•
8 ส.ค. 2024 เวลา 04:23 • การศึกษา
Ai By Shoper Gamer

LLM คืออะไร

โดย
ในยุคที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนคงเคยใช้ ChatGPT, Claude, Gemini หรือ DeepSeek ในการตอบคำถาม เขียนโค้ด หรือช่วยทำงานต่างๆ แต่มีน้อยคนที่จะเข้าใจว่าเบื้องหลังความสามารถอันน่าทึ่งเหล่านั้นคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า LLM หรือ Large Language Model
LLM คือโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลข้อความมหาศาลจากอินเทอร์เน็ต หนังสือ บทความ และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ทำให้มันสามารถเข้าใจและสร้างข้อความได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนบางครั้งเราอาจลืมไปว่ากำลังคุยกับ AI อยู่ครับ
ลองจินตนาการถึงโมเดลที่มีพารามิเตอร์หลายแสนล้านตัว ถูกฝึกด้วยข้อมูลหลายล้านล้านคำ และสามารถตอบคำถามได้หลากหลายหัวข้อ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ไปจนถึงการเขียนโปรแกรม นั่นคือพลังของ LLM ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำงาน เรียนรู้ และสื่อสาร
  • ★
    ​LLM คืออะไร?
LLM (Large Language Model) หรือ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ คือโมเดล AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าใจและสร้างข้อความภาษามนุษย์ โดยอาศัยสถาปัตยกรรม Transformer และการฝึกฝนด้วยข้อมูลข้อความปริมาณมหาศาล
คำว่า Large ใน LLM ไม่ได้หมายถึงแค่ขนาดของไฟล์ แต่หมายถึง จำนวนพารามิเตอร์ (Parameters) ซึ่งเป็นตัวเลขที่โมเดลใช้ในการเก็บความรู้และ Pattern ต่างๆ โมเดลอย่าง GPT-4, Claude 3.5 หรือ DeepSeek V3/R1 มีพารามิเตอร์หลายแสนล้านตัว ในขณะที่ Llama 3/3.3 มีระดับ 8B, 70B ไปจนถึง 405B พารามิเตอร์
LLM ถูกฝึกด้วยเทคนิค Self-Supervised Learning โดยการทำนายคำถัดไปในประโยค (Next Token Prediction) จากข้อมูลข้อความมหาศาล ทำให้มันเรียนรู้ไวยากรณ์ ความหมาย และความรู้ทั่วไปจากข้อมูลเหล่านั้น
💡 สรุปสั้นๆ: LLM คือโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ถูกฝึกด้วยข้อมูลข้อความมหาศาล โดยใช้สถาปัตยกรรม Transformer ทำหน้าที่เข้าใจและสร้างข้อความภาษามนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • ★
    ​LLM ทำงานอย่างไร?
หัวใจของ LLM คือสถาปัตยกรรม Transformer และกลไก Self-Attention ที่ช่วยให้โมเดลเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคำต่างๆ ในประโยคดังนี้
⚪ Tokenization: ก่อนที่ LLM จะประมวลผลข้อความ มันจะแบ่งข้อความเป็นหน่วยย่อยที่เรียกว่า Token ซึ่งอาจเป็นคำทั้งคำ ครึ่งคำ หรือตัวอักษร ตัวอย่างเช่น "สวัสดีครับ" หรือในภาษาอังกฤษ "Hello World"
⚪ Embedding: Token แต่ละตัวจะถูกแปลงเป็นตัวเลขเวกเตอร์ที่เรียกว่า Embedding ซึ่งแทนความหมายในพื้นที่หลายมิติ โดยคำที่มีความหมายคล้ายกันจะมี Embedding ที่ใกล้กัน
⚪ Self-Attention: หัวใจสำคัญของ Transformer ที่ทำหน้าที่คำนวณความสัมพันธ์ระหว่าง Token ทุกตัวในประโยค เช่น ในประโยค "แมวกินปลา เพราะมันหิว" คำว่า "มัน" จะมีความสัมพันธ์สูงกับคำว่า "แมว" ทำให้โมเดลเข้าใจว่า "มัน" หมายถึงแมว
⚪ Feed-Forward Network: หลังจากผ่าน Self-Attention ข้อมูลจะถูกส่งผ่าน Feed-Forward Network เพื่อประมวลผลและสกัดข้อมูลเชิงลึก
⚪ การทำนายคำถัดไป: LLM จะทำนายคำถัดไปที่เป็นไปได้มากที่สุด จากนั้นทำซ้ำขั้นตอนนี้ไปเรื่อยๆ จนได้ข้อความที่สมบูรณ์
⚪ การเทรน: LLM ถูกเทรนด้วยข้อมูลข้อความมหาศาล โดยใช้ GPU หลายพันตัวเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายมหาศาล
  • ★
    ​ประเภทของ LLM
LLM สามารถแบ่งประเภทได้ตามมุมมองและการใช้งานดังนี้ครับ
🧠 จำแนกตามสถาปัตยกรรม:
⚪ Decoder-Only: สถาปัตยกรรมยอดนิยมในปัจจุบัน เน้นการสร้างข้อความ เช่น GPT-4, Llama, Mistral, Qwen
⚪ Encoder-Only: เน้นการเข้าใจและวิเคราะห์ข้อความ เช่น BERT, RoBERTa
⚪ Encoder-Decoder: สำหรับงานที่ต้องทั้งเข้าใจและสร้างข้อความ เช่น T5, BART
🤖 จำแนกตามการเข้าถึง:
⚪ Closed-Source: โมเดลที่ไม่เปิดเผย Weight หรือซอร์สโค้ด เช่น GPT-4, Claude, Gemini
⚪ Open-Weight: โมเดลที่เปิดเผย Weight ให้ดาวน์โหลดมาใช้งานและปรับแต่งได้ เช่น Llama, Mistral, Qwen, DeepSeek
🛠️ จำแนกตามการปรับแต่ง:
⚪ Base Model: โมเดลที่เทรนด้วยข้อมูลทั่วไป ยังไม่ได้ปรับแต่งเฉพาะทาง
⚪ Instruct Model: โมเดลที่ถูก Fine-tune ให้ทำตามคำสั่งเฉพาะได้ดี (Instruction Tuning)
⚪ Chat Model: โมเดลที่ปรับแต่งให้สามารถสนทนาโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ
📦 จำแนกตามขนาด:
⚪ Small Language Model (SLM): โมเดลขนาดเล็ก ระดับ 1B - 10B พารามิเตอร์
⚪ Medium Language Model: โมเดลขนาดกลาง ระดับ 10B - 70B พารามิเตอร์
⚪ Large Language Model (LLM): โมเดลขนาดใหญ่ ระดับ 70B พารามิเตอร์ขึ้นไป
  • ★
    ​ประโยชน์ของ LLM
✅ ตอบคำถามและให้ความรู้: ตอบคำถามได้หลากหลายหัวข้อ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการเขียนโปรแกรม
✅ สร้างเนื้อหา: ช่วยเขียนบทความ อีเมล โพสต์โซเชียลมีเดีย หรือบทกวี
✅ ช่วยเขียนโค้ด: เขียนโค้ด แก้ไขบั๊ก และอธิบายการทำงานของโค้ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
✅ แปลภาษา: แปลข้อความระหว่างภาษาต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมชาติ
✅ สรุปเอกสาร: ช่วยสรุปเอกสารยาวๆ หรือบทความให้เข้าใจง่าย
✅ ผู้ช่วยส่วนตัว: เป็นผู้ช่วยในการวางแผน ช่วยตัดสินใจ และระดมความคิด
✅ วิเคราะห์ข้อมูล: ช่วยประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างรายงานสรุป
  • ★
    ​ควรมีความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง?
ก่อนจะเริ่มต้นเรียนรู้หรือใช้งาน LLM ควรมีความรู้พื้นฐานเหล่านี้ครับ
⚪ พื้นฐาน Machine Learning: เข้าใจว่า Neural Network คืออะไร และกระบวนการเทรนทำงานอย่างไร
⚪ พื้นฐาน NLP (Natural Language Processing): เข้าใจหลักการและกระบวนการประมวลผลภาษามนุษย์
⚪ พื้นฐาน Transformer: เข้าใจสถาปัตยกรรม Transformer และกลไก Self-Attention
⚪ พื้นฐาน Python: สำหรับการใช้งาน LLM ผ่านไลบรารีต่างๆ เช่น Hugging Face Transformers
⚪ พื้นฐาน API: สำหรับการเชื่อมต่อและเรียกใช้ LLM ผ่านบริการ Cloud API
⚪ พื้นฐาน Prompt Engineering: การเขียนคำสั่งและคำถามเพื่อให้ LLM ทำงานได้ตรงเป้าหมายที่สุด
  • ★
    ​LLM VS SLM ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างระหว่าง LLM และ SLM ในมิติต่างๆ สามารถอธิบายเป็นข้อความได้ดังนี้
📦 จำนวนพารามิเตอร์และขนาดไฟล์: LLM มีจำนวนพารามิเตอร์ตั้งแต่ 70B ไปจนถึงระดับ Trillion+ ทำให้มีขนาดไฟล์ใหญ่หลายสิบถึงหลายร้อย GB ส่วน SLM มีพารามิเตอร์อยู่ที่ 0.1B - 10B ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กเพียงไม่กี่ GB เท่านั้น
🖥️ ความต้องการด้าน Hardware และทรัพยากร: LLM ต้องรันบน GPU ระดับสูง (เช่น A100, H100) และมีค่าใช้จ่ายสูง ส่วน SLM สามารถรันบน CPU หรือ GPU ขนาดเล็ก ทำให้มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก
⚡ ความสามารถและความเร็ว: LLM มีความสามารถสูงมากในการประมวลผลงานซับซ้อนแต่ความเร็วช้ากว่า ส่วน SLM ทำงานได้เร็วกว่าแต่ความสามารถจำกัด เหมาะกับงานเฉพาะทาง
🛡️ ความเป็นส่วนตัวและอุปกรณ์ที่รองรับ: LLM มักต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลบน Cloud และเหมาะกับงานทั่วไปที่ซับซ้อน ส่วน SLM สามารถรันบนเครื่องส่วนตัวหรือ Edge Device ได้ทันที ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวได้ดีกว่า
🤖 ตัวอย่างโมเดล: ตัวอย่าง LLM ได้แก่ GPT-4, Claude 3.5, Llama 405B ส่วนตัวอย่าง SLM ได้แก่ Phi-3, Gemma 2B, TinyLlama
  • ★
    ​ตัวอย่างการใช้งาน LLM
⚪ แชทบอทอัจฉริยะ: ใช้ LLM สร้างแชทบอทที่ตอบคำถามลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
⚪ ผู้ช่วยเขียนโค้ด: ใช้ LLM ช่วยเขียน แก้บั๊ก และอธิบายโค้ด
⚪ ระบบสรุปเอกสาร: ใช้ LLM สรุปเอกสารยาวๆ ให้เข้าใจง่าย
⚪ การแปลภาษา: ใช้ LLM แปลข้อความระหว่างภาษาต่างๆ
⚪ ระบบ RAG (Retrieval-Augmented Generation): ใช้ LLM ร่วมกับฐานข้อมูลเวกเตอร์เพื่อตอบคำถามจากข้อมูลเฉพาะองค์กร
⚪ การสร้างเนื้อหา: ใช้ LLM เขียนบทความ โพสต์โซเชียลมีเดีย หรือสคริปต์วิดีโอ
  • ★
    ​ตัวอย่างการเริ่มต้นใช้งาน LLM ง่ายๆ
# 1. ติดตั้ง transformers
# pip install transformers torch
from transformers import AutoModelForCausalLM, AutoTokenizer
import torch
# 2. โหลดโมเดลและ tokenizer
model_name = "Qwen/Qwen2.5-7B-Instruct"
tokenizer = AutoTokenizer.from_pretrained(model_name)
model = AutoModelForCausalLM.from_pretrained(
model_name,
torch_dtype=torch.float16,
device_map="auto"
)
# 3. สร้างข้อความ
prompt = "อธิบายว่า LLM คืออะไร"
inputs = tokenizer(prompt, return_tensors="pt").to("cuda")
outputs = model.generate(**inputs, max_new_tokens=200)
print(tokenizer.decode(outputs[0], skip_special_tokens=True))
✏️ Shoper Gamer
  • ✓
    ​[Shoper Gamer] LLM Quantization คืออะไร? 👇
  • ✓
    ​[Shoper Gamer] SLM คืออะไร 👇
  • ✓
    ​[Shoper Gamer] RAG คืออะไร 👇
Credit :
👇
  • ●
    ​https://huggingface.co/learn/agents-course/unit1/what-are-llms
  • ●
    ​https://iapp.co.th/blog/what-is-llm-large-language-model-beginners-guide
  • ●
    ​https://about.gitlab.com/blog/what-is-a-large-language-model-llm/
  • ●
    ​https://www.nuplay.ai/knowledge-hub/what-is-a-large-language-model-llm

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา