10 ต.ค. 2024 เวลา 14:00 • ธุรกิจ

ขายชา จนเตรียมเข้าตลาดหุ้น ชาจมูกเขียว ‘Nose Tea’ วางเป้าเตรียม IPO ภายในปี 2570

มาช้ากว่าคนอื่น แต่โตแรงแบบหยุดไม่อยู่! คุยกับผู้ก่อตั้ง “Nose Tea” จากเจ้าของแผ่นลอกสิวเสี้ยน สู่ชาชีสคิวยาวชั่วข้ามคืน เผยสูตรปั้นธุรกิจปัง “ทำทุกแก้วให้เหมือนแก้วแรกของลูกค้าเสมอ” ปีนี้ตั้งใจเปิดให้ครบ 19 สาขา วางเป้า IPO ภายในปี 2570
“Nose Tea” (โนสที) คือหนึ่งในแบรนด์ที่เข้ามาท้ารบช้ากว่าตลาดไปหลายก้าว เปิดทำการครั้งแรกเมื่อปี 2565 โดยใช้ออฟฟิศของธุรกิจเดิมเป็นสาขาดัมมี่ในการลองผิดลองถูก แต่ผ่านไปเพียง 1 ปี “Nose Tea” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ชาจมูกเขียว” กลับเติบโตจนมีรายได้ปี 2566 อยู่ที่ “48 ล้านบาท” กำไรสุทธิ “5 ล้านบาท” โตจากปี 2565 กว่า 2,026% ทั้งยังประเดิมสาขาแรกที่ย่าน CBD อย่าง “สยามเซ็นเตอร์” เพราะมองว่า ต้องขายได้ตลอด 7 วัน วันธรรมดาต้องมีคนทำงาน วันเสาร์และอาทิตย์ต้องมีลูกค้าเดินเยอะ
ก่อนจะมาเป็น “ชาจมูก” โลโก้รูปจมูกสีเขียว มีที่มาจากธุรกิจแผ่นลอกสิ้วเสี้ยน ที่ “ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ” ก่อตั้งร่วมกับ “กชณิชา ฐิติชนาโชติ” เมื่อธุรกิจเดิมดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง “กชณิชา” คิดอยากทำแบรนด์เครื่องดื่มประเภทชานมไข่มุก ทั้งคู่จึงจับมือกันไปเรียนชงชา จากนั้นค่อนปรับเปลี่ยนให้เป็นสูตรที่ตัวเองชื่นชอบ ฝั่ง “กชณิชา” ชอบรสชาติของชาชีส พบว่า ที่เมืองไทยยังหารสชาติแบบนี้ได้ยาก หรือถึงจะมีก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ นั่นจึงเป็นที่มาของธุรกิจชานมไข่มุกในจังหวะแรก
เมื่อเคาะเมนูที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว “ธนกฤต” รับไม้ต่อในการทำแบรนดิ้งทันที เขาคิดเชื่อมโยงกลับไปยังโปรดักต์ “แผ่นลอกสิวเสี้ยนจมูกเขียว” ธุรกิจเดิมที่ทำมาหลายปี และมองว่า ไอเดียดังกล่าวน่าจะนำมาใส่ในแบรนด์เครื่องดื่มได้เช่นกัน แต่ผลปรากฏว่า นำไอเดียไปเสนอกับทีมงานกี่คนๆ ก็ถูกปฏิเสธกลับมาทั้งหมด จากข้อกังวลเรื่องความเหมาะสม และมองไม่เห็นว่า จมูกกับเครื่องดื่มจะไปด้วยกันได้อย่างไร
ท้ายที่สุด “ธนกฤต” ขายไอเดียสำเร็จ เพราะเชื่อว่า โลโก้ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว จะสร้างการจดจำให้ผู้บริโภคได้ ในยุคที่ชานมไข่มุกเต็มไปด้วยโลโก้รูปสัตว์นานาชนิด ทำไมจะมีชานมโลโก้จมูกสีเขียวไม่ได้ ซึ่งในช่วงแรก “Nose Tea” เริ่มต้นทำ “ร้านดัมมี่” เพื่อเรียนรู้ระบบการจัดการภายในร้านก่อน โดยตั้งอยู่ด้านหน้าออฟฟิศแผ่นลอกสิวเสี้ยนย่านทาวน์อินทาวน์
หลังจากทำร้านดัมมี่มาได้เกือบปี “ธนกฤต” ปักธงต้องไปสาขาแรกที่ “สยามเซ็นเตอร์” ด้วยเหตุผลเรื่องทราฟิกที่อยากขายให้ได้ตลอด 7 วัน พื้นที่ย่านสยามสแควร์ในวันธรรมดามีคนทำงาน วันหยุดเสาร์อาทิตย์มีคนพลุกพล่านตลอด ทั้งยังเป็นย่านที่มีกลิ่นอายของ “Trend–setter” ด้วย เขามองไกลไปถึงการโชว์เคสความสำเร็จ หาก “Nose Tea” มียอดขายเข้าเป้า อยู่ในสายตาที่บรรดาห้างร้านต่างๆ จะมองเห็น หลังจากนี้ก็น่าจะมีแลนด์ลอร์ดเจ้าอื่นๆ มองเห็นศักยภาพของแบรนด์ด้วย
ช่วงเดือนแรกๆ ที่เปิดร้าน “Nose Tea” ยังไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดมากนัก แต่มาปังถึงขีดสุดจริงๆ จากการทำการตลาดผ่าน “TikTok” หลังจากตัดสินใจอัปโหลดคลิปที่ “กชณิชา” เล่าที่มาที่ไปของ “Nose Tea” ปรากฏว่า ยอดวิวทะลุ 1 ล้านครั้ง ภายในชั่วข้ามคืน มีคนมาต่อคิวซื้อจนออเดอร์ทะลุไปหลายร้อยแก้ว
“ธนกฤต” บอกว่า ตนและทีมงานไม่มีใครคาดคิดว่า จะเกิดเป็นไวรัลเร็วขนาดนี้ ถึงขนาดต้องโยกย้ายพนักงานจากสาขาดัมมี่บางส่วนเข้ามาช่วยที่สาขาสยามเซ็นเตอร์ รวมถึงพนักงานระดับ Trainee ก็มีความจำเป็นต้องเข้ามาเสริมทัพไปพลางๆ ก่อนด้วย
โฆษณา