12 มี.ค. 2024 เวลา 05:57 • ประวัติศาสตร์

ทหารม้าสหภาพชะลอการรุกด้วยปืนสเปนเซอร์ จริงหรือ?

เช้ามืดวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1863 กองทหารราบสมาพันธรัฐชุดแรก นำโดยนายพลเฮนรี่ เฮท (Henry Heth) ได้เดินหน้ารุกไปตามเส้นถนนแชมเบอร์เบิร์ก (Chambersburg Pike) ระหว่างนั้น ณ สันเขาวิสเลอร์ (Wisler’s Ridge) ร้อยโท มาเซลลุส อี. โจนส์ (Marcellus E. Jones) แห่งกรมทหารม้าอิลลินอยส์ที่ 8 (8th Illinois Cavalry) กำลังทอดสายตามองแนวฝุ่นที่ตลบคละคลุ้งด้านหน้า
และเมื่อเขาเห็นนายทหารฝั่งตรงข้ามที่ขี่ม้านำมาอยู่ลิบๆ ผู้หมวดโจนส์ก็ไม่รอช้า หยิบปืนคาร์ไบน์จากนายทหารข้างกาย เล็งอย่างปราณีตและลั่นไกยิงทันที ด้วยระยะที่ห่างมากกว่า 600 หลา กระสุนของผู้หมวดโจนส์คงจะไม่สามารถปลิดชีพทหารนายนั้นได้ แต่ “นัดแรก” ของยุทธการที่เกตตีสเบิร์ก ได้ถูกยิงขึ้นแล้ว
มาเซลลุส อี. โจนส์ (Marcellus E. Jones)
ภายในไม่กี่นาที การประทะเริ่มต้นขึ้น ทหารม้าสหภาพระดมยิงต่อสู้อยู่ไม่นานมาก จึงตัดสินใจล่าถอย เมื่อทหารฝ่ายสมาพันธรัฐยึดสันเขาได้ พวกเขาก็ต้องพบกับแนวทหารม้าอีก 200 คน ของนายพลจอห์น บูรฟอร์ด (John Buford) ที่กระจายทั่วแนวสันเขาเฮอร์ (Herr’s Ridge) กองทหารม้าเพียง 200 คนของบูรฟอร์ดสามารถชะลอการรุกฝ่ายสมาพันธรัฐได้ถึงหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะล่าถอยเข้าแนวที่สาม ที่สันเขาแมคเฟอร์สัน (McPherson’s Ridge) ฝ่ายสหภาพสามารถตรึงแนวรบ ต่อสู้กับทหารราบฝ่ายตรงข้ามได้ถึง 3 ชั่วโมง
และการปะทะที่ถนนแชมเบอร์เบิร์ก ก็จบลงด้วยการล่าถอยของกองทหารม้าสหภาพ ทั้งสองฝ่ายมียอดสูญเสียที่ไม่มากนัก แต่กระนั้นแล้ว การยืนหยัดของกองทหารม้าได้ช่วยซื้อเวลาให้กองหลังนำทหารราบเข้ามาเสริม แผนการรวมกำลังที่เกตตีสเบิร์กเพื่อมุ่งสู่ภาคเหนือของลีถูกสกัด สมรภูมิแห่งการทำลายล้างเท่าที่ประเทศเคยประสบ กำลังจะเริ่มขึ้นในเร็วๆนี้...
เรื่องราวการต่อสู้อันกล้าหาญของเหล่าทหารม้าสหภาพในวันแรกที่เกตตีสเบิร์ก ถูกเล่าซ้ำอย่างมากมายในหลายรูปแบบมาเป็นเวลานาน แต่อย่างไรก็ตาม ในบรรดาคำอธิบายที่หลากหลายนี้ มีอยู่หนึ่งข้อสังเกตที่เกิดขึ้นจาก “มายาคติ” มากกว่าความเป็นจริง คือ
ทหารม้าสหภาพสามารถสกัดข้าศึกได้เป็นเวลานาน นั่นก็เพราะปืนยาวสเปนเซอร์ (Spencer repeating carbines) ซึ่งมีอัตราการยิงที่รวดเร็วกว่าปืนเล็กยาวบรรจุปากของทหารสมาพันธรัฐมาก
ปืนสเปนเซอร์ (Spencer repeating rifles and carbines)
มายาคติเรื่องนี้อาจเกิดจากความเข้าใจว่า ฝ่ายสหภาพมีความเหนือกว่าฝ่ายสมาพันธ์ในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคืออาวุธด้วย ดังนั้น ทหารม้าสหภาพ ย่อมต้องติดอาวุธที่ดีที่สุด และด้วยเหตุนี้ ทหารม้าของบูรฟอร์ดสามารถสกัดกั้นข้าศึกได้ยาวนาน ด้วยฤทธิ์เดชของปืนสเปนเซอร์นั่นเอง (ส่วนตัวผู้เขียนเคยเจอ และคล้อยตามข้ออธิบายนี้อยู่ด้วยพักหนึ่ง)
แต่... ปืนสเปนเซอร์มีบทบาทมากขนาดนั้นเลยหรือ? นั่นอาจเป็นการกล่าวที่อิงมายาคติมากเกินไป ในวันนั้นทหารม้าของบูรฟอร์ด แทบไม่มีใครติดอาวุธปืนดังกล่าวเลย เกือบทุกนายล้วนติดอาวุธเป็นปืนคาร์ไบน์นัดเดียวทั้งสิ้น
ซึ่งมีข้อเท็จจริงอยู่ 3 ข้อที่จะพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้
- ข้อที่หนึ่ง: ระยะเวลาที่กระชั้นชิด
ก่อนอื่น ต้องทราบก่อนว่า ปืนสเปนเซอร์ที่กระทรวงสงครามสั่งซื้อมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบปืนเล็กยาว (Rifle) และเล็กสั้น หรือที่นิยมเรียกว่าคาร์ไบน์ (Carbine) ทั้งสองมีขนาดลำกล้องเท่ากัน คือ .52 คาลิเบอร์ และใช้กระสุนแบบ .56-56 Spencer รัฐบาลทำสัญญาสั่งซื้อปืนสเปนเซอร์ 7,500 กระบอก
ในช่วงปีค.ศ.1862 ปืนชุดแรกจัดส่งในเดือนธันวาคมของปีนั้น และที่เหลือถูกจัดส่งครบถ้วนในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1863 คือราวหนึ่งเดือนก่อนยุทธการที่เกตตีสเบิร์กจะปะทุ โดยปืนเหล่านี้ถูกส่งให้กองพลน้อยทหารม้ามิชิแกน (Michigan Cavalry Brigade) ภายใต้บังคับบัญชาของนายพลคัสเตอร์ (ยศทหารอาสา) และกองพลน้อยอัสนีบาต (Lightning Brigade)
หากพิจารณาตามข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเพิ่งทำสัญญากับบริษัทสเปนเซอร์ราว 1 ปีก่อนยุทธการเกตตีสเบิร์กจะเริ่มต้นขึ้น และล็อตสุดท้ายถูกจัดส่งครบถ้วนในเดือนมิถุนายนของปี ค.ศ.1863 แถมเป้าหมายที่จัดส่งก็ระบุอย่างเจาะจงว่าเป็นกองพลน้อยของนายพลคัสเตอร์ และกองพลน้อยอัสนีบาตอีก ซึ่งหมายความว่าในช่วงก่อนยุทธการที่เกตตีสเบิร์ก กองพลน้อยบูรฟอร์ด (และทหารม้าส่วนใหญ่ในกองทัพโปโตแม็ค) ไม่ได้ติดอาวุธหลักเป็นปืนสเปนเซอร์
- ข้อที่สอง : หลักฐานจากบันทึกรายงานยุทธภัณฑ์ (Ordnance return)
หลายท่านที่ศึกษาเรื่องสงครามกลางเมือง อาจพอได้ยิน (หรือไม่เคยได้ยิน) สิ่งที่เรียกว่า Ordnance return มาบ้าง มันไม่ใช่หมายเรียกเก็บยุทโธปกรณ์ แต่เป็นหมายรายงานยุทธภัณฑ์ของหน่วยต่างๆ ว่ามีอะไร หรือเหลือเท่าไหร่บ้าง ซึ่งหมายรายงานจะถูกจัดทำเป็นไตรมาส (quarter) นั่นหมายความว่า หากกองกำลังของบูรฟอร์ดมีสเปนเซอร์จริง มันต้องปรากฏในหมายตรวจยุทธภัณฑ์แน่นอน ซึ่ง...
ในหมายรายงานยุทธภัณฑ์ เดือนมิถุนายน ค.ศ.1863 (รายงานเสร็จสิ้นเมื่อยุทธการที่เกตตีสเบิร์กจบลง) ปืนประจำกายทหารม้าแห่งกองทัพโปโตแม็คมีมากถึง 7 ยี่ห้อที่แตกต่างกัน แต่ถ้าแบ่งตามประเภทจะมีเพียง 2 ประเภทเท่านั้น คือแบบปืนเล็กสั้นนัดเดียวบรรจุท้าย (single-shot breech-loading) มี 6 ยี่ห้อ และปืนยิงซ้ำ ซึ่งมีอยู่เพียงยี่ห้อเดียวคือสเปนเซอร์ โดยส่วนใหญ่ แน่นอนว่าใช้ปืนนัดเดียวกัน ส่วนปืนสเปนเซอร์ เข้าใจว่าคงมีใช้แต่ในเฉพาะกองพลน้อยของคัสเตอร์เท่านั้น
ที่สำคัญคือ ทหารม้าทั้ง 8 กรม ที่ได้รบกับฝ่ายสมาพันธรัฐในวันแรก รายงานว่าปืนที่พวกเขาใช้ เป็นปืนเล็กสั้นชาร์ป (Sharps) ขนาดลำกล้อง .52 คาลิเบอร์ ปืนคาร์ไบน์สมิธ (Smiths) คาร์ไบน์เบิร์นไซด์ (Burnsides) คาร์ไบน์เมอร์ริล (Merrills) คาร์ไบน์บัลลาร์ด (Ballards) และคาร์ไบน์กัลลาเจอร์ (Gallaghers) โดยไม่ปรากฏว่ามีปืนสเปนเซอร์โผล่มาเลย แต่มีบางกองร้อยที่ไม่ได้รายงาน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าปืนสเปนเซอร์อาจจะหลุดเข้าไปในกองร้อยเหล่านั้น แต่ก็คงจะน้อยเต็มทน
- ข้อที่สาม : ความทรงจำร่วมสมัย
หากกองทหารม้าสหภาพสามารถชะลอทัพข้าศึกได้เพราะมีสเปนเซอร์จริง อย่างน้อยก็ต้องมีบันทึกยืนยันถึงสิ่งนี้ ซึ่งไม่ว่าจะบูรฟอร์ด เดวิด* หรือแกมเบิล* ไม่ได้บันทึกถึงปืนสเปนเซอร์เลย ที่มีการบันทึกเป็นปรากฏคือ “ปืนคาร์ไบน์” ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึง ปืนคาร์ไบน์บรรจุนัดเดียว ซึ่งมีอยู่เกลื่อนในตอนนั้น
และถ้าหากปืนสเปนเซอร์มีบทบาทมากขนาดนั้นจริง อย่างน้อยก็ต้องมีบันทึกจากฝ่ายศัตรูบ้าง ซึ่งปรากฏว่าไม่มีเลย อย่างนายพลเฮธ ผู้บัญชาการกองทหารสมาพันธรัฐ ก็พูดแค่สี่คำเท่านั้น คือ
The cavalry were drive
(ทหารม้าล่าถอย)
สุดท้ายคือ อนุสรณ์สถานของกรมทหารม้าที่ 17 แห่งเพนซิลวาเนีย (17th Pennsylvania Cavalry) ที่เกตตีสเบิร์ก เป็นประติมากรรมแกะสลักนูนจากหินแกรนิต สร้างจำลองจากบุคคลจริง คือ จ่าสิบเอก จอร์จ ดับบลิว. เฟอร์รี่ (George W. Ferree) ในอิริยาบถขี่ม้า มือถือปืนคาร์ไบน์ ซึ่งจากลักษณะปืนแล้ว ไม่ใช่ปืนคาร์ไบน์สเปนเซอร์อย่างแน่นอน และอนุสาวรีย์นี้ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องตามประวัติศาสตร์
อนุสรณ์สถานของกรมทหารม้าที่ 17 แห่งเพนซิลวาเนีย (17th Pennsylvania Cavalry)
- สรุป
จากข้อเท็จจริงสามข้อ สามารถสรุปได้ว่า ปืนสเปนเซอร์ ไม่ได้สร้างผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการตรึงกำลังฝ่ายข้าศึกในช่วงต้นยุทธการที่เกตตีสเบิร์ก ค.ศ.1863 เพราะมีการสั่งซื้อที่กระชั้นชิดและมีจำนวนน้อย ไม่ปรากฏในรายงานตรวจสอบยุทธภัณฑ์ อีกทั้งแทบไม่ปรากฏในความทรงจำร่วมสมัยใดๆ ไม่ว่าจะฝ่ายเหนือหรือฝ่ายใต้
หมายเหตุ : พันเอก วิลเลียม แกมเบิล (William Gamble) และ พันเอก โธมัส เดวิน (Thomas Devin)
อ้างอิง
- G. Adams Jr., William. (1965). Spencers at Gettysburg Fact or Fiction.Military Affairs, 29(1), pp.41-42+56.
- J. Orr, Timothy. (2022). The Battle of Gettysburg 1863 (1) The First Day. Oxford: Osprey Publishing.
โฆษณา