23 ก.ย. 2024 เวลา 11:00 • ประวัติศาสตร์

• มนุษย์รู้จักการเก็บภาษีตั้งแต่เมื่อไหร่?

ถ้าเรามีรายได้มากพอจนถึงเกณฑ์ เราก็ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ แน่นอนเรื่องของภาษีได้สร้างความขนลุกขนพองรวมถึงความสับสนให้กับใครหลาย ๆ คน ว่าแต่สงสัยไหมครับว่า มนุษย์เรามีการเก็บภาษีตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
มนุษย์กับภาษีอยู่คู่กันมาช้านานมากแล้ว นานกว่าที่มนุษย์เราจะคิดค้นระบบเงินตราด้วยซ้ำ เพราะภาษีของคนในยุคนั้นสามารถที่จะจ่ายด้วยอะไรก็ได้
อียิปต์โบราณอาจจะเป็นอารยธรรมแห่งแรก ๆ ที่มีการเก็บภาษีที่เป็นระบบระเบียบ ผู้ปกครองอียิปต์ในยุคแรกให้ความสำคัญกับการเก็บภาษีอย่างมาก
ในทุก ๆ ปี ชนชั้นปกครองของอียิปต์พร้อมบริวารจะเดินทางไปทั่วอาณาจักรเพื่อประเมินทรัพย์สินของพลเมือง อย่างเช่น น้ำมัน เบียร์ เซรามิก ฝูงปศุสัตว์ และพืชผล เพื่อจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินเหล่านี้
กิจกรรมประจำปีนี้เรียกว่า ‘Shemsu Hor’ หรือการติดตามเทพฮอรัส (Following of Horus) ในยุคราชอาณาจักรเก่า (2700-2100 ปีก่อนคริสตกาล) ภาษีสามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะสร้างโครงการขนาดใหญ่ อย่างเช่นพีระมิดที่กีซาได้
1
ระบบภาษีของชาวอียิปต์โบราณมีวิวัฒนาการยาวนานกว่า 3,000 ปี และมีความซับซ้อนมากขึ้นตามกาลเวลา ในยุคราชอาณาจักรใหม่ (1539-1075 ปีก่อนคริสตกาล) เจ้าหน้าที่รัฐได้คิดค้นวิธีคำนวณภาษีจากประชาชน แม้กระทั่งตอนที่พวกเขายังไม่รู้รายได้ โดยอาศัยสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ไนโลมิเตอร์ (Nilometer)
1
โดยไนโลมิเตอร์จะใช้คำนวณระดับน้ำของแม่น้ำไนล์ในช่วงน้ำท่วมประจำปี ถ้าหากระดับน้ำต่ำเกินไป ภาษีจะถูกเรียกเก็บน้อยลง เพราะบ่งบอกถึงภัยแล้งและพืชผลที่กำลังจะตาย แต่ถ้าระดับน้ำเหมาะสมจะหมายถึงผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงภาษีที่เรียกเก็บสูงขึ้น
ขณะที่อารยธรรมที่เก่าแก่สูสีกับอียิปต์อย่างเมโสโปเตเมีย ก็มีการเก็บภาษีเช่นกัน โทเนีย ชาร์ลัช (Tonia Sharlach) นักประวัติศาสตร์จาก Oklahoma State University ยกตัวอย่างภาษีในการฝังศพในหลุมที่จะต้องจ่ายเป็น ‘เบียร์ 7 ถัง ขนมปัง 420 ก้อน ข้าวบาร์เลย์ 2 บุชเชล เสื้อคลุมขนสัตว์ แพะ และเตียงสำหรับศพ’
“ประมาณ 2000-1800 ปีก่อนคริสตกาล มีบันทึกว่ามีชายคนหนึ่งจ่ายภาษีด้วยไม้กวาด 18,880 อันและไม้ซุง 6 ท่อน” ชาร์ลัชกล่าวเพิ่มเติม
ข้ามที่อินเดียกันบ้าง ในหนังสือ indica ของนักเขียนและนักเดินทางชาวกรีก เมกาสเทนีส (Megasthenes 350-290 ปีก่อนคริสตกาล) ได้บันทึกว่า ราชวงศ์เมารยะ (Mauryan Empire 321-185 ปีก่อนคริสตกาล) จะมีการขอความคิดเห็นจากประชาชนทุกปี โดยความคิดเห็นใดที่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับจักรวรรดิของพวกเขาได้ เจ้าของไอเดียคนนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษีตลอดชีวิต
1
ในประวัติศาสตร์ยังมีภาษีที่น่าสนใจอีกหลายอันที่ปรากฏในดินแดนต่าง ๆ อย่างเช่นจักรวรรดิโรมันในยุคของจักรพรรดิเวสปาเซียน (Vespasian ค.ศ. 69-79) มีสิ่งที่เรียกว่า ภาษีปัสสาวะ (Urine Tax)
ปัสสาวะหรือถ้าจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คือแอมโมเนียที่อยู่ในปัสสาวะ ถือเป็นของที่มีค่าในสังคมของชาวโรมัน เพราะแอมโมเนียสามารถเป็นได้ทั้งน้ำยาซักผ้า ใช้ฟอกหนัง เป็นปุ๋ย หรือแม้กระทั่งเป็นน้ำยาบ้วนปากและฟอกฟันให้ขาวได้ แอมโมเนียเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้จากปัสสาวะที่รวบรวมจากห้องน้ำสาธารณะหลายแห่ง และเช่นเดียวกับสินค้ามีค่าอื่น ๆ ทางการโรมันก็คิดวิธีจัดเก็บภาษีจากปัสสาวะเช่นกัน
1
ในบันทึกของนักประวัติศาสตร์โรมัน ซูโทนิอุส (Suetonius) กล่าวว่า บรรดาเศรษฐีของโรมันหลายคนไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีจากปัสสาวะ รวมไปถึงติตุส (Titus) ผู้เป็นโอรสของจักรพรรดิเวสปาเซียน โดยเวสปาเซียนก็ตอบกลับโอรสไปว่า “Pecunia non olet,” หรือเงินไม่เหม็น (Money does not stink)
จักรวรรดิแอซเท็กในเมโสอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 15-16 การเก็บภาษีของพวกเขาถือว่ามีความหลากหลายมาก เพราะสามารถเรียกเก็บได้ทั้งจากโกโก้ อัญมณี หนังเสือจากัวร์ ลูกยาง แท่งทองคำ น้ำผึ้ง เกลือ และสิ่งทอ
การเก็บภาษีในบางแห่ง ก็ถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศ เหมือนกับกรณีของจักรวรรดิรัสเซียในยุคซาร์ปีเตอร์ที่ 1 หรือปีเตอร์มหาราช (Peter the Great 1672-1725) พระองค์เป็นนักปฏิรูปที่ต้องการให้รัสเซียมีความทันสมัยกับชาติยุโรปตะวันตก และหนึ่งสิ่งที่พระองค์มองว่าล้าหลังในรัสเซียก็คือการไว้เคราของชายชาวรัสเซีย
โดยชาวรัสเซียคนใดต้องการไว้เครา พวกเขาจะต้องเสียภาษี ชาวนาอาจจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ขุนนางและพ่อค้าอาจต้องจ่ายมากถึง 100 รูเบิล ผู้ที่จ่ายภาษีจะได้รับเหรียญที่บ่งบอกว่าได้จ่ายภาษีแล้ว และได้สิทธิประโยชน์อย่างการเข้าร่วมงานเลี้ยงของพระเจ้าซาร์ แต่สุดท้ายภาษีเคราของซาร์ปีเตอร์ก็ไม่คงอยู่ตลอดไป เพราะแคทเธอรีนมหาราช (Catherine The Great) ได้ยกเลิกภาษีนี้ในปี 1772
อ้างอิง
#HistofunDeluxe
โฆษณา