8 พ.ย. 2024 เวลา 07:51 • ธุรกิจ
เรื่องของอัตตา นั่น ..มันเป็นเรื่องราวของจิตเราที่มีกรรม กรรมที่ดึงให้เวียนว่ายตายเกิด จิตที่เวียนว่ายตายเกิด ไปอยู่สถานที่ต่างๆ นรกบ้าง สัตว์บ้าง เทพอินทร์พรหมบ้าง ก็สะสม คำว่า บุญกุศลบ้าง กรรมต่างๆบ้าง ทุกข์และสุขอยู่ในคำว่า ธาตุทั้งสี่
..คราวนี้ เมือจิตนั้น ..ได้ทีมีโอกาสมีพ่อแม่เป็นมนุษย์ ที่จิตนั้นสามารถก รับทุกข์สุขร้าวลึกไปถึงจิตได้ร้าวลึกในอารมณ์ที่ปรุงแต่งได้ จิตนั้นก็ยึดเอาอารมณ์นั้นมาเป็นจิต ..เกิดเป็นอัตตา ยึดอารมณ์ที่ไม่มีตัวตน เป็นของสมมุติ ที่ไหบอยู่ในกาย เอาสมมุตินั้น มาเป็นอัตตา..มาเป็นจิต พูดอย่างนี้ ก็ไม่เห็นขัด .
ตัวอย่างเช่น ..เค้าเรานั่งพับเพียบ ยึดกายตรงๆ ดูลมหายใจไปเรื่อยๆ ไม่เคลื่อนที่ไปไหน ..พอนั่งไป ความเจ็บปวด ความร้อน ..ก็ลุกโชนขึ้นมาเหมือนไฟ .เค้าบอกว่า ให้ทำกายนิ่ง..เฉยๆ ไม่มีอารมณ์ ..สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเป็นอารมณ์ อย่าไปยึด ..มกกัดยุงกัน คันตรงนั้นตรงนี้ ก็อารมณ์นั่นคือ อารมณ์ อย่าไปยึด ..
…คราวนี้ พอนั่งไป เรื่อย ใกล้ครบกำหนดเวลา มาแล้ว..ทุกข์ เจ็บจังเลย ทนไม่ไหวแล้ว ..เมื่อไหร่ จะหยุดสักที ..นั่นก็เสียงของอารมณ์ ..เมื่อทุกข์มันเกิดขึ้น เจ็บปวด มันเรื่องของทุกข์ เราก็ทน ทนนิ่งเฉยๆ..เพื่อให้จิตไม่ยึดทุกข์ จนไปถึงเส้นชัย คือเวลาที่เรากำหนด ว่า ปฏิบัติธรรมกี่นาที หรือ กี่ชั่วโมง
พอออกจากการประพฤติปฏิบัติธรรม ก็มาสำรวจตัวเองว่า ขาดสติสัมปชัญญะ จิตไม่อยู่กับคำว่าพุทโธ ตอนไหนบ้าง ตอนที่ไม่มีคำว่าพุทโธ เสียงพุทโธหายนั้นแหละจิตไปยึดเอาอารมณ์เป็นอัตตา
..จิตของเรานั้น มันชอบยึดทุกข์ ..จมอยู่กับความทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ด้วยซ้ำไป เราพูดคำว่าทุกข์ได้ ..แต่จิตนั้นก็ไม่รู้จักทุกข์ ทั้งที่อยู่กับทุกข์ จึงไม่ดิ้นรน ขยับขยายให้จิต เบาบางจากทุกข์ เหมือนว่า อยู่ในโลก เค้าอาหารเอร็ดอร่อยให้ดื่มกิน เราก็ดื่มกินเอร็ดอร่อย เอร็ดอร่อยอะไรบ้าง เอร็ดอร่อยอยู่กับน้ำเลือดน้ำหนองของผู้มีกรรม ..ผสมปนเปกันไป ..
โฆษณา