู่ต้องเดินไปทางซ้ายมือครับ
เราแลกเงินกันที่ร้านนี้ครับ ซึ่งหัวหน้าทัวร์ก็บอกมาน่ะว่าร้านนี้คนนิยมมาแลก ซึ่งก็จริงนะครับ เพราะคิวยาวมาก
ซึ่งจริงๆ ก็มีร้านนี้อีกร้านครับ ซึ่งตั้งตรงข้ามกันเลย และคิวก็เยอะพอๆ กันเลยครับ
กว่าจะถึงครับ / จริงๆ รูปนี้ถ่ายตอนกินเสร็จแล้ว เพราะตอนมาถึงนี่โคตรร้อน เลยรีบเข้าไปเลยครับ
ร้านนี้น่าจะเป็นเป็นร้านพิซซ่าที่มีชื่อเสียงมากแน่ๆ สังเกตุจากการจัดร้านและดูลูกค้าในร้านแบบผ่านๆ ก็เห็นเป็นต่างชาติพอสมควร
และบรรยากาศร้านก็โคตรเยี่ยมครับ ไม่เคยนั่งร้านดีขนาดนี้มาก่อน ขนาดในไทยยังไม่เคยเลย ฮ่าๆๆ
มาแล้ววววว พิซซ่า / ฟินมากๆ ครับบอกเลย
ลาซานย่าครับ นี่ก็โคตรดี / จริงๆ มีเครื่องดื่มสร้างแรงบันดาลใจด้วยครับ แต่ของดลงนะครับ กันโดนดี แหะๆ
เราขึ้นไปกินชั้นบนนู่นครับ ซึ่งตรงบาร์นี้ก็นั่งได้ แต่เรากลัวไม่มีที่วางกล้องกัน / หารู้ไม่ว่านั่งโต๊ะก็ไม่มีว้อย
ไอ้คำที่ว่า "เที่ยวแล้วเงินหมดตั้งแต่วันแรก" นี่ ยังไงก็เป็นเรื่องจริงนะครับ
อาหารมื้อแรกที่เวียดนามนี่ก็จัดหนักกันไปก่อนเลยขนาดนี้ สงสัยเพราะหิวจัด ฮ่าๆๆ
ค่าเสียหายมื้อนี้หลายแสนเลยครับ หุหุ
แผนต่อไปหลังจากกินพิซซ่าแล้ว ก็คือไปที่โบสถ์อะไรสักอย่าง น่าจะชื่อว่า Northerdam Church นะครับ
...แต่มันปิดปรับปรุงอยู่ครับ...
ไปที่ไหนๆ ก็เจอเขาปิดใส่ แง / แคปมาจากยูถูบครับ
...ชีวิตติดอุปสรรคอะไรกันขนาดเน้!!!
อะ งั้นไม่เป็นไร ไปที่อื่นกันต่อ
จากนั้นเราก็เดินทางไปยังอาคารไปรษณีย์เก่าครับ ซึ่งมันก็อยู่ตรงข้ามกันนั่นแหละ...
อาคารสวยมากกกก แต่ข้างในร้อนมากกกกกก
ให้นึกถึงอาคารไปรษณีย์บางรักอะ น่าจะให้อารมณ์ที่คล้ายๆ กัน
แต่ตอนนี้เหมือนจะเป็นอาคารที่อนุรักษ์และมีประวัติศาสตร์อยู่แหละมั้งครับ เนื่องจากไม่ได้ศึกษาอะไรมาก่อน รู้แค่ว่าทัวร์เข้าไปเยอะมาก และร้อนมากกกกกกก
กระนั้นเองก็ยังหาซื้อโปสการ์ดส่งกลับบ้านกันได้อยู่ครับ
ภายในอาคารครับ ของจริงพลุกพล่านกว่านี้เยอะ
ส่งด้วยใจ ไปถึงทุกที่ที่มีเธอ...
หลังจากนั้นก็เดินมาที่ซอยข้างๆ อาคารนั้น นิดเดียวเอง ก็จะเจอสิ่งที่เรียกว่า "ถนนหนังสือ" ครับ
แฟนบอกให้ฟังตอนแรกก็งงๆ นะ ชื่อ Book Road นี่คืออะไร?
พอเดินไปถึงได้รู้ว่าเป็นถนนที่มีร้านหนังสือเปิดขายทั้งซอยเลย(แต่มันสั้นๆ เอง นึกเสียดายที่น่าจะยาวกว่านี้)
ทางเข้าไม่ได้ถ่าย แต่ตรงนี้สวยครับ / ถนนในฝันเลยนะ ถนนที่มีแต่หนังสือขายที่ไม่ต้องรองานก็ไปได้ 24 ชม.
พอสังเขปครับ ถ่ายไม่เยอะเท่าไหร่ / ก็พอรู้มาบ้างแหละว่าบ้านเขาก็โอตาคุเยอะ แบบรูปสุดท้ายนี่ก็เลยไม่แปลกใจที่มีครับ ว่าแต่บ้านเรามีไหมหว่าเรื่องนี้?
ถ้าไม่มียายฟรีเรน จะแปลกใจมากนะ / อยากได้โปสเตอร์นี้เลย แอบเด็ดไม่ได้ แหะๆ
เดินดูสักพัก ถ่ายรูปจนหนำใจ ก็คุยกันครับว่าจะไปหาร้านกาแฟ(อีกแล้วหรอ)นั่งพักขาครับ เลยเลือกเดินไปเรื่อยๆ กันก่อน และก็ได้แวะร้านกาแฟอีกร้านจนได้
อวดหัวหน้าทัวร์ครับ
ระหว่างทางครับ / อันหลังนี่ชื่อร้านไรนะ? "ไม่สน ไม่รู้" ใช่มั้ย?
นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์เลยนะครับ / มีตีนไก่ขายแทบจะทุกร้านเลยนะ แล้วมีหลายรสด้วย / ยังคงแปลกใจว่าทำไมบ้านเราไม่มีใครทำบ้าง เพราะดูที่นี่ขายเป็นกับแกล้มมากกว่าจะเป็นแค่ขนมเลย
สุดท้าย มาจบที่ร้านนี้ครับ
แต่อ่านชื่อร้านไม่ถูกอะ
จะอ่าน "กิ-อง" ก็ญี่ปุ่นเกิน จะอ่าน "เกี่ยง" ก็เกรงใจภาษาเหลือเกินครับ
เป็นร้านที่มีกาแฟมะพร้าวเป็นหลักครับ แต่เพราะหลักๆ คือเราจะกินกาแฟเวียดนามแบบในรูปนั่นเลยครับ
อนึ่ง มะพร้าวที่นี่น่าจะหมายถึง "กะทิ" เลยนะครับ เพราะพี่ไม่ได้มาแบบใสๆ เลยครับ แต่กล้ามาบอกว่าเป็นกาแฟมะพร้าวได้ไงฮึ!
ไอ้คนกินก็งงไปดูดไปอยู่ ฮ่าๆ
เมนูที่สั่ง และ บรรยากาศเล็กน้อยครับ / บ่นนิดๆ ว่ากาแฟแอบแพงอะ
นั่งๆ อยู่สักพัก ก็เจอสิ่งที่ไม่คาดคิดครับ
"ฝนตก!!!"
เริ่มไม่แปลกใจขึ้นมาแล้วแหละ เพราะคิดตรงกันว่า ตอนที่ไปนี่แดดแรงแบบจะตายแห้งมากๆ ครับ
ทำให้เรานั้นตัดสินใจที่จะกลับไปที่พักกันก่อนแล้ว เพราะต้องการพักขากันมากๆ
โรงแรมที่มีโถงแบบเหมือนเคยเห็นบางที่ในบ้านเราเลยครับ แบบสไตล์บ้านคนจีนที่มีห้องพักอยู่ข้างบน / ห้องดูดีเลยนะครับ
กลับมาถึงที่พักแล้วก็พักกันไปนิดหน่อย แล้วก็ออกไปเดินเที่ยวและหาของกินกันอีกทีครับ
แพลนคือ ไปซื้อบั๋นหมี่ที่ร้านชื่อดังครับ แล้วค่อยกลับมาเก็บกระเป๋าเพื่อจะเดินทางไปดาลัตคืนนี้กัน
ระหว่างทางไปก็ได้แวะห้างแนวๆ ตะวันนา+ประตูน้ำ หน่อยนึงครับ
บ่นไว้นิดนึงว่า ก่อนจะมาถึงที่นี่เนี่ย จะตายเพราะข้ามถนนอีกรอบแล้วโว้ย
ลงไปดูพอหอมปากหอมคอ เสร็จแล้วก็ออกเดินทางไปซื้อบั๋นหมี่กันต่อครับ
ซึ่งพอไปถึงร้านแล้วก็ตะลึงกับคิวที่มารอซื้อมากๆ ครับ!
ไทย เทศ แม้กระทั่งคนเจ้าบ้าน ก็ยังมาหมดเลยครับ
ร้านชื่ออะไรเนี่ย... พิมพ์ได้แค่ว่า Banh Mi Huynh Hoa ครับ
...แต่อ่านไม่ได้อะ อุแง
เป็นร้านดังแน่ๆ แหละ เพราะข้างๆ ก็มีร้านที่ขายแบบเดียวกัน แต่ไม่มีคิวเลยนะ แต่ไม่มีใครไปเลย มารอคิวยาวๆ ร้านนี้กันหมด
แปลกใจมาก ฮ่าๆๆๆ
ร้านนี้เจ๋งที่ว่า ของชั้นมีแบบเดียวเท่านั้นเลยครับ ไม่มีแบบอื่นๆ ใดๆ ให้ยุ่งยาก
ที่ดีเลยคือ มีราคาไว้เลยว่าชิ้นละเท่าไหร่ และสอง สาม สี่ชิ้น เท่าไหร่ ให้พร้อมครับ เตรียมตังง่ายเลย
แต่เราเอามาแค่ชิ้นเดียวนะ ซึ่งสุดท้ายคือคิดผิดแหละ เพราะมันอร่อยมากกกกก
ถึงได้เข้าใจครับว่าทำไมมีคนมายอมรอคิวกันเยอะขนาดนี้
สภาพรอบๆ ครับ
ซื้อเสร็จแล้วก็เดินเท้ากลับที่พักกันอีกทีครับ ซึ่งระหว่างทางก็ได้ดูนั่นนี่ไปเพลินๆ
และก็ได้เจอกับร้านกาแฟประจำประเทศไทยอย่างอเมซอน(อีกแล้ว)ด้วยครับ...
ไม่เซอไพรส์ที่มี แต่เซอไพรส์ที่ดูดีครับ
ยังครับ ยังมีอีก
ระหว่างเดินไปเรื่อยๆ ก็ยังคงเจอร้านอเมซอนอยู่อีกเรื่อยๆ และก็ต้องตกใจเพิ่มเมื่อเห็น Texas และ The Pizza อยู่ด้วยแหละ
คิดเล่นๆ อยู่เลยว่าจะลองกินดีมั้ยวะ แต่ไม่เอาดีกว่า แหะๆ
...เป็นการการันตีได้อย่างนึงว่า ถ้าคนไทยนั้น คิดว่าร้านอาหารอื่นๆ มันกินยาก ก็มาหาร้านพวกนี้กินได้นะเออ
และเมื่อเดินได้ที่แล้ว ท้องเราก็หิวกันอีกรอบครับ
...เดินเยอะอะ หิวง่ายเลย แหะๆ
หัวหน้าทัวร์นั้นได้ปักหมุดร้านระหว่างทางกลับไว้แล้วเรียบร้อยครับ ซึ่งเป็นร้านเฝอครับ
ไม่กล้าออกเสียงชื่อร้าน เพราะอ่านไม่ถูกเลยครับ แต่จำได้แค่ไว้คำว่า Pho นั่นแหละ
ร้านนี้น่าจะดัง(อีกแล้ว)เพราะร้านค่อนข้างใหญ่ และคนก็เยอะด้วยนะเนี่ย
เข้าไปสั่งกัน
ร้านนี้ชอบตรงที่การสั่งง่ายดีครับ มีข้อความให้ดูเลยว่า เนื้อ เครื่องใน อะไรแบบนี้ มีรูปและก็เบอรืให้จิ้มสั่งได้ง่ายเลยครับ
ซึ่งพอเขามาเสิร์ฟแล้วก็เลยเข้าใจได้ครับว่าทำไมถึงมีคนเยอะ
มาแล้ว!! อันนี้ของหัวหน้าทัวร์ครับ
ส่วนอันหลังนี่ของคนเขียนเองครับ / สั่งไซส์ใหญ่มาครับ ขนาดต่างกันลิบลับ
เป็นมื้อเฝอที่อร่อยสุดที่กินในทริปนี้เลยนะ
เข้าที่พัก ชาร์จแบตคน แบตกล้อง แบตมือถือ พร้อมแล้ว
เราก็ทำการเช็คเอาท์จากโรงแรม แล้วก็นั่งรถไปที่สถานี(?)รถบัสนอนครับ
เพื่อเดินทางไปดาลัตกัน
เห็นแล้วอยากออกเสียงว่า "แอ่น แอ๊นนนนน อะเม๊ซซิ่ง!!" มากๆ
เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าดาลัตมันเดินทางไกลขนาดไหน แต่รถเป็นรถนอนเนี่ย โคตรยอดเลยนะครับ ในช่องของเรามีทุกอย่าง ทั้งทีวี ที่ชาร์จ และก็น้ำดื่มเตรียมไว้ให้แล้วพร้อมเลย
แต่บอกตามตรงนะครับ ไฟบนรถนี่โคตรแง๊น!!
รถมาแล้วจ้า คันนี้แหละ / รถมาตามเวลามากเลยครับ ดีงาม
ตอนขึ้นรถมาแล้วครับ ยังกับรถไฟเลย / ตื่นเต้น เพราะครั้งแรกน่ะ
ช่องนอนและภายในครับ / ถอดรองเท้านะเออ
รถนอนที่ไฟโคตรรถซิ่ง.... / เปิดตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าปิดได้ตรงหัวนอนครับ...
อ้อ อีกอย่างคือที่นอนเป็นเบาะนวดไฟฟ้าด้วยแหละ!!
...โห สุดยอด
เขาทำเหมือนกับ "มึงนอนไปเหอะ ชิลๆ เข้าไว้ เพราะกูเตรียมให้แล้วนะ" เลยครับ
แต่บอกกันตามตรงครับว่า "นอนไม่หลับโว้ย"
คาดเดาว่า นอกจากเส้นทางสุดหฤหรรษ์แล้วก็น่าจะมีเสียงแตรนี่แหละครับที่มันพาลเอานอนไม่ลงเลย
นอนไม่หลับหลายช่วง ช่วงนึงพอจำได้ว่าข้างทางเป็นต้นไม้ แล้วก็หลับไป / อีกทีนึงก็มาเจอภาพนี้ครับ น่าจะปั๊มน้ำมัน
เอาเป็นว่า คืนนี้ขอพักก่อนนะครับ ไว้เจอกันตอ.....
อ้าว พอจะนอนแล้วมันก็ถึงแล้ว!!!
โว้ยยยยยยยยยยย
(ขึ้นรถตอนห้าทุ่มกว่าๆ ถึงปลายทางตอนหกโมง แต่เราได้นอนแบบจะหลับจริงๆ ตอนตีสี่ / ที่เหลือ หลับๆ ตื่นๆ ครับ)
งั้นพรุ่งนี้เจอกันครับ เพราะพรุ่งนี้(วันนี้แหละ)มีเรื่องบันเทิงมากกว่านี้อีก!
พื้นที่โฆษณา
ผมและหัวหน้าทัวร์(แฟน)ได้ทำช่องยูถูบบันทึกการเดินทาง, รีวิวโรงแรม และท่องเที่ยวนู่นนี่ด้วยกันไว้ครับ
ฝากกดติดตามกันด้วยนะครับ
และมีเพจเฟซบุ๊คให้ได้คุยกันด้วยนะครับ เผื่อเราจะได้พูดคุย แนะนำ และสนับสนุน(?)กันได้ง่ายขึ้นนะครับ แหะๆ
ฝากติดตามกันด้วยอีกช่องทางนะครับ
โฆษณา