16 ก.ย. 2024 เวลา 04:06 • ไลฟ์สไตล์

ลดความผันผวนด้วยตราสารหนี้

ในการลงทุน นอกจากการศึกษาตราสารทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การทำความเข้าใจตราสารหนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ปกป้องและรักษาความมั่งคั่ง การมีสัดส่วนตราสารหนี้ในพอร์ตในระดับที่เหมาะสมจะช่วย ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องลดผลตอบแทนโดยรวมลงมากนัก
นักลงทุนสามารถกำหนดสัดส่วนระหว่างตราสารทุนและตราสารหนี้ เช่น
- 70/30 สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง
- 60/40 สำหรับผู้ที่ต้องการสมดุลความเสี่ยงและผลตอบแทน
หรือปรับตามช่วงอายุและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ซึ่งหากยังไม่แน่ใจ สามารถใช้ แบบประเมินความเสี่ยงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นแนวทางได้ที่:
อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงในตราสารหนี้จะค่อนข้างต่ำ แต่ก็ยังมีข่าวเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ให้เห็นเป็นระยะ ดังนั้น เราควรมีหลักในการเลือกตราสารหนี้ที่ดี คือ
  • ​Cash Flow: กระแสเงินสดของผู้ออกตราสารหนี้มีความสม่ำเสมอ
  • ​Charactor: บริษัทมีความน่าเชื่อถือ และผู้บริหารมีธรรมาภิบาล
  • ​Capacity: บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง
  • ​Capital: ฐานะทางการเงินของบริษัทมีความมั่นคง
  • ​Condition: เงื่อนไขอื่นๆทางสังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง ที่บริษัทต้องเผชิญ ไม่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง
ซึ่งจากหลักการดังกล่าว ทำให้มีการแบ่งCredit Rating ออกเป็น Investment Grade ( AAA จนถึง BBB-) ซึ่งมีความปลอดภัยสูง แต่อาจให้ผลตอบแทนไม่มากนัก และ Speculative Grade หรือ High yield Bond (ต่ำกว่า BBB-) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า จึงให้ดอกเบี้ยที่สูงตาม
โดยสำหรับนักลงทุนทั่วไป แนะนำให้เลือกเฉพาะ Investment Grade Bond เท่านั้น
นอกจากจะต้องดู Credit rating แล้ว เรายังต้องคำนึงถึง สภาพคล่องของตราสารหนี้ด้วย เพราะหากต้องการขายก่อนครบกำหนด อาจพบปัญหาสภาพคล่องต่ำในตลาดรอง ซึ่งเราสามารถลดปัญหานี้ได้ด้วยการลงทุนใน กองทุนตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งมีให้เลือกหลายประเภท ได้แก่
1. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Money Market Fund)
เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี มีความเสี่ยงต่ำมาก สภาพคล่องสูง ผลตอบแทนใกล้เคียงเงินฝาก แต่ถอนเงินได้ทุกวัน
2. กองทุนตราสารหนี้ทั่วไป (General Fixed Income Fund)
ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้เอกชน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
3. กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว (Long-term Bond Fund)
ลงทุนในตราสารหนี้ที่มี Duration ยาว (เช่น 7-10 ปีขึ้นไป) มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า
4. กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ (Global Bond Fund)
ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและบริษัทต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในกระจายความเสี่ยงออกนอกประเทศ แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
5. กองทุนรวม Private credit
ลงทุนในสินเชื่อนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่วนมากเป็นการปล่อยกู้ตรงให้กับบริษัทผู้กู้ (Direct lending) จึงมีความซับซ้อนมากกว่า
6. กองทุนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-linked bond)
ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลประเภทที่ให้ผลตอบแทนแปรผันไปตามการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอัตราเงินเฟ้อ
ซึ่งเมื่อศึกษารายละเอียดกองทุนต่างๆแล้ว จะพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาตราสารหนี้คือ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง โดยมีผลต่อสินทรัพย์ที่มี Duration ต่างกัน ดังนี้:
ตราสารหนี้ระยะสั้น (Duration สั้น 1-3 ปี)
มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า เมื่อตลาดปรับดอกเบี้ยขึ้น ราคาจะลดลงเพียงเล็กน้อย ทำให้เหมาะสำหรับช่วงที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น
ตราสารหนี้ระยะยาว (Duration ยาว 7 ปีขึ้นไป)
มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงมาก หากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย ราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะลดลงแรง แต่ในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยลดลง ราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะเพิ่มขึ้นมากกว่า ทำให้เหมาะสำหรับช่วงที่คาดว่าดอกเบี้ยจะลดลง
ดังนั้นจึงควรติดตามนโยบายการเงินของธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด เพราะ ทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนและความเสี่ยงของตราสารหนี้ในแต่ละช่วงเวลา
โฆษณา