26 ต.ค. 2024 เวลา 07:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เปิดสัดส่วนรายได้คนไทย ส่วนใหญ่ได้ 2.2 แสนบาทต่อปี ขณะที่ 1% ได้ 8 ล้านบาท

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศ ฉบับล่าสุดประจำปี 2566 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เผยแพร่เมื่อกันยายน 2567 ที่ผ่านมา ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) ซึ่งเป็นดัชนีวัดความไม่เสมอภาค ลดลงจาก 0.430 ในปี 2564 มาอยู่ที่ 0.417 ในปี 2566
แนวโน้มการปรับตัวลดลงของความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ดังกล่าวสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากภาคเกษตรกรรมที่ผู้มีรายได้น้อย ส่วนใหญ่ทํางาน ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่ผู้มีรายได้สูงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพกลับปรับตัวลดลงจากช่วงก่อนหน้า ทําให้ภาพรวมของประชากรกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด (Decile 9-10) มีระดับอัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า (Decile 1-8) อย่างชัดเจน ซึ่งนําไปสู่การลดลงของช่องว่างความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่มีรายได้สูงและกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ
หากวิเคราะห์จําแนกตามเขตการปกครอง พบว่า ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ทั้งในเขตและนอกเขตเทศบาลมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นที่ในเขตเทศบาลยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าเล็กน้อย และเมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค พบว่า ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้โดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมีความแตกต่างกัน ในแต่ละภูมิภาค โดยภาคเหนือมีแนวโน้มความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการลดสัดส่วนคนจน แต่ความเหลื่อมล้ำในหลายด้านยังคงเป็นอุปสรรคสําคัญ
หากพิจารณาข้อมูลเงินได้พึงประเมินของผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากฐานข้อมูลภาษี ปี 2565 จะยิ่งเห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ที่ชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มที่มีรายได้ สูงสุดร้อยละ 1 (Top 1) หรือมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป มีส่วนแบ่งรายได้ถึงร้อยละ 11.7 ของ เงินได้พึงประเมินทั้งประเทศ ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 (Bottom 20) หรือมีเงินได้พึงประเมิน ในช่วง 0-150,000 บาท มีส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 3.47 เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่ม Top 1 ยังสามารถใช้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้มากกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ กล่าวได้ว่า ระบบภาษีเงินได้ของประเทศไทยยังทําหน้าที่เป็นกลไกในการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมลํ้าด้านรายได้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร
โฆษณา