8 พ.ค. 2024 เวลา 06:44 • ประวัติศาสตร์

“จูเลีย บัตเตอร์ฟลาย ฮิลล์ (Julia Butterfly Hill)” นักอนุรักษ์ผู้อาศัยอยู่บนต้นไม้นานถึง 738 วัน

ประมาณ 48 กิโลเมตรจากชายฝั่งทะเลทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ลึกเข้าไปในป่าของเขตฮัมโบลดท์ มีต้นสนเนื้อแดงสูง 200 ฟุต (ประมาณ 60 เมตร) ชื่อว่า “ลูนา (Luna)”
ต้นสนนี้อยู่มานานกว่า 1,000 ปี และอาจจะอยู่ได้อีกถึง 1,000 ปี
แต่หากปราศจากนักอนุรักษ์นาม “จูเลีย บัตเตอร์ฟลาย ฮิลล์ (Julia Butterfly Hill)” ลูนาก็คงจะไม่อยู่มาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องราวเป็นอย่างไร ลองมาดูกันครับ
จูเลีย บัตเตอร์ฟลาย ฮิลล์ (Julia Butterfly Hill)
“จูเลีย บัตเตอร์ฟลาย ฮิลล์ (Julia Butterfly Hill)” เกิดที่สหรัฐอเมริกาในปีค.ศ.1974 (พ.ศ.2517) โดยเป็นบุตรของบาทหลวงที่ต้องเดินทางไปเทศน์ยังสถานที่ต่างๆ
วันหนึ่ง ขณะที่จูเลียมีอายุได้หกขวบ ครอบครัวฮิลล์ได้เดินทางไปตามริมน้ำ และอยู่ๆ ก็มีผีเสื้อบินมาเกาะที่นิ้วของจูเลีย และก็เกาะอย่างนั้นไม่ยอมไปไหน ทำให้ครอบครัวเรียกจูเลียว่า “บัตเตอร์ฟลาย (Butterfly)” ที่แปลว่า ”ผีเสื้อ“
ต่อมา เมื่อเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จูเลียก็ได้ทำงานพิเศษหลายงาน แต่เธอก็ยังคงรู้สึกไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าต้องการจะทำอะไรกันแน่หลังเรียนจบ
และในปีค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) จูเลียก็ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และรุนแรงซะจนทำให้เธอเกือบจะเสียชีวิต
รถคันที่จูเลียโดยสารได้ถูกคนเมาแล้วขับขับชน ทำให้ศีรษะของเธอไปฟาดกับพวงมาลัย ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บ และก็ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งปีกว่าเธอจะฟื้นตัวและสามารถพูดและเดินได้อย่างปกติ
ในช่วงที่ได้รับบาดเจ็บนี้เอง ก็ได้ทำให้จูเลียมีมุมมองต่อชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยจูเลียได้ให้สัมภาษณ์ว่า
“เมื่อฉันอาการดีขึ้น ฉันก็รู้ตัวว่าชีวิตของฉันนั้นไม่เข้าที่เข้าทางซะเลย ฉันเรียนจบมัธยมปลายตอนอายุ 16 ปี และฉันก็ทำงานโดยไม่หยุดหย่อน เริ่มจากเป็นพนักงานเสิร์ฟ จากนั้นก็เป็นผู้จัดการร้านอาหาร ฉันถูกครอบงำโดยหน้าที่การงาน ความสำเร็จ และวัตถุสิ่งของ อุบัติเหตุทำให้ฉันตื่นรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในขณะนี้ และทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อที่จะเกิดผลกระทบทางบวกต่ออนาคต“
จากนั้น จูเลียก็ได้ออกเดินทางที่จะเปลี่ยนชีวิต และทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดัง
วันหนึ่ง จูเลียได้เดินทางไปแคลิฟอร์เนียเพื่อร่วมงานดนตรีเร็กเก้และงานจัดหาเงินทุนสำหรับอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งในงานนี้เอง จูเลียได้รู้จักกับกลุ่มนักอนุรักษ์กลุ่ม “Earth First!”
ในเวลานั้น Earth First! กำลังประท้วงการตัดต้นสนในป่าของบริษัท “Pacific Lumber Co.” โดยในปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) ระบบนิเวศน์ไม้สนแดงนั้นเหลือเพียงแค่ประมาณ 3% เท่านั้น
จูเลียได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลัง กล่าวว่า
“เมื่อฉันได้เข้าไปในป่าไม้สนแดงโบราณเป็นครั้งแรก ฉันก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นและร้องไห้ ฉันเชื่อมกับเจตจำนงที่สูงส่งสำหรับชีวิตของฉัน ป่าที่สวยงามนี้กำลังจะถูกตัด และฉันก็อยากจะทำอะไรซักอย่าง“
จูเลียได้รู้มาว่ากลุ่ม Earth First! กำลังจะทำการประท้วงด้วยการนั่งประท้วงบนต้นไม้ เพื่อที่จะถ่วงเวลาเหล่าคนงานและเรียกร้องให้สังคมให้ความสนใจและหันมาปกป้องผืนป่า
Earth First! จำเป็นต้องมีใครซักคนที่จะประท้วงโดยการนั่งบนต้นไม้สนแดงที่เป็นทรัพย์สินของบริษัท Pacific Lumber Co. เพื่อที่คนงานจะได้ไม่กล้าตัดลงมา
2
และคนเดียวที่อาสาจะทำหน้าที่นี้ก็มีแต่จูเลีย
ในทีแรก จูเลียก็คิดว่าคงจะอยู่บนต้นไม้เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าต้องอยู่บนต้นไม้นี้นานกว่าสองปี
10 ธันวาคม ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) จูเลียวัย 23 ปีได้ปีนขึ้นต้นไม้ที่จะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของเธอไปอีกกว่าสองปี โดยจูเลียได้ตั้งชื่อต้นไม้ว่า “ลูนา (Luna)” ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลว่า ”ดวงจันทร์“
จูเลียใช้ชีวิตอยู่บนที่พักบนต้นไม้ที่อยู่สูงจากพื้น 180 ฟุต (ประมาณ 55 เมตร) และให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่นผ่านโทรศัพท์มือถือพลังงานโซลาร์ และคอยตอบจดหมายต่างๆ ที่ส่งเข้ามา
ส่วนอาหารและน้ำดื่มนั้น นักอนุรักษ์คนอื่นๆ ก็จะนำอาหารมาส่งให้เธอในแต่ละวัน ส่วนน้ำดื่มนั้น จูเลียก็รองน้ำฝนเอา
ฤดูหนาวของปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) และค.ศ.1998 (พ.ศ.2541) นับเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายสำหรับจูเลีย โดยนอกจากอากาศที่หนาวเหน็บแล้ว เธอยังต้องเจอกับพายุเอลนีโญที่พัดกระหน่ำ นำพาฝนห่าใหญ่เข้ามาอีกด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น จูเลียก็ยังตั้งมั่น โดยเธอกล่าวว่าเธอรอดมาได้เนื่องจากเธอได้รวมเป็นหนึ่งกับลูนา
แต่ดินฟ้าอากาศก็ไม่ใช่อุปสรรคเพียงอย่างเดียวของจูเลีย เธอยังต้องเผชิญการข่มขู่จากบริษัท Pacific Lumber Co และบริษัทแม่อย่าง “Maxxam Corporation”
ตลอดระยะเวลาสองปีที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ เหล่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทก็มักจะมาตะโกนใส่เธอ ข่มขู่ต่างๆ นาๆ และโค่นต้นไม้รอบๆ เพื่อให้จูเลียหวาดกลัว
1
ครั้งหนึ่ง บริษัทได้ให้คนงานมายืนล้อมต้นไม้ไว้เพื่อกันไม้ให้เหล่าอาสาสมัครส่งอาหารให้จูเลีย และอีกครั้งหนึ่ง บริษัทให้เฮลิคอปเตอร์บินตรงเข้าไปยังบริเวณที่จูเลียใช้หลับนอนบนต้นไม้ ขู่ให้จูเลียกลัว
Pacific Lumber Co ปฏิเสธที่จะเจรจาอะไรทั้งสิ้น โดย “จอห์น แคมป์เบลล์ (John Campbell)” ซีอีโอของ Pacific Lumber Co ได้กล่าวว่า
“เธอ (จูเลีย) ได้ทำผิดกฎหมาย บุกรุกเข้ามาในสถานที่ส่วนบุคคล และจะไม่มีการเจรจากับคนที่ทำผิดกฎหมาย”
แต่เมื่อถึงเดือนธันวาคม ค.ศ.1999 (พ.ศ.2542) จูเลียและ Pacific Lumber Co ก็สามารถตกลงกันได้ โดยลูนาและต้นไม้ในระยะรอบๆ จะได้รับการคุ้มครอง ส่วนจูเลียและอาสาสมัครคนอื่นๆ ยอมจ่ายเงินค่าเสียหายให้บริษัทเป็นเงิน 50,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) ซึ่ง Pacific Lumber Co ก็นำเงินที่ได้ไปบริจาคแก่มหาวิทยาลัย Humboldt State University เพื่อใช้ในการวิจัยเรื่องป่าไม้ยั่งยืน
หลังจากผ่านไปได้ 738 วันนับแต่วันที่จูเลียปีนขึ้นบนลูนา จูเลียก็ยอมลงมาเหยียบพื้นดิน
และหลังจากลงมา จูเลียก็ได้รับการบรรจุชื่อในฐานะบุคคลที่ทำการประท้วงด้วยการขึ้นต้นไม้นานที่สุดในโลก
และสิ่งที่ตามมาอีกก็คือชื่อเสียง โดยจูเลียได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อบรรยายถึงช่วงเวลาที่อยู่บนลูนา และเธอยังเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ”Circle of Life Foundation” ซึ่งจัดการทัวร์ เทศกาลดนตรี และโปรแกรมอบรมต่างๆ เพื่อโปรโมทให้ผู้คนรักษ์โลก
ในปีค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) จูเลียถูกจับกุมที่เอกวาดอร์ เนื่องจากเธอได้ทำการประท้วงแผนการจัดการท่อส่งน้ำมัน ซึ่งการจัดตั้งท่อส่งน้ำมันนี้จะทำลายผืนป่าผืนใหญ่ และทำให้สายพันธุ์นกหายากกว่า 400 สายพันธุ์ต้องถูกทำลาย
จูเลียได้เขียนลงในบันทึก ความว่า
“วันหนึ่ง ขณะกำลังสวดมนต์ ความรักที่มหาศาลท่วมท้นก็ได้หลั่งไหลเข้าสู่ตัวฉัน ปกปิดหลุมดำที่พยายามจะกลืนกินฉัน ฉันรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ฉันรู้สึก ก็คือความรักโลก ความรักในการสร้างสรรค์“
“ในทุกๆ วัน พวกเรา ในฐานะของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่ง ได้ทำลายความสามารถในการสร้างสรรค์ที่จะมอบชีวิต แต่ความสร้างสรรค์นั้นก็ยังดำเนินการทุกอย่างที่ทำได้เพื่อมอบชีวิตให้พวกเราต่อไป และนั่นคือความรักที่แท้จริง”
อาจจะเรียกได้ว่าจูเลียนั้นเป็นคนที่เต็มไปด้วยความรักและสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
1
โฆษณา