23 มิ.ย. 2024 เวลา 11:46 • ปรัชญา
วัดนั้น เค้าสร้างมาเพื่ออะไร เป็นสถานที่ ที่ให้เข้ามา สร้างบุญกุศล เป็นสถานที่ของธรรม เป็นสถานที่ที่มีภิกษุครองเครื่องหมายของธรรม ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ที่เป็นเครื่องหมายว่า จะเป็นผู้ที่มาปฏิบัติธรรม ครองธรรม ..
..ผ้ากาสาวพัสตร์ที่เป็นเครื่องหมายของธรรม ที่ภิกษุนั้นห่ม ..เครื่องหมายของธรรมก็อยู่เฉย ..ไม่พูดไม่จาอะไร แต่ผู้ที่ครองนั้น ..จะพูดจะจา อยู่ในรอยของผู้ที่มีมีธรรม มีธรรมสถิตที่กายวาจาใจ ก็เป็นเรื่องของผู้ที่ครอง จะทำอะไร ..จะนำไปหาธรรม หรือ สร้างกรรม เช่น .จะท่องคาถาอาคม ทำเครื่องรางของขลัง เป่าคาถาอาคม อะไรต่างๆ ที่เค้าว่า เดรัจฉานวิชา
..จะเอาเครื่องหมายธรรม ผ้ากาสาวพัสตร์ ไปสร้างกรรม จิตดวงนั้นก็ได้กรรม เอาสร้างบุญกุศลตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ธรรม หล่อเลี้ยงจิต มีปัญญาธรรม ที่จะแก้ไขนิสัยเวรกรรม ให้มาเป็นพระ ..จิตเป็นพระ
ผ้ากาสาวพัสตร์ที่เป็นเครื่องหมายธรรม ก็อยู่เฉย .เวลาเข้าวัดไปทำบุญ เราก็เข้าไป กราบไหว้ บูชาระลึกในพระคุณคำสอนของออค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านกระทำสอนญาติโยม ให้รู้จักสร้างบุญกุศล รู้จักจิตที่อาศัยเรือนกายของคุณบิดามารดา ธาตุทั้งสองนี้มีความสำคัญต่อจิต ที่เกิดมาสร้างบุญกุศลบารมี หนีเวรกรรม กรรมที่เกิดจากการใช้กายบิดามารดา ไปเสาะแสวงหาหากิน มีอารมณ์โลภโกรธหลง ไปยึดสิ่งนั้นสิ่งนี้ เอาเข้ามายึดถือ สะสมอยู่ในเรือนกาย ด้วยวิญญาณทั้งหกนำเจ้ามา เก็บเกี่ยวบันทึกลงไปที่ธาตุทั้งสี่
นั้นเป็นจิตที่สมัยต้นพุทธกาล เค้าสะสมบุญกุศลมาดี เค้ารู้จักเรื่องพระคุณของกายพ่อแม่ เวลาทำบุญ เค้าก็ระลึกว่า ปัจจัยที่หามาได้ เพราะเราอาศัยกายพ่อแม่ที่อาศัย กายนี้ก็ต้องเหนวดเหนื่อย จิตก็ต้องเหน็ดเหนื่อยไปตามกายพ่อแม่ที่อาศัย เค้าก็ตอบแทนกายพ่อแม่ที่เหน็ดเหนื่อย ด้วยการสละปัจจัยที่หามาได้ แบ่งปัน คืนเป็นบุญกุศลให้กับกายพ่อแม่ เมื่อบุตรธิดาไปกระทำนำกายพ่อแม่ไปสร้างบุญกุศล กายพ่อแม่ที่จิตของพ้อแม่อาศัยก็พลอยได้รับบุญกุศลไปด้วย
แล้วเวลาทำบุญ ก็ทำกับเครื่องของธรรม มองที่ผ้าเหลือง ที่ก็เป็นเครือ่งหมายของธรรม ของคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตาเราก็มองที่ผ้าเหลืองเครื่องหมายของธรรม หากเราไปมองที่กายที่ห่มผ้าเหลือง ..
เมื่อสามสี่วันมานี้ก็ ก็งานศพ เราก็ยกเมื่อสาธุ มองพระที่ท่านเดินมาสวดอภิธรรม เราก็มองที่ผ้าเหลืองผ้ากาสาวพัสตร์ เครื่องหมายของธรรม พอเรามองดูที่กาย ..ทำไม่ดูหมองคล้ำ ดูดำ มัวหมอง เราก็ดูแค่นั้นไม่ไปต่อ มามองดูที่ผ้าเหลือง ก็ระลึกพระคุ้มครองของพระพุทธเจ้า
นั้นก็คือ เมื่อเราทำบุญทำท่าน เราก็ควรทำจิตทำใจ ไปหาพระ..เอากิริยาท่าทาง กายวาจาใจที่ดี มากระทำ ในการสร้างบุญกุศล ให้วิญญาณทั้งหกของเราจดจำ กิริยาท่าทางดีๆ ที่เรานำกายพ่อแม่มาทำ บุญกุศล สิ่งที่เรากระทำนั้น ก็จะบันทึกเป็นหลักฐานให้แก่จิตของเรา เราทำบ่อย ..ก็บันทึกบ่อยๆ
คราวนี้ เราเค้าวัด ไปเพื่อสร้างบุญกุศล นำปัจจัยมาถวาย ..ภิกษุ มีความพร้อมทั้งผู้ที่รับ ผู้ที่ถวาย ไม่ลุกลี้ลุกลน เรากราบบูชาพระ นอบน้อม ..ด้วยกายวาจาใจ เพื่อให้เกิดมีแสงสีขอ
พระ พระรัตนะส่องแสงลงมา ทำด้วยกายนิ่งจิตนิ่ง เมื่อประเคนของภิกษุ เราก็ทำจิตทำใจดี มองดูที่มือของพ่อแม่ ที่เรายกปัญญามาถวายให้กายพ่อแม่อนุโมทนาบุญกุศล
เมื่อถวายแล้วเรา ก็มาตั้งจิตตั้งใจ ค่อยๆทำ นั่งดู มองที่กรวดน้ำ หยิบขึ้นมา พนมมือ ระลึกหรือพูด จิตของข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา จิตข้าพเจ้ามีพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าขอนำธาตุนะโม มากระจายบุญกุศล (ธาตุทั่งสองของคุณบิดามารดา) เราบอกกล่าวให้วิญญาณหูเราได้ยิน เพื่อส่งต่อไปให้จิตที่อาศัยอยู่ในเรือนกายได้รับรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ..
เรื่องของบุญบางครั้งก็คิดว่าเป็นเรื่องของทำง่ายๆ แต่พอเอาเข้าจริง ..มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ว่าทำบุญได้บุญ หรือ ว่าทำบุญได้กรรม
การเข้าวัดทำบุญ เค้าเอาจิตมาทำบุญสร้างกุศล ทำด้วยกายวาจาใจ ไม่มีอารมณ์ ..หากเอาอารมณ์มาทำบุญ..ทำด้วยอารมณ์อยาก .รีนร้อน ลุกลี้ลุกลน กิริยาดีๆไม่เอามาใช้ มันจะเป็นบุญมั้ย ใครเป็นผู้ที่รับรองให้ว่าเป็นบุญกุศลเกิดขึ้น ใครเป็นผู้ที่ อุทิศกุศล.. .ใครจะกระจายบุญกุศลให้ จิตเรามีบารมี .มีกำลังกระจายบุญกุศลเองได้หรือ หากทำได้ .เอง ก็ไม่ต้องอาศัยวัด อาศัยผ้ากาสาวพัสตร์เครื่องหมายของธรรม คิดเองเออเองว่า เป็นบุญแล้ว ..
เข้าสัดไปได้ฟังธรรม เราก็ฟังธรรมที่ท่านสอนให้เรารู้จักกรรม รู้จักอารมณ์ที่เราใช้ รู้จักพิษของอารมณ์เมื่อใช้ไปแล้ว เป็นอย่างไร แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างไร ในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า เดินลดละกรรม ลดละอารมณ์โลภโกรธหลง ทำกายทำจิตให้อารมณ์กรรมมันน้อยลงไป ต้องทำอย่างไร แล้วพระสมัยต้นพุุทธกาล อุบาสกอุบาสิกา ท่านทำอย่างไรกันบ้าง
นั้นก็เป็นเรื่องราวของผู้ที่เข้าวัด จะเข้าไปเพื่อเสาะแสวงหาวิธีปฏิบัติ วิธีที่จะช่วยเหลือจิตให้พ้นจากกรรม บรรเทาทุกข์บรรเทากรรมของตนก็ต้องใช้สติปัญญาของตน ฟัง นำไปไตร่ตรอง คร่ำครวญ พิจารณา เหตุผลต่างๆ แล้วก็มีลงมือปฏิบัติ เพื่อให้จิตรู้จัก ..ธรรม นั่น นำพาอะไรให้เกิดจิต เกิดประโยชน์อะไรให้แก่จิต
หากฟังธรรมเฉยๆ ยิ่งเป็นธรรมทีีคัดเอ้าท์กรรม ก็หาฟังยาก ธรรมที่เกิดจากจิตของผู้ที่ปฏิบัติก็หาฟังยาก แต่ก็เป็นเรื่องอยู่ในรอยคำสอนของอวค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางเรื่องก็เป็นเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่จะช่วยในการปฏิบัติธรรม ในการฝึกหัดปฏิบัติธรรมในรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีเรื่องหนึ่ง เรื่องของจิตที่ออกจากร่าง ก็แปรสภาพเป็นเปรต กลิ่นเหมือนหนูตายซาก เราก็สงสัยว่าทำไมเป็นแบบนั้น ก็คุยกับน้องช่วย ตรวจสอบ เพราะคนที่ตาย เป็นพ่อของรุ่นน้อง ส่งกลิ่นทักทายตั้งแต่เข้าวัดไปงานศพ จนกระทั้งกลับขึ้นรถ มันน่าสงสัย ว่าทำไมมีกลิ่นแบบนี้ตลอด .ก็ให้น้องไปสืบ ลูกชายเค้าบอกว่า พาพ่อไปทำบุญวันเกิดทุกครั้ง ไปไหว้พระ ทำบุญ
..เอ..แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้ .แต่เราก็พูดคุยกันในหมู่ทีสนใจสร้างบุญกุศลเท่านั้น เป็นเรื่องราวของบุญกุศล จิตที่ขาดบุญกุศล จิตไม่มีกายเป็นสภาพอย่างไร เมื่อไม่มีกาย เป็นส่วนหนึ่งที่เค้าเรียกว่า มะโนทะศึกษา ในธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
..เวลาไปงานศพ เราก็ได้เรียนรู้ เรื่องราวของจิตที่ออกจากกายไปเป็นอย่างไร แล้วยังมีเรื่องราวของสิ่งต่างๆที่ไหลออกมาจากกาย เรื่องของๆโลก ก็ทิ้งไว้ในโลก
โฆษณา