11 ส.ค. 2024 เวลา 03:22 • กีฬา

ภราดร ศรีชาพันธุ์: นักเทนทิสมือวางระดับโลก ความภาคภูมิใจของไทยและเอเชีย

ถัดจากโอลิมปิกปี 2000 ที่มีสมรักษ์ คำสิงห์ เป็นผู้ถือธงชาติไทยนำทัพนักกีฬาเข้าสู่มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ถัดมาในปี 2004 ผู้ถือธงนำทัพนักกีฬาทีมชาติไทยคนถัดมาก็ผลัดมือมาสู่ชายอีกคนหนึ่งที่ไม่มีผลงานเหรียญใด ๆ จากโอลิมปิก
2
แต่ถึงกระนั้นก็เป็นนักกีฬาชาวไทยอีกคนหนึ่งที่เป็นเสมือนกับความภาคภูมิใจของชาวไทยหลังจากที่ในปีก่อนหน้า ชายผู้นี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมือวางอันดับ 9 ของวงการเทนนิสโลก จึงได้รับการเสนอให้เป็นตัวแทนทีมชาติไทยที่ถือธงในปี 2004 นี้เอง
ชายคนนั้นก็คือ “ภราดร ศรีชาพันธุ์” นักเทนนิสชายชาวเอเชียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถไต่เข้าสู่ 10 อันดับแรกของโลกได้.
⭐จากงานอดิเรก “พ่อ” สู่อาชีพ “ลูก”
ภราดรเกิดที่จังหวัดขอนแก่นและเติบโตในกรุงเทพ โดยภราดรได้รู้จักกับเทนนิสมาตั้งแต่เด็กจากการที่พ่อของเขาอย่าง ชนะชัย ศรีชาพันธุ์ซึ่งป็นพนักงานธนาคารและมีงานอดิเรกในการเล่นเทนนิส
ภราดรได้ซึมซับและเรียนรู้ศาสตร์ของเทนนิสจากพ่อของเขาและเริ่มจับไม้แร็กเก็ตตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น และสร้างผลงานคว้าแชมป์เทนนิสเยาวชนประเทศไทย ในรุ่นอายุไม่เกิน 8 ขวบได้ไม่สำเร็จ เรียกได้ว่าพ่อเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่พาให้เหล่าลูกชายของเขาได้หันมาเล่นเทนนิสและกลายเป็นอาชีพของลูก ๆ ในอนาคต
⭐ราชาเทนนิสเอเชีย
ภราดรเริ่มเทิร์นโปรในปี 2540 และเดบิวต์ในรายการ ATP แต่ก็ไม่ได้มีอันดับที่ดีมากนัก จนกระทั่งในปี 2542 ซึ่งเป็นปีที่ภราดรเริ่มไต่อันดับขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยการเอาชนะนักเทนนิสที่มีอันดับสูงกว่า จนกระทั่งจบได้ที่อันดับ 99 ของรายการ
1
ความสามารถทางด้านเทนนิสของภราดร ได้ชักนำให้เขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในนามทีมชาติ โดยร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 19 ที่อินโดนีเซียและได้รางวัลเหรียญทองชายเดี่ยวกลับมา
นอกจากนี้ยังได้เหรียญทองในนามทีมชาติจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 20 ที่บรูไน และได้เหรียญทองประเภทชายคู่จากเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ด้วย ฝีมือทางด้านเทนนิสของภราดรมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงปี 2545 ซึ่งจะเป็นปีที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
⭐มือวางอันดับ 9 ของโลก
ในการแข่งขัน ATP ปี 2545 ผ่านการไต่ไปสู้รอบชิงชนะเลิศของ Chennai Open โดยชนะมือวางอีกหลายคนได้ ซึ่งการเดินทางไปถึงรอบชิงนี้ได้ปรับอันดับของตัวเขาเองจากที่ตกไปอยู่อันดับ 120 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 86 ก่อนที่จะสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในวิมเบิลตันโดยการเอาชนะอังเดร อกัซซี่ซึ่งเป็นอดีตมือวางอันดับหนึ่งของโลกลงได้ และไล่เอาชนะอดีตมือวางอันดับหนึ่งคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาร์เซโล่ รีโอส, มารัท ซาร์ฟีน เป็นต้น
ทำให้ในปีนั้นอันดับของเขาจบลงที่อันดับ 16 ของโลกโดยผลงานเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงผ่านการเอาชนะ 10 อันดับแรกของมือวางอันดับโลกได้ถึง 6 คนด้วยกัน ก่อนที่ในปีถัดมาจะสามารถไต่ขึ้นเป็นอันดับที่ 9 ของโลกได้สำเร็จ โดยเป็นชาวเอเชียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถก้าวไปถึง 10 อันดับแรกของโลกได้ เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของไทยในวงการกีฬาเทนนิส
ทำให้ภราดรได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนนักกีฬาถือธงนำคณะนักกีฬาไทยในโอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ และได้ร่วมแข่งขันในโอลิมปิก แต่มีผลงานไม่ได้ดีนัก ตลอดจนเป็นเสมือนกับไอดอลคนหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงบ่อยมาก เริ่มมีงานถ่ายโฆษณาบ้างประปราย แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบกับการเล่นกีฬามากนัก
⭐อุบัติเหตุไม่คาดฝัน
ฟอร์มของภราดรเริ่มดรอปลงมานับจากปี 2548 โดยไม่สามารถไต่อันดับได้สูงกว่าแต่ก่อน โดยในปี 2548 นี้นับว่าเป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุดของเจ้าตัว พอเข้าสู่ปี 2549 ก็พอที่จะเพิ่มอันดับให้กับตัวเองได้บ้าง
แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นปีแรกที่ภราดรมีสถิติแพ้มากกว่าชนะ โดยดูเหมือนจะเป็นปัญหาสุขภาพมากกว่าเพราะในปีถัดมาก็ได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือทำให้ต้องถอนตัวจากรายการกลางคันในปี 2550 และพักไปยาว ๆ จนกระทั่งในอีก 3 ปีถัดมาก็ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ทางรถจักรยานยนต์ส่งผลให้แขนหักและไม่สามารถลงแข่งได้อีกเป็นเวลานาน
นำมาซึ่งการประกาศแขวนแร็กเก็ตในท้ายที่สุดในปี 2553 เป็นอันปิดตำนานอีกฉบับหนึ่งในวงการเทนนิสเอเชียลงไป
⭐ชีวิตหลังแขวนแร็กเก็ต
หลังจากที่วางมือจากการแข่งขัน ภราดรก็ได้ผันตัวมาเป็นผู้ฝึกสอนนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทย และถ่ายทอดประสบการณ์ของเขาให้กับเหล่าเยาวชนไทยที่สนใจและตั้งเป้าที่จะก้าวไกลไปในระดับโลก ซึ่งก็มีเด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยที่มองภราดรในฐานะไอดอลและบุคคลต้นแบบทางด้านกีฬา รวมไปถึงหยิบเอาเรื่องราวของเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นเทนนิสด้วย
ในปัจจุบันนี้ ภราดรก็เป็นบุคคลที่มีบทบาทที่หลากหลาย ทั้งคุณพ่อ, โค้ชกีฬา, เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ไปจนถึงนักกอล์ฟ
เรื่องราวของภราดร ถึงแม้ว่าจะดูเป็นเรื่องราวของนักกีฬาธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัวจนสามารถก้าวไปถึงระดับโลกได้ แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของภราดรก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เคยเป็นแรงบันดาลใจของใครหลาย ๆ คน (ผู้เขียนเองก็เคยมีภราดรเป็นไอดอลเมื่อสมัยเด็ก จนขอให้พ่อซื้อแร็กเก็ตให้เลยทีเดียว) ความสำเร็จของภราดรเต็มไปด้วยเรื่องราวการสนับสนุนที่ดีของครอบครัว ถ้ามีสภาพแวดล้อมและคนรอบข้างที่ดีคอยสนับสนุนกัน ความสำเร็จก็คงจะอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลเกินฝันแน่นอน
แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าภราดรจะสามารถไปถึงอันดับที่ 9 ของโลกแล้วก็ตาม แต่ความพยายามที่จะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาอันดับและพยายามก้าวไปในอันดับที่สูงขึ้นก็แสดงให้เห็นว่าในทัศนะของภราดร ความสำเร็จไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่ง กลับกันมันเป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก ดังที่เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า
“ถึงจะประสบความสำเร็จแล้วก็อย่าลืมตัว
จงคิดเสมอว่ามันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น”
-ภราดร ศรีชาพันธุ์, นิตยสาร Sportstar 25 มิถุนายน 2003
โฆษณา