3 ก.ค. 2024 เวลา 02:48 • ข่าว
วัดนาป่าพง

การให้ทานอย่างถูกต้อง ก็ทำให้ปุถุชนกลายเป็นอริยบุคคลได้

ในพระสูตรหนึ่ง พระพุทธองค์แสดงถึงเหตุแห่งการให้ทาน 7 ประเภท
ประเภทที่ 7 นี่แหละ ที่อ่านแล้วเข้าใจยาก ยากสุด ๆ
เมื่อให้ทานประเภทที่ 7 แล้ว คือทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต
ตายไปแล้วจะเป็นไปเกิดเป็นพรหมกายิกา คือ เทวดาชั้นพรหมกายิกา หมายถึงพรหมชั้นปฐมฌานภูมิ (ระดับปฐมฌาน) ๓ ชั้น คือ
(๑) พรหม-ปาริสัชชา (พวกบริษัทบริวารมหาพรหม)
(๒) พรหม-ปุโรหิตา (พวกปุโรหิตมหาพรหม)
(๓) มหาพรหม-มา (พวกท้าวมหาพรหม)
(ที.ม.อ. 2/127/109และ110, องฺ.สตฺตก.อ. 3/44และ45/180)
#อริยบุคคล #ทาน #จาคะ
ตรงนี้สำคัญมากที่ มหาชนอ่านแล้วไม่เข้าใจจึงมักมองข้ามไป ความแปลได้ว่า
"เมื่อเกิดเป็นพรหมกายิกาแล้ว อยู่เสวยผลบุญในพรหมโลกนั้นเสร็จแล้ว
จะไม่กลับลงมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเหมือนพวกให้ทาน 6 ประเภทก่อน
แต่จะเป็นพระอนาคามี (ผู้ไม่กลับมา) และจะนิพพานในภพนั้น"
ดังนั้น ทานขั้น 6 ประเภทจึงถือเป็นทานที่ยังไม่ถูกต้องสำหรับผู้ที่จะเดินทางสู่อริยมรรค แต่เป็นทานที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่ยังอยากเวียนว่ายตายเกิดใน นรก เปรต อสุรกาย ทุคติ วินิบาต เดรัจฉาน อบาย มนุษย์และสวรรค์ อยู่(เลี่ยงนรกไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เป็นอริยะ ต่อให้ได้ไปเกิดเป็นทวยเทพอายุเป็นล้านล้านปี แต่พอตายลง บาปในชาติเก่าก่อนที่ตกค้างก็จะนำพาไปเกิดในอบายภูมิทุคติอยู่ดี)
ซึ่งเหตุที่ทานระดับ 7 นี้มีความสำคัญมากที่ส่งผลให้ปุถุชนไปเกิดเป็น พรหม แล้วรอนิพพานในชั้นสุทธาวาส เนื่องจากเป็นการให้ทานที่ถูกต้อง เพราะผู้ให้ ตั้งจิตตรงกับจาคะเจตสิกพอดี คือ ให้ทานด้วยความรู้สึกว่า อยากสละละวางสิ่งที่เป็นกิเลส เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสอีก กลุ่มนักให้ทานระดับ7นี้ มักจะให้ของที่ดีงามตามกำลัง ภายใต้ความตั้งใจว่า "จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิเลสอีก" แม้จะจนจะรวย ตระกูลต่ำสูง ก็ไม่มีผล เพราะจิตสว่างบริสุทธิ์ ไม่ยึดถือโลกธรรม
ซึ่ง ทานที่ให้ หรือ ทานระดับ7 จะต้องไม่มีความคาดหวังใดๆติดมาด้วยเป็นอันขาด ให้มีได้เฉพาะการสละละวาง ปลดปล่อยความยึดมั่นถือมั่นวาดหวังผลให้สิ้นลง แม้แต่ความปลาบปลื้มดีใจก็ให้ละทิ้ง พระพุทธองค์ถือว่าทานแบบไร้การหวังผลนี้จะประดับจิตให้จิตได้รับการประคับประคองนำส่งไปสู่ โลกอุดร หรือ วิมุตติ อันเป็นสุขอย่างสูงสุดที่จะไม่มีจิตปรุงแต่งอีกต่อไป หรืออีกชื่อ คือ นิพพาน นั่นเอง
แอดมิน อาริยัปสร แห่งเพจเฟ๊ซบุ๊ค ธรรมะแฟนตาซี
โฆษณา