23 มี.ค. 2024 เวลา 13:09 • การศึกษา
Website By Shoper Gamer

Website คืออะไร

โดย
เชื่อว่าในปี 2026 นี้ คงไม่มีใครที่ไม่เคยใช้งาน Website หรือเว็บไซต์กันใช่ไหมครับ? ตั้งแต่ตื่นนอนมาเช็กข่าว ดูอีเมล ทำงาน เรียนออนไลน์ ไปจนถึงสั่งของกิน หรือ ดูหนังฟังเพลงทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ทั้งสิ้น
แต่เคยสงสัยกันไหมว่า เว็บไซต์คืออะไรกันแน่? ทำงานอย่างไร? มีกี่ประเภท? แล้วทำไมในยุคนี้เราถึงยังต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มี Social Media ให้ใช้งานอยู่แล้ว? วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับ Website กันแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ
- Shoper Gamer Website -
  • ​Website คืออะไร?
ถ้าจะให้อธิบายแบบง่ายที่สุด Website หรือ เว็บไซต์ คือ กลุ่มของหน้าเว็บเพจ (Web Page) หลายๆ หน้าซึ่งเชื่อมโยงกัน ผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ (Hyperlink) ภายใต้ชื่อโดเมน (Domain Name) เดียวกันครับ
พูดให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เว็บไซต์เปรียบเสมือน บ้านหลังหนึ่งบนโลกออนไลน์ โดยแต่ละห้องในบ้านก็คือหน้าเว็บเพจ (Web Page) เช่น หน้าแรก (Homepage), หน้าเกี่ยวกับเรา (About Us), หน้าบทความ (Blog) หรือ หน้ารายละเอียดสินค้าเป็นต้น
เว็บไซต์ถูกสร้างขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ โดยภาษาแรกเริ่มและเป็นพื้นฐานที่สุดคือ HTML (Hyper Text Markup Language) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาเสริม เช่น CSS สำหรับตกแต่งให้สวยงาม, JavaScript สำหรับเพิ่มลูกเล่นและการโต้ตอบ, รวมถึงภาษาฝั่ง Backend อย่าง PHP, Python หรือ Java ที่ใช้จัดการข้อมูลและระบบเบื้องหลัง
เว็บไซต์แห่งแรกของโลกถูกสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536) โดยวิศวกรของ CERN อย่าง Tim Berners-Lee ในยุคแรกเริ่ม เว็บไซต์เป็นเพียงหน้าข้อความล้วนๆ ไม่มีภาพหรือสีสัน แต่ในปัจจุบัน เว็บไซต์ได้พัฒนาไปไกลมากจนกลายเป็น Web Application ที่สามารถทำงานและตอบสนองได้เหมือนแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเลยทีเดียวครับ
  • ​Website ทำงานอย่างไร?
เว็บไซต์ทำงานบนพื้นฐานของ ระบบไคลเอนต์-เซิร์ฟเวอร์ (Client-Server) โดยมีหลักการทำงานหลักๆ ดังนี้ครับ
⚪ ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (Server): ไฟล์ทั้งหมดของเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นโค้ด HTML, รูปภาพ, วิดีโอ หรือฐานข้อมูล จะถูกจัดเก็บไว้บน เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่เปิดเครื่องและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง
⚪ ฝั่งไคลเอนต์ (Client): เมื่อเราพิมพ์ชื่อโดเมน (เช่น google.com) ลงใน เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) อย่าง Chrome, Safari หรือ Firefox ตัวเบราว์เซอร์จะส่งคำขอ (Request) ไปยังเซิร์ฟเวอร์นั้นผ่านอินเทอร์เน็ต
⚪ การตอบกลับ (Response): เมื่อเซิร์ฟเวอร์ได้รับคำขอ ก็จะส่งไฟล์ต่างๆ กลับมายังเบราว์เซอร์ของเรา เบราว์เซอร์จะนำไฟล์เหล่านั้นมาประมวลผลและแสดงผลเป็นหน้าเว็บไซต์ที่สวยงามบนหน้าจอ
⚪ กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ทำให้เราสามารถเรียกดูข้อมูลจากเว็บไซต์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน
  • ​Website มีกี่ประเภท?
เว็บไซต์สามารถแบ่งออกได้เป็นหลากหลายประเภทตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน โดยประเภทหลักๆ ที่พบได้บ่อยมีดังนี้ครับ
🧑‍🦱 เว็บไซต์ส่วนบุคคล (Personal Website): สร้างขึ้นเพื่อแสดงตัวตน ความสนใจ หรือประวัติส่วนตัว เหมือนไดอารีออนไลน์ เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์ ศิลปิน หรือการสร้างแบรนด์ส่วนตัว
🧑‍💼 เว็บไซต์ธุรกิจ (Business Website): ออกแบบมาเพื่อนำเสนอข้อมูลบริษัท สินค้า และบริการ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นช่องทางติดต่อหลัก
📦 เว็บไซต์ขายของออนไลน์ (E-Commerce Website): ใช้สำหรับซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยเฉพาะ มีระบบตะกร้าสินค้าและระบบชำระเงินในตัว
🧑‍💻 เว็บไซต์บล็อก (Blog Website): เน้นการเผยแพร่บทความ เนื้อหา ความรู้ หรือเรื่องราวต่างๆ เหมาะกับการทำ Content Marketing
🗞️ เว็บไซต์ข่าว (News Website): แหล่งรวมข่าวสาร สาระ และเหตุการณ์ปัจจุบัน มีการอัปเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลา
🧑‍🏫 เว็บไซต์การศึกษา (Educational Website): ให้ความรู้เชิงวิชาการ คอร์สเรียนออนไลน์ หรือบทเรียนต่างๆ
👥 เว็บไซต์สังคมออนไลน์ (Social Media Website): แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้คนให้สามารถแชร์ข้อมูลและมีปฏิสัมพันธ์กัน
🧑‍🎓 เว็บไซต์พอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Website): เน้นการแสดงผลงานโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับดีไซเนอร์ ครีเอทีฟ หรือช่างภาพ
นอกจากนี้ยังมี เว็บไซต์สมาชิก (Membership Website) ที่ต้องเข้าสู่ระบบเพื่อดูเนื้อหาพิเศษ และ เว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) ที่เน้นการใช้งานโต้ตอบซับซ้อนอีกด้วย
  • ​ทำไมต้องมี Website? (ประโยชน์)
หลายคนอาจสงสัยว่าในยุคที่ Social Media ครองเมือง การมีเว็บไซต์ของตัวเองยังจำเป็นอยู่ไหม? คำตอบคือ จำเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเว็บไซต์มีข้อดีที่ Social Media มอบให้ไม่ได้ ดังนี้
✅ เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด: เว็บไซต์พร้อมทำงานตลอดเวลา ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลได้ทุกเมื่อโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่
✅ สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดี: การมีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าธุรกิจมีตัวตนจริง
✅ เป็นเจ้าของข้อมูลและผู้เข้าชม 100%: บนเว็บไซต์ของเรา เราเป็นเจ้าของเนื้อหาและข้อมูลทั้งหมด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอัลกอริทึมปิดกั้นการมองเห็น
✅ ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ใช้: สามารถเก็บและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เข้าชมได้อย่างละเอียด เพื่อนำมาปรับปรุงธุรกิจให้ตรงจุด
✅ ขยายตลาดและเข้าถึงผู้คนทั่วโลก: ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้แบบไร้พรมแดน
✅ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของ Social Media: ไม่ต้องเสี่ยงกับการปรับเปลี่ยนกฎ ราคาโฆษณาที่แพงขึ้น หรือการปิดตัวของแพลตฟอร์มภายนอก
  • ​ควรมีความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง?
หากต้องการเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ ควรศึกษาพื้นฐานเหล่านี้ไว้ครับ
⚪ HTML, CSS และ JavaScript: HTML คือโครงสร้างหลัก CSS ช่วยตกแต่งความสวยงาม และ JavaScript ใช้สร้างลูกเล่นการโต้ตอบ
⚪ ระบบ Domain และ Hosting: ทำความเข้าใจเรื่องชื่อโดเมน (Domain Name) และพื้นที่จัดเก็บไฟล์เว็บ (Web Hosting)
⚪ หลักการออกแบบ UX/UI: ออกแบบให้ใช้งานง่าย (User Experience) และมีความสวยงาม (User Interface)
⚪ ความรู้เรื่อง SEO (Search Engine Optimization): เทคนิคการปรับแต่งเว็บให้ติดอันดับการค้นหาบน Google
⚪ ความรู้เรื่องความปลอดภัยเบื้องต้น: การติดตั้ง SSL เพื่อเข้ารหัสข้อมูลและการป้องกันช่องโหว่ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หากไม่อยากเขียนโค้ดเอง ในปัจจุบันมีเครื่องมือกลุ่ม No-Code เช่น WordPress, Wix, Squarespace หรือ Webflow ที่ช่วยให้สร้างเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นครับ
  • ​Website VS Social Media ต่างกันอย่างไร?
แม้ Social Media จะสะดวกรวดเร็ว แต่ทั้งสองสิ่งนี้มีบทบาทและข้อแตกต่างที่ชัดเจนดังนี้ครับ
🧑‍💼 ด้านความเป็นเจ้าของ: Website เป็นของเรา 100% และสามารถควบคุมได้ทั้งหมด ในขณะที่ Social Media เป็นของแพลตฟอร์ม เราเป็นเพียงผู้ใช้งาน
📚 ด้านการควบคุมเนื้อหา: Website มอบอิสระในการนำเสนอเนื้อหาได้ตามต้องการ ส่วน Social Media จะถูกจำกัดด้วยกฎและอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม
🧑‍🦱 ด้านการเข้าถึง: Website ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านเบราว์เซอร์ ส่วน Social Media ผู้ใช้มักต้องมีบัญชีและต้องพึ่งพาการจัดลำดับของอัลกอริทึม
🧑‍✈️ ด้านความน่าเชื่อถือ: Website สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์มืออาชีพได้สูงกว่า Social Media ที่ใครก็สามารถเปิดเพจขึ้นมาได้
🗃️ ด้านข้อมูลผู้ใช้งาน: Website สามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าชมได้อย่างละเอียด 100% ขณะที่ Social Media ให้ข้อมูลจำกัดเนื่องจากแพลตฟอร์มเป็นผู้ถือครองข้อมูล
📊 ด้านความยั่งยืน: Website อยู่ได้อย่างยั่งยืนตราบใดที่เรายังต่ออายุโฮสต์ ส่วน Social Media อาจมีการเปลี่ยนกติกา นโยบาย หรือปิดตัวลงได้ตลอดเวลา
  • ​ตัวอย่างการใช้งาน Website
⚪ ธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่: ใช้นำเสนอข้อมูลสินค้า บริการ และสร้างช่องทางติดต่อตลอด 24 ชั่วโมง
⚪ บล็อกเกอร์และครีเอเตอร์: ใช้แชร์ความรู้ บทความ และสร้างรายได้จากโฆษณาหรือผลิตภัณฑ์ของตนเอง
⚪ พอร์ตโฟลิโอส่วนตัว: ฟรีแลนซ์ ดีไซเนอร์ หรือโปรแกรมเมอร์ใช้โชว์ผลงานเพื่อรับงาน
⚪ องค์กรและหน่วยงานราชการ: ใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ให้บริการประชาชน และสร้างภาพลักษณ์องค์กร
⚪ ร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce): ขายสินค้าออนไลน์โดยไม่ต้องพึ่งพา Marketplace เพียงอย่างเดียว
⚪ ชุมชนออนไลน์ (Online Community): แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน
⚪ ระบบบริหารจัดการภายในองค์กร (Intranet): ใช้เป็นระบบปิดสำหรับพนักงานในการจัดการงานและติดต่อสื่อสารภายใน
✏️ Shoper Gamer
  • ​[Shoper Gamer] Static Website คืออะไร 👇
  • ​[Shoper Gamer] Dynamic Website คืออะไร 👇
  • ​[Shoper Gamer] SEO คืออะไร 👇
Credit :
👇
  • ​https://www.godaddy.com/resources/ca/launch/what-is-a-website
  • ​https://www.cipher.co.th/en/blogs/what-is-website-guide/
  • ​https://www.headjam.com.au/knowledge-base/answer/what-is-a-website
  • ​https://elementor.com/blog/what-is-a-website-guide/

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา