26 เม.ย. เวลา 04:49 • ประวัติศาสตร์

ความรุ่งเรืองและล่มสลายของอาณาจักร “แวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt)”

วันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1877 (พ.ศ.2420) คือวันที่ “คอร์นีเลียส แวนเดอร์บิลต์ (Cornelius Vanderbilt)” มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในสหรัฐอเมริกา ณ ขณะนั้น เสียชีวิต
ทรัพย์สินของเขาในเวลานั้นอยู่ที่ 100 ล้านดอลลาร์ แต่หากคิดตามค่าเงินปัจจุบัน จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 111,000 ล้านบาท)
1
สำหรับประวัติของเขานั้น คอร์นีเลียสเป็นลูกหลานของผู้อพยพชาวดัทช์ที่อพยพเข้ามายังสหรัฐอเมริกา โดยเขาเกิดที่นิวยอร์กเมื่อปีค.ศ.1794 (พ.ศ.2337) ในครอบครัวฐานะปานกลาง บิดาเป็นชาวไร่ที่ทำงานเสริมด้วยการพายเรือส่งสินค้าระหว่างเกาะสแตเทนและแมนฮัตตัน
คอร์นีเลียสนั้นไม่ค่อยได้ไปเรียนที่โรงเรียนซักเท่าไร แต่มักจะช่วยพ่อพายเรือ และเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น คอร์นีเลียสก็มีเรือส่งสินค้าของตนเอง ซึ่งเรือลำนี้เขาก็ซื้อมาด้วยเงินกู้จำนวน 100 ดอลลาร์ หรือ 3,000 ดอลลาร์ตามค่าเงินปัจจุบัน (ประมาณ 111,000 บาท)
คอร์นีเลียส แวนเดอร์บิลต์ (Cornelius Vanderbilt)
ในปีค.ศ.1817 (พ.ศ.2360) ขณะมีอายุ 23 ปี คอร์นีเลียสก็ได้งานเป็นคนควบคุมดูแลเรือกลไฟ แต่แล้วเมื่อนายจ้างของเขาเสียชีวิต แวนเดอร์บิลต์ก็ได้ออกมาสร้างธุรกิจเรือกลไฟของตนเอง กว้านซื้อกิจการของคู่แข่ง และเริ่มมองหาลูกค้าใหม่ๆ
คอร์นีเลียสนั้นดำเนินธุรกิจอย่างแข็งกร้าวและเด็ดขาด เขาตัดราคาของตนเองให้ต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้คู่แข่งหลายรายสู้ไม่ได้และต้องออกจากวงการไป โดยมีบันทึกว่าเขาเคยกล่าวว่า
“ไม่มีมิตรภาพในแวดวงการค้า”
เมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 19 กิจการเรือกลไฟของคอร์นีเลียสก็ใหญ่โต มีเรือกลไฟกว่า 100 ลำ และขยายเส้นทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
กิจการชิปปิ้งของคอร์นีเลียสถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลกในเวลานั้น และเมื่อสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกามาถึงในปีค.ศ.1861 (พ.ศ.2404) คอร์นีเลียสก็ตัดสินใจลงทุนในการสร้างทางรถไฟ เนื่องจากเขาเล็งเห็นถึงศักยภาพและเชื่อว่าตนเองนั้นมาถูกทาง
1
การลงทุนของคอร์นีเลียสนั้นนับว่าถูกต้อง และเมื่อสงครามกลางเมืองจบลงในปีค.ศ.1865 (2408) คอร์นีเลียสก็กลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในสหรัฐอเมริกา
1
เมื่อคอร์นีเลียสเสียชีวิตในปีค.ศ.1877 (พ.ศ.2420) ทรัพย์สินของเขาก็มีมากถึง 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 111,000 ล้านบาท) ในปัจจุบัน ซึ่งว่ากันว่าทรัพย์สินของเขานั้นมากกว่าเงินในคลังทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น
ลูกชายคนโตของคอร์นีเลียส นั่นคือ “วิลเลียม เฮนรี แวนเดอร์บิลต์ (William Henry Vanderbilt)“ ได้รับมรดกมากที่สุด โดยว่ากันว่าคอร์นีเลียสเคยกล่าวกับวิลเลียมว่า
“ไอ้โง่ที่ไหนก็รวยได้ทั้งนั้นแหละ แต่ต้องเป็นคนที่ฉลาดเท่านั้นจึงจะรักษาไว้ได้”
วิลเลียม เฮนรี แวนเดอร์บิลต์ (William Henry Vanderbilt)
ซึ่งวิลเลียมก็นับว่าเป็นทายาทที่เก่งเอาการ ไม่ได้เหลาะแหละเหมือนลูกเศรษฐีคนอื่นๆ เขาสามารถต่อยอดทรัพย์สินของผู้เป็นพ่อให้เพิ่มเป็นสองเท่า ทำให้ในปีค.ศ.1883 (พ.ศ.2426) วิลเลียมกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในเวลานั้น ด้วยทรัพย์สินจำนวน 200 ล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับประมาณ 6,200 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน (ประมาณ 230,000 ล้านบาท)
และอาจจะเรียกได้ว่าวิลเลียมนั้นไม่มีคู่แข่งในการรับมรดกเลย โดยหนังสือที่เขียนเล่าชีวประวัติคอร์นีเลียสได้เล่าว่า ถึงแม้ว่าคอร์นีเลียสจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขาก็เป็นคนที่เคี่ยวและไม่เคยไว้ใจใครแม้แต่คนในครอบครัว
ลูกสาวทั้งแปดคนของเขานั้นถูกตัดออกจากกองมรดกเนื่องจากแต่งงานออกจากครอบครัวไปแล้ว และเขาแทบไม่เคยให้เงินลูกสาวเลย
นอกจากนั้น คอร์นีเลียสก็ยังอยู่บ้านหลังเล็กๆ ไม่สนใจจะสร้างบ้านหลังใหญ่เหมือนเศรษฐีคนอื่นๆ หากแต่ลูกหลานของคอร์นีเลียสกลับไม่เป็นเช่นนั้น
2
ทายาทของคอร์นีเลียสหลายๆ คนสร้างคฤหาสน์และบ้านพักตากอากาศหรูหรามากมาย
หนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของทายาทคอร์นีเลียส ก็คือ “บิลต์มอร์ (Biltmore)” ซึ่งเป็นคฤหาสน์ที่สร้างเสร็จในปีค.ศ.1895 (พ.ศ.2438) ตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 20,000 ไร่ มีห้องกว่า 250 ห้อง ใช้เวลาสร้างกว่าหกปี และใช้เงินในการก่อสร้างกว่าหกล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,600 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน (ประมาณ 60,000 ล้านบาท)
บิลต์มอร์ (Biltmore)
ในปัจจุบัน บิลต์มอร์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และยังคงเป็นคฤหาสน์ของตระกูลแวนเดอร์บิลต์มาจนถึงปัจจุบัน
แต่บางทีความมั่งคั่งก็อาจจะเสื่อมสลายตามกาลเวลา โดยเรื่องที่น่าตกใจก็คือ ในปีค.ศ.1973 (พ.ศ.2516) เมื่อสมาชิกตระกูลแวนเดอร์บิลต์จำนวน 120 คนกลับมารวมตัวกัน ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเป็นเศรษฐีแม้แต่คนเดียว และตระกูลแวนเดอร์บิลต์ก็ไม่ติดอันดับตระกูลเศรษฐีในสหรัฐอเมริกาอีกแล้ว
โฆษณา