5 เม.ย. 2024 เวลา 05:48 • ประวัติศาสตร์

สินค้าบน “เส้นทางสายไหม (Silk Road)”

“เส้นทางสายไหม (Silk Road)” เป็นเครือข่ายเส้นทางการเดินทางในสมัยโบราณที่เชื่อมตะวันออกกับตะวันตกเข้าด้วยกัน มีระยะทางหลายพันกิโลเมตร
เส้นทางแห่งนี้โด่งดังและใช้กันแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 2-ศตวรรษที่ 15 เชื่อมต่ออารยธรรมต่างๆ ตั้งแต่เอเชีย เปอร์เซีย อาราเบีย แอฟริกาตะวันออก และยุโรปใต้ โดยเชื่อมถึงกันผ่านเหล่าผู้ที่ใช้เส้นทางนี้ ทั้งพ่อค้า ทูต ชนเร่ร่อน รวมทั้งเหล่าทหาร
และด้วยความที่เป็นเส้นทางสายสำคัญ ทำให้มีการค้าขายในเส้นทางนี้มาตั้งแต่โบราณ
แต่คำถามก็คือ
มีสินค้าอะไรบ้างที่ซื้อขายกันบนเส้นทางสายไหม?
ลองมาหาคำตอบกันครับ
สินค้าอย่างแรกก็ตามชื่อของเส้นทางนี้เลย นั่นก็คือ “ผ้าไหม”
ผ้าไหมนั้นมีประวัติความเป็นมายาวนาน ผลิตขึ้นในจีนตั้งแต่เมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และกลายเป็นสินค้าล้ำค่าที่คนทั่วโลกในเวลานั้นต้องการ
ผ้าไหมนั้นมีค่ามาก หากแต่น้ำหนักเบา เหมาะที่จะพกพาเป็นระยะทางยาวไกล และในไม่ช้า เหล่าคนรวย ชนชั้นสูงต่างๆ ก็นิยมผ้าไหมเป็นอย่างมาก
เหล่าชนชั้นสูงในจักรวรรดิโรมันก็ชื่นชอบผ้าไหม มักจะทำการค้าขายแลกเปลี่ยนผ้าไหมกับเครื่องแก้วต่างๆ ของตน ส่วนในเอเชีย ก็มีการพบผ้าไหมในสุสานชนชั้นสูงในจีน เกาหลี และญี่ปุ่น
แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่ผ้าไหมเท่านั้นที่นิยมซื้อขายแลกเปลี่ยนกันบนเส้นทางสายไหม สินค้าล้ำค่าอื่นๆ เช่น หยก และเครื่องเทศต่างๆ ก็มีการซื้อขายกันบนเส้นทางสายไหมเช่นกัน
และไม่เพียงจะเป็นเส้นทางสำหรับการค้าเท่านั้น แต่เส้นทางสายไหมยังมีคุณูปการอีกหลายประการ
นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่าผู้ที่เป็นกำลังหลักที่ทำให้เส้นทางสายไหมบูมขึ้นมาก็คือจีน โดยในเวลานั้น จีนต้องการจะได้ม้าชั้นดีจากอาณาจักรต้าหยวน (Kingdom of Dayuan) ในเอเชียกลาง โดยจะนำม้าเหล่านี้ไปใช้ในการสู้รบกับชนเผ่าซงหนู
หลังจากเข้ารุกรานต้าหยวน จีนก็ได้เรียกบรรณาการจากต้าหยวนเป็นม้าดีปีละสองตัว และการกำเนิดของดินปืนซึ่งกำเนิดในจีนเมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ก็ได้เปลี่ยนการสงครามไปตลอดกาล อีกทั้งการเกิดเข็มทิศยังทำให้เกิดการสำรวจเส้นทางต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เส้นทางสายไหมเริ่มเสื่อมความนิยม
1
อีกหนึ่งสินค้าที่สำคัญก็คือ “กระดาษ”
กระดาษกำเนิดขึ้นในจีนเมื่อสมัยศตวรรษที่ 2 และก็แพร่กระจายไปทั่วเอเชีย ก่อนจะเข้าไปสู่โลกอิสลามในสมัยศตวรรษที่ 8
ในสมัยศตวรรษที่ 8 มีการสร้างโรงกระดาษขึ้นในกรุงแบกแดด ก่อนจะแพร่ไปสู่ยุโรปในสมัยศตวรรษที่ 12 และศตวรรษที่ 13 ตามมาด้วยการกำเนิดแท่นพิมพ์ ทำให้ข้อมูลข่าวสารแพร่หลายไปได้รวดเร็วขึ้น นำโลกเข้าสู่สมัยใหม่
1
นอกจากสินค้าต่างๆ แล้ว แนวคิดและความรู้ต่างๆ ก็ได้แพร่หลายตามเส้นทางสายไหมเช่นกัน
“มาร์โค โปโล (Marco Polo)” นักสำรวจชาวเวนิส ได้ใช้เส้นทางสายไหมเดินทางจากอิตาลีไปยังจีน และได้มาถึงราชสำนักมองโกลของ “กุบไลข่าน (Kublai Khan)” ในปีค.ศ.1275 (พ.ศ.1818)
1
เมื่อกลับสู่ยุโรป โปโลก็ได้เขียนประสบการณ์ตนเองเป็นหนังสือ ทำให้โลกได้เปิดหูเปิดตา รับทราบข้อมูลของดินแดนใหม่ๆ
ศาสนาก็ได้รับการเผยแพร่ผ่านเส้นทางสายไหมเช่นกัน โดยศาสนาพุทธได้เริ่มแพร่เข้าสู่จักรวรรดิกุษาณะ (Kushan Empire) ในเอเชียกลางเมื่อสมัยศตวรรษที่ 1-ศตวรรษที่ 3 ก่อนจะไปถึงจีน โดยสำหรับเส้นทางสายไหมนั้น มีสำนักสอนศาสนาพุทธกว่าห้าแห่ง
1
มาร์โค โปโลเข้าเฝ้ากุบไลข่าน
ศาสนาอิสลามก็เป็นหนึ่งในศาสนาหลักบนเส้นทางสายไหม โดยชุมชนมุสลิมแห่งแรกก็ได้ก่อตั้งขึ้นในอาราเบียเมื่อศตวรรษที่ 7 และศาสนาอิสลามก็ได้รับการเผยแพร่ผ่านนักเดินทาง นักบวช และพ่อค้าต่างๆ
แต่ถึงแม้ว่าความกว้างไกลและเชื่อมต่อเส้นทางต่างๆ ของเส้นทางสายไหมจะนำผลดีมามากมาย แต่ผลด้านลบก็มีเช่นกัน
เส้นทางสายไหมได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ทำให้โรคระบาดแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในช่วง “กาฬมรณะ (Black Plague)”
ในช่วงค.ศ.1347-1351 (พ.ศ.1890-1894) ซึ่งเป็นช่วงพีคของโรคระบาด กาฬโรคได้แพร่ระบาดเป็นวงกว้างตลอดเส้นทางสายไหม เชื่อมโยงไปยังหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ
การที่เส้นทางสายไหมมีผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ทำให้การระบาดของโรคแพร่ระบาดไปอย่างเป็นวงกว้าง กระจายออกไปเรื่อยๆ
นี่ก็คือประวัติศาสตร์หนึ่งของเส้นทางสายไหม
โฆษณา