ทำไมการขึ้นสวรรค์โดยที่ไม่ได้สร้างเหตุปัจจัยป้องกันทุคติอบายภูมิ ถึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย?

หลายคนคิดว่า ตัวเองนั้นทำบุญและทำดีไว้เยอะมาก เช่น สร้างโบสถ์ สร้างพระประธาน สร้างวิหาร บริจาค สงเคราะห์ เอื้ออาทร สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้ผู้คนทุกหมู่เหล่า เป็นสื่อนำความดีมาสู่สังคมมนุษย์ คนประเภทนี้ แน่นอนว่าย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไปหลังจากเสียชีวิต แม้ก่อนตายจะมีจิตสุดท้ายเศร้าหมอง มีห่วง หรือเต็มไปด้วยความทรมาน จนต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน เปรตหรือนรกก่อนสักพักก็ตาม แต่เพียงไม่กี่วันก็หลุดจากนรก-เดรัจฉาน(ตายไว) แล้วไปเกิดบนสวรรค์ได้สบายด้วยผลบุญ
#วัฏสงสาร #สุคติ #ทุคติ
แต่ พอเป็นเทวดาบนสรวงสวรรค์ ก็เพลินกับการเสวยบุญที่กลั่นออกมาเป็นกามคุณห้าประการอันมากมายมหาศาล รายล้อมรอบกาย มีแต่การละเล่นร้องรำสนุกสนานพึงพอใจในทุกหนทุกแห่ง และส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกากับดาวดึงส์เสียมาก ไม่ก็นิมมานุระดีหรือปรนิมมิตวสวัตตี มีอายุทิพย์นับล้านล้านปีมนุษย์
เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยการบันเทิงเริงรมย์
แต่แน่นอนว่า เทวดาก็ไม่อาจหนีพ้นจากความตายได้ ระยะเวลานับล้านล้านปีจะผ่านไปอย่างรวดเร็วมากในความรู้สึกของเทวดา เผลอแป๊บเดียวก็ต้องพ้นสวรรค์ตกลงไปเกิดใหม่ยังอบายภูมิเสียแล้ว เหตุเพราะบาปก่อนเก่าที่หลบซ่อนอยู่สำแดงตัวออกมา เนื่องจากผลบุญถูกเสวยไปหมดสิ้นแล้ว
บาปก่อนเก่า แปลว่า วิบากแห่งอกุศลกรรม บางครั้งอาจจะเรียกว่าเศษกรรมก็ได้ โดยบาปกับบุญ จะแยกกันชัดเจน เปรียบเสมือน น้ำแดงกับน้ำมันงาที่ใส่เอาไว้ในแก้วใบเดียวกัน แต่ไม่มาผสมรวมกัน โดยน้ำแดงจะอยู่ด้านล่าง แต่น้ำมันงาจะลอยตัวอยู่ด้านบน น้ำมันงาแทนด้วยบุญ น้ำแดงแทนด้วยบาป ถ้าน้ำมันงาเยอะกว่า ก็จะมีสิทธิ์ไปสุคติ ถ้าน้ำแดงเยอะกว่า ก็ไปทุคติ
แต่อย่าลืมว่า ถ้า "ชาติ" แทนด้วยหลอด ชาติของสุคติ ก็คือหลอดที่ดูดเฉพาะน้ำมันงา ดูดเอาแต่ส่วนน้ำมันงาเท่านั้น แต่แน่นอนว่าถ้าดูดน้ำมันงาไปจนเหลือน้อยกว่าน้ำแดง(บุญลดต่ำ) ก็จะเหลือแต่น้ำแดงอยู่เยอะกว่าน้ำมันงา(บาปจะให้ผลก่อน)
เดรัจฉานที่อยู่ในจาตุมหาราชิกาภูมิ สามารถแปลงกายให้เหมือนเทวดาได้
แม้แต่มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น เหตุที่เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์เพราะ น้ำแดงในแก้ว(แก้วคือภพ)ใบที่แล้วของเรามีปริมาณน้อยกว่าน้ำมันงา เพราะหลอด(ชาติ)ได้ดูดน้ำแดงไปเยอะมากแล้ว น้ำมันงาเลยออกฤทธิ์ ร่วมกับกรรมที่ตัดรอนให้ได้เปลี่ยนภพภูมิมาเกิดในภพใหม่ที่เป็นมนุษย์นั่นเอง (ชาติที่แล้วเราอาจจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมาก่อน หรือเทวดาที่ดันหมดอายุขัยแต่ยังมีบุญจากการรักษาศีล๕หลงเหลืออยู่ หรืออาจเป็นสัตว์นรกมาก่อนก็ได้)
ดังนั้น เราจึงไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติซ่อนภยันตรายอะไรเอาไว้ในเบื้องหลังชาติภพของเราบ้าง เปรียบดั่งฝั่งทะเลที่เงียบสงบ แต่จู่ๆวันหนึ่งก็บังเกิดคลื่นใต้น้ำซัดขึ้นฝั่งผืนปฐพี จนสิ่งมีชีวิตบนฝั่งตายหมด แม้การเป็นมนุษย์ ก็สามารถบุญหมดได้ ดังเราจะเห็นได้จากคนที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตรุ่งโรจน์ มีอำนาจทางสังคม มีรายได้มหาศาล อยู่มาวันหนึ่งก็โดนฟ้องล้มละลายกลายเป็นคนจนซัดเซ-พเนจรไม่มีหลักแหล่ง อาศัยหลับนอนตามศาลาข้างทาง เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ให้ท่องไว้เสมอว่า ตอนนี้เราไม่รู้ว่าเราดูดน้ำมันงาผ่านหลอดดูดจนน้ำมันงา-พร่องไปแค่ไหนแล้ว และเมื่อไรที่เราจะไปดูดโดนน้ำแดงเราก็ไม่รู้อีก เพราะฉะนั้น ความไม่ประมาทจึงเป็นช๊อยส์ที่ดีที่สุด
ลักษณะของเทพบุตรในชั้นจาตุมหาราชิกา
ไม่ประมาทในกรรม ทำอย่างไร ทำได้ง่ายๆโดยการเพียรทำทานด้วยความฝึกใจให้รู้จักวางจิตเสียสละไม่ยึดติด กล้าให้ของที่ตนชอบกับผู้อื่น กล้าให้ทรัพย์ที่เลิศแก่คนยาก หรือ เพียรสั่งสมสุตะสดับฟังใคร่ครวญพิเคราะห์พิจารณาพระธัมม์คำสอน แล้ววางจิตให้หลุดจากการยึดติดในตัวตน,อารมณ์และความคิดให้ได้ รวมไปถึงการภาวนาอานาปานะสติ และเจริญวิปปัสสนา เพื่อให้ใจสามารถละทิ้งสังโยชน์ได้ตั้งแต่สามข้อแรกขึ้นไป แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องให้ทานอย่างถูกวิธี หรือ ฟังธรรม ใคร่ครวญธรรมจนสุตะบารมีบังเกิด และปัญญาแก่รอบ
ก็จะได้เป็นพระโสดาบันได้ในชาตินี้ และหากแม้นยังไม่ได้เป็นแม้พระโสดาบันในชาตินี้เพราะอินทรีย์ยังไม่กล้าแกร่งพอ แต่ก็จะเป็นปัจจัยนำส่งให้ได้ไปเกิดในสุคติ-พรหม-สวรรค์ และเป็นเทวดาที่มีอาจิณะสติอันไม่ประมาทในธรรม เพราะมีปัญญาที่ถูกประดับด้วยการเจริญอนุโมทนาในพระรัตนตรัยและปฏิจจสมุปบาทอยู่โดยแทงตลอด ถือเป็น"ว่าที่อริยบุคคล" เมื่อตายจากชาติเทวดาแล้ว ก็จะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์แล้วบรรลุธรรม หรือ เกิดเป็นพรหมในชั้นที่๑ถึง๓ พอตายจากพรหมชั้นที่๑ถึง๓ก็ไปเกิดต่อในชั้นสุทธาวาสพรหม แล้วบรรลุธรรมในชั้นนั้น เป็นต้น
แอดมินอาริยัปสร แห่งเพจเฟ๊ซบุ๊ค ธรรมะแฟนตาซี
มนุษย์ในมนุสสะภูมิ
โฆษณา