Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
4 เม.ย. 2024 เวลา 04:26 • ประวัติศาสตร์
สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นกลายเป็นพันธมิตรกันได้อย่างไรในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2?
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นศัตรูตัวฉกาจ แต่เมื่อถึงช่วงสงครามเย็นและต่อๆ มา ญี่ปุ่นก็ได้กลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรชาติสำคัญของสหรัฐอเมริกาในแถบเอเชียแปซิฟิก
คำถามก็คือ จากศัตรูคู่อาฆาต ทำอย่างไรจึงกลายเป็นพันธมิตรกันได้?
ลองมาดูกันครับ
ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) ญี่ปุ่นได้ทำการโจมตีฐานทัพเพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) และทำให้คนอเมริกันทั้งประเทศช็อค และเข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัว
เหตุการณ์การโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor)
อีกเกือบสี่ปีต่อมา ในปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลงยังเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่น ทำให้สงครามจบลงในที่สุด
หลังจากสงครามจบลง ญี่ปุ่นก็ต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้าน ทั้งด้านกองทัพและโครงสร้างการเมือง ความแกร่งกล้ามั่นใจที่เคยมีในช่วงก่อนสงครามหายสิ้น
แต่หลังจากสงครามจบลง เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช่เพียงแค่สร้างสันติภาพและช่วยสร้างชาติญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่เท่านั้น หากแต่ต้องการจะดึงญี่ปุ่น ซึ่งมองว่ามีศักยภาพ ให้มาเป็นพันธมิตรสำคัญต่อต้านคอมมิวนิสต์
และการจะทำเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องศึกษาบทเรียนจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI)
สหรัฐอเมริกาคิดจะใช้ประโยชน์จากการที่ชาวญี่ปุ่นกำลังสิ้นหวังในตัวรัฐบาลและกองทัพ ใช้โอกาสนี้ในการปลูกฝังแนวคิดประชาธิปไตยและแก้ไขรัฐธรรมนูญ
มีการจ้างชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นนับพันมาเป็นนักภาษาศาสตร์ในกองทัพอเมริกัน ซึ่งนักภาษาศาสตร์เหล่านี้ก็เป็นกำลังสำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกา
นอกจากนั้น นายพล “ดักลาส แม็กอาร์เทอร์ (Douglas MacArthur)” นายพลคนสำคัญฝั่งอเมริกัน ก็ศึกษาบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 1
แทนที่จะซ้ำเติมประเทศที่แพ้สงครามให้ได้รับความอับอายและอัปยศ เช่น เรียกเก็บค่าปฏิกรรมสงครามในราคาสูงลิบเช่นที่เยอรมนีโดน ทำให้เศรษฐกิจแทบล่มสลาย สหรัฐอเมริกากลับดำเนินนโยบายในด้านบวกกับประเทศที่แพ้สงครามอย่างญี่ปุ่น โดยเฉพาะกับ “องค์จักรพรรดิ”
ดักลาส แม็กอาร์เทอร์ (Douglas MacArthur)
ด้วยความที่เกรงว่าจะเกิดภาวะอดอยากในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาจึงให้เครื่องบินฝั่งตนนำเสบียงจำนวนมหาศาลมาแจกจ่ายให้ญี่ปุ่นเพื่อป้องกันความอดอยากซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายด้านอื่นๆ ได้
ทางด้าน “จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ (Hirohito)” แทนที่จะถูกตัดสินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม สหรัฐอเมริกาก็ยอมให้พระองค์ทรงนั่งบัลลังก์ต่อไป
การที่ไม่หักหน้าหรือกดขี่องค์จักรพรรดิ คือสิ่งที่ฝั่งอเมริกันมองว่าจะทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นมองสหรัฐอเมริกาในแง่ดี และทำให้ชาวญี่ปุ่นให้ความร่วมมือกับทางการอเมริกันในด้านต่างๆ ทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนจากประเทศชาตินิยมซึ่งศรัทธาในราชวงศ์อย่างสุดโต่ง กลายเป็นสนับสนุนประชาธิปไตยฝ่ายอเมริกัน
หน่วยข่าวกรองทหารอเมริกันได้เสนอแนะให้เลี่ยงการที่จะทำให้จักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงเสียหน้า โดยในใบประกาศที่จะให้พระองค์ทรงอ่านออกอากาศ ก็ไม่ใช้คำที่ดูรุนแรงหรือหักหน้า โดยขณะที่องค์จักรพรรดิทรงอ่านประกาศออกอากาศในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ไม่มีการใช้คำว่า “ยอมแพ้” เลย หากแต่บอกว่าญี่ปุ่นนั้นเลือกที่จะเลือกสันติภาพ แทนที่จะดำเนินสงครามต่อไป และอาจนำมาสู่การสิ้นสุดมนุษยชาติ
จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ (Hirohito)
ในเอกสารการยอมแพ้อย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นนั้น ระบุว่า ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องการให้รัฐบาลญี่ปุ่นปกครองอย่างใกล้เคียงกับหลักการประชาธิปไตยมากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของมหาอำนาจพันธมิตรในการบังคับให้ญี่ปุ่นจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเจตจำนงค์ของประชาชน
และเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเช่นนั้น กองทัพอเมริกันก็คอยเฝ้าดูและควบคุมเศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์การเมือง และการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม หากแต่ก็ยังให้ทางญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด
พูดง่ายๆ คือถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยังมีอำนาจควบคุมดูแลด้านต่างๆ แต่ชาวญี่ปุ่นก็ยังมีอิสระในการดำเนินการด้านต่างๆ ตามใจตนเองได้ สร้างความเชื่อใจในระยะยาวแก่ชาวญี่ปุ่น
อีกบทบาทที่สำคัญในช่วงสงครามและหลังสงครามคือกลุ่ม “นิเซ (Nisei)”
ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาสู้รบกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาก็ได้ค้นพบหนึ่งในอาวุธสำคัญ
นั่นคือ “ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น” หรือที่เรียกว่า “นิเซ (Nisei)”
นิเซเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นนักภาษาศาสตร์ให้แก่หน่วยข่าวกรองฝ่ายอเมริกัน โดยนิเซคือชาวญี่ปุ่นที่เกิดจากพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นที่ย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกา โดยนิเซบางคนก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้ โดยเฉพาะกลุ่ม “คิเบ (Kibei)” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ปกครองส่งกลับไปศึกษาที่ญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงคราม
สหรัฐอเมริกาได้ทำการรับและฝึกฝนเหล่านิเซให้สืบข่าวและส่งข้อมูลให้ฝ่ายอเมริกันในช่วงก่อนเหตุการณ์เพิร์ล ฮาร์เบอร์ หากแต่หลังเหตุการณ์เพิร์ล ฮาร์เบอร์ เหล่านิเซบางกลุ่มก็ตกเป็นเหยื่อของความเกลียดชังจากชาวอเมริกัน รวมทั้งถูกสงสัยว่าเป็นสายลับสองหน้า
แต่ถึงอย่างนั้น นิเซก็ทำงานได้เป็นอย่างดี ทำหน้าที่ติดตามข่าวสาร แปลแผนที่และเอกสารต่างๆ และสอบสวนนักโทษฝ่ายศัตรู
ในปีค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) นิเซก็เป็นที่ยอมรับอย่างมาก มีคำกล่าวในกองทัพว่านิเซเพียงคนเดียวก็มีคุณค่าเท่ากับทหารทั้งกองร้อย และนิเซก็ช่วยทำให้สงครามสิ้นสุดลงเร็วขึ้นกว่าสองปี
นอกจากนั้น นิเซยังมีบทบาทสำคัญในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยปรับปรุงญี่ปุ่น โดยมีนิเซกว่า 5,000 คนเข้ามาประจำตำแหน่งต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ของญี่ปุ่น โดยกลุ่มคิเบนั้นสำคัญมาก เนื่องจากพวกเขามีความเข้าใจในประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม ศาสนา การศึกษาของญี่ปุ่นเป็นอย่างดี
ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาปกครองญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่เดือนแรก นิเซและคิเบก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จต่างๆ ทั้งช่วยในการช่วยเหลือเหล่านักโทษสงครามชาวอเมริกันและฝ่ายสัมพันธมิตรให้ได้กลับบ้าน รวมทั้งช่วยพลเรือนที่ติดอยู่ในญี่ปุ่นให้ได้กลับประเทศตนเอง และยังช่วยตามหาเหล่าอาชญากรสงคราม รวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดเหล่าอาชญากรสงคราม
นอกจากนั้น นิเซและคิเบยังคอยจับตาดูสัญญาณอะไรก็ตามที่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของญี่ปุ่น ส่วนทางด้านการเงิน นิเซและคิเบก็ช่วยบ่อนทำลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสงครามของญี่ปุ่น และทำลายแหล่งการเงินในตลาดมืดรวมทั้งองค์กรอาชญากรรมต่างๆ
และที่สำคัญที่สุด นิเซและคิเบยังช่วยในการแก้รัฐธรรมนูญหลายข้อ
และนี่ก็คือประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งที่ทำให้ศัตรูคู่อาฆาตกลายมาเป็นพันธมิตรรายสำคัญกันได้
References:
https://www.history.com/news/post-wwii-us-japan-occupation-allies
https://eastasiaforum.org/2014/05/04/role-reversal-how-japan-became-americas-ally-and-china-fell-from-grace/
https://history.state.gov/milestones/1945-1952/japan-reconstruction
https://www.defense.gov/News/Feature-Stories/Story/Article/2306658/us-japan-alliance-increasingly-strengthened-since-end-of-wwii/
1
ประวัติศาสตร์
9 บันทึก
22
2
12
9
22
2
12
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย