18 มิ.ย. 2024 เวลา 09:17 • ปรัชญา
วัดนาป่าพง

วิธีการทำให้สักกายทิฏฐิหายไปเพื่อมุ่งสู่เส้นทางโสดาบัน

หลายคนคงจะเคยรู้กันมาแล้วว่า การจะเป็นโสดาบัน หรือ ผู้ที่จะไม่มีวันไปเกิดในอบายภูมิ4ได้อีกแล้ว ต้องละสังโยชน์ หรือ กิเลส ขั้นต้น ๓ อย่างให้ได้ ได้แก่ ๑.สักกายทิฏฐิ คือ ความเข้าใจว่าเรามีตัวตน ๒.วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยคลางแคลงในพระธรรมคำสอน ๓.ศีลลัพพตปรามาส คือ ความเชื่อในไสยศาสตร์,ลัทธิเทวานิยมและโหราศาสตร์
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า หากทำให้จิตใจตื่นรู้ความจริงของธรรมชาติว่าโลกของเรามีสภาวะกำเนิดขึ้น,ตั้งอยู่ชั่วคราวและดับไปได้ ก็จะตื่นรู้ว่า กาย หรือ "กองกาย" ของเราเป็นเพียงของไม่จีรัง ไม่มีตัวตนแท้จริง ไม่ถาวร และเป็นของรอวันสลายตัว
#โสดาบัน #สักกายะทิฏฐิ #อริยมรรค #มรรคมีองค์8
กายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงร่างกายอย่างเดียว แต่หมายถึง รูปร่าง ความพอใจ-ไม่พอใจ ความจำได้หมายรู้ ความคิดปรุงแต่งต่างๆ และวิญญาณที่ปรากฏอยู่ในรูปร่าง
ปุถุชนคนธรรมดา แม้จะพยายามขบคิดพิจารณารูปนามของตนจนคร่ำหวอดขนาดไหน ก็จะเข้าใจได้เพียงแค่ว่า ตัวเรามีอยู่ แต่อาจจะมีอยู่อย่างถาวร ในลักษณะที่ว่าเมื่อร่างกายตายลง จิตวิญญาณก็ออกจากร่างไปเกิดใหม่ หรือบางคนก็เห็นว่าเรามีอยู่ แต่มีอยู่เพียงชั่วคราวเมื่อ ตายแล้วก็ขาดสูญไปเลยก็ได้ เช่น พวกนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย แพทย์-พยาบาลมักคิดกันแบบนี้
แต่ถ้าพวกเราเกิดสภาวะตื่นรู้ขึ้นมา ก็จะทำให้เราสามารถเห็นความจริงว่าก้อนกายของเรานี้ เป็นเพียงธาตุสี่ ดินน้ำลมไฟมาใส่สุมประชุมรวมกัน มีการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนแร่ธาตุสารอาหารเข้าและออก คงความสุขทางรสอร่อยและความสุขเพศไว้ไม่ได้ คงสภาพเดิมไม่ได้ กายจะมีการเติบโต แต่ไม่มั่นคง เพราะโตแล้วก็จะเสื่อมสภาพ อ้วนได้ ผอมได้ บกพร่องได้ มีความเหี่ยวย่น และมีความสูญสลายได้ตามธรรมชาติ มีความตายรออยู่ทุกคน
นอกจากนี้ กายของเราที่เป็นเหล่าธาตุหลอมรวมขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างนี้ จะคอยหลอกหลอนให้เรายึดผิดไปว่า กายเป็นของมีค่า ตัวตนเราเป็นของที่มีอยู่ จะทำอย่างไรก็ไม่อาจจะรับรู้ความจริงว่าตัวเราไม่ได้เป็นของของเรา ความรู้สึกทุกข์เศร้าเหงาสุขสนุกสนานเบิกบานเพลิดเพลินโกรธเคืองก็ไม่ใช่ความนึกคิดของตัวเรา แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาธรรมชาติจากสมองที่ตอบสนองต่อสภาวะการณ์ต่างๆที่มากระทบกับการรับรู้ของสมอง ผู้เขียนเป็นปุถุชน จึงกล้ายืนยันตรงนี้เลยว่า ปุถุชนจะเป็นกันเช่นนี้ทุกคน
แต่คนที่เป็นอริยะเจ้า หรือ อาริยชน จะเข้าใจธรรมชาติหมดจด ทำให้อาริยชนแจ้งชัดแก่ใจว่า กายไม่ใช่ของมีค่า นอกจากวัตถุประสงค์เดียวคือใช้กายเพื่อฝึกจิตให้จิตลุแก่ธรรมชาติระดับสูงแท้ และตัวตนเราไม่ใช่ของเรา ตัวตนเราบังคับควบคุมไม่ได้ ให้ไม่มีริ้วรอยเลย ก็ไม่ได้ ให้สวยให้หล่อตลอดไปโดยไม่เหี่ยวย่นก็ไม่ได้ ให้ไม่เจ็บให้ไม่ป่วยก็ควบคุมไม่ได้ ดังนั้น กายจึงไม่ใช่ของเราเลย แต่เป็นของที่ยืมดาวโลกมาชั่วครู่คราว
เมื่อสติเกิดระลึกรู้จิต ก็จะรู้สึกได้ว่าจิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตไม่ใช่เรา แต่เป็นเพียงสภาพธรรมชาติบางอย่างที่รู้อารมณ์ มีลักษณะเกิดดับต่อเนื่องกันไปอย่างรวดเร็ว ไม่มั่นคงและบังคับไม่ได้ เมื่อเห็นอย่างนี้มากเข้า ในที่สุดปัญญาก็จะแก่รอบ แล้วเกิดตกผลึกความจริงขึ้นอย่างฉับพลันนั้น ว่า "เราไม่มี" "มีแต่รูปกับนามซึ่งเกิด ดับหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย" เพียงเท่านี้ สักกายทิฏฐิก็เป็นอันถูก ทำลายลงไปในทันทีนั้น
ดังนั้น การพยายามจงใจหาวิธีทำลายสักกายทิฏฐิจึงไม่เกิดประโยชน์อันใด หากย้อนกลับไปอ่านที่ผู้เขียนเขียนไว้ในพารากร๊าฟก่อนหน้า จะเข้าใจว่าการทำลายสักกายทิฏฐิไม่มีอยู่จริง แต่จะสูญสลายไปด้วยการหมั่นสั่งสมสุตะ(หมั่นเจริญปัญญา) โดยการเฝ้ามองอยู่ทุกขณะที่จิตเกิดปฏิกิริยาต่างๆ เช่น โกรธ โลภ หลง รัก หวั่น ใคร่ ก็ให้คอยตามติดปฏิกิริยาทางจิตเหล่านั้นในฐานะผู้ตรวจการณ์หรือผู้เฝ้าดู อาทิเช่น โกรธได้เลย แต่จิตอีกภาคส่วนหนึ่งก็ต้องเฝ้าดูตั้งแต่ตอนเริ่มโกรธ ระหว่างโกรธ ระหว่างที่ความโกรธค่อยๆจางหายไป เป็นต้น
พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า การรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้ว "สะกดรอยตามรู้กายตามรู้ใจ" ไปตามความเป็นจริงด้วยจิตใจที่ปกติธรรมดาในประจำวันนี้เอง จะทำให้สภาวะบรรลุธรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะช้าหรือจะเร็วก็ตาม เพราะสภาวะบรรลุธรรมไม่สามารถสั่งหรือไปบังคับให้เกิดขึ้นได้ แต่จะต้องอาศัยความหมั่นเพียรพิจารณาความเป็นจริงของธรรมชาติอันละเอียดอ่อนจนบรรลุธรรมไปเองนั่นเอง
ขอให้พวกเราหยุดความดันทุรังที่จะใช้กลวิธีต่างๆนานาในการทำลายสักกายทิฏฐิ หยุดใช้ความรู้สึกอยากเพื่อความอยากบรรลุธรรม หยุดหวังบรรลุธรรมในแบบผิดๆ แล้วเปลี่ยนความอยาก ไปเป็นความเพียร มีวีรียะที่จะพากเพียรเรียนรู้ทำความเข้าใจไต่ตามสติเพื่อดูว่าแต่ละขณะจิต มันเกิดสภาวะอารมณ์อะไรในขณะจิตนั้นๆบ้าง หมั่นทำแบบนี้ให้ชิน ทำบ่อยๆ ทำเรื่อยๆตลอดไป หากยังไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ก็จะได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ก่อน แล้วกลายเป็นเทวดาปุถุชนที่ไม่ประมาทในกรรม เป็นเทวดาที่ปรารถนานิพพานอยู่เสมอ ทำให้เมื่อตายลงจากชาติเทวดา
ก็ย่อมได้ไปเกิดในสุคติมนุษย์ภูมิ เพื่อมาสั่งสมสุตะต่ออีกนิดหน่อย จนผสมรวมกับของเก่าที่ติดตัวมาแต่เกิด จากนั้นคุณจะบรรลุธรรมได้เลยในชาตินั้น ในสภาพของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นโสดาบัน หรือสกิทาคามีก็ตาม
แอ๊ดมิน นาโครัตนะ แห่งเพจเฟ๊ซบุ๊ค ธรรมะแฟนตาซี
โฆษณา