Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป
ปกรณ์ ปราสาททอง
•
ติดตาม
11 พ.ย. 2024 เวลา 19:58 • ปรัชญา
พระโกณฑัญญะ ..ทำบุญ ต้องจิตใสสะอาด จึงเป็นเนื้อนาบุญ ที่เค้าเรียกว่า น้ำบุญที่เป็นแก้วสู่จิตของเรา
..ตอนนี้ ถึงเวลาที่ ..เวลาของมนุษย์เหลือน้อยแล้ว เวลาปั้นป่วนของนามธรรมก็เช่นเดียวกัน แต่ก็ชั่วระยะ ..เก็บกวาด ความรกรุงรังของศาสนา หรือ โลกนี้ให้มันหายรุงรัง แล้วศาสนา พระอาทิตย์ก็จะขึ้น ขึ้นมาเปล่งเสียงให้..ทุกคนได้มาศึกษา..
ขึ้นต้น ด้วคำปรมัตถ์ .
สร้างบุญสร้างกุศลไม่ใช่ง่าย แต่ก็ไม่ยากถ้า ตั้งใจทำ บุญนั้นต้องมี ..คำว่าบุญ ..ต้องเก็บอยู่ที่แม่ทั้งสี่ให้ได้ โดยมากก็ปล่อยให้..ทิ่งๆขว้างๆไปเสียหมด จนไม่มีอะไรจะใช้ ต้องมาอดทนต่อสู้อุปสรรค ในการทำมาหากิน ที่จริงแล้ว ท่าทำบุญเป็นตั้งแต่ครั้งแรกๆ ของชีวิต ป่านนี้ ก็ไม่ต้องลำบากลำบนมากมาย ถึงขนาดนี้ จึงเกิดมีการสร้างบุญ สร้างกุศล แต่ค่อยๆทำมาโดยตลอด ในที่สุด บุญก็เป็นบุญที่แท้จริงเกิดขึ้น กับจิตผู้ที่ทำบุญ
จิตที่ทำบุญ ต้องจิตดี จิตงาม จิตอ่อนน้อม จิตไม่มีเรื่องราวของอารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้อง จิตจะดี ก็อยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่น ถ้าเอาจิตไม่ดี ..ก็จะเอาผู้อื่นมาเป็นจิตที่ไม่ดีของตัวเอง เรามาทำอะไร มาสร้างบุญสร้างกุศล ให้อารมณ์เป็นทาน ให้จิตเป็นทานเกิดขึ้น เพื่อหนุนนำให้จิตมีปัญญา ที่จะนำธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา มาหนุนนำจิตของเรา เป็นกุศลบารมี สิ่งที่จะตัดขาดเรื่องราวเหล่านี้ ก็มาจากการที่นอบน้อม ..เรื่องราวของอารมณ์ของตัวเอง..ปล่อยอารมณ์ ไปเสียอย่าง สิ่งทั้งหลาย เราก็ชนะเรื่องราวต่างๆได้
การที่จะสร้างบุญสร้างกุศล ให้แก่จิตของเรา ต้องหมั่นกระทำที่ถูกต้อง เช่น เริ่มต้นก็..จะก้าวขึ้นมาทำบุญ ใส่บาตร หรือ อะไรก็แล้วแต่ ..มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ..มองไม่เห็นใครทั้งหมด ..มีแต่จิตดวงเดียวของเรา ที่จะจับเอาบุญทั้งหมด บารมี ทั้งหมดเข้ามาสูภายใน
เมื่อภายในได้เต็มที่ ..ก็ขยับขยายของที่อยู่ภายในหลุดออกจากสังขารไป จะเป็นผิวกายผิวอารมณ์อะไร ก็แล้วแต่ ค่อยๆ เคลื่อนออกไปทีละนิดๆ ในที่สุด จิตก็จะบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้น การที่จะได้เกิดมาอยู่ ..เกิดในศาสนาแต่ละศาสนา ก็เป็นเนื้อนาบุญของเราแล้ว ในชาตินี้ เรารู้จักศาสนา ที่เห็นว่า สิ่งทั้งหลาย เป็นกรรม ก็นำมาเป็นบุญสร้างกุศลขึ้น
จิตจะดี หรือ กายจะดี อยู่ที่การทำบุญทั้งหมด..หรือ การปฏิบัติตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไปทำดี ..ต่อดินฟ้าอากาศตรงไหนตรงไหน ก็อยู่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น หรือจะไปให้สัตว์ ให้ขอทาน หรือ คนยากคนจนอะไรก็แล้วแต่ มิได้เป็นเนื้อนาบุญให้จิตมีปัญญา แต่ทำบุญให้มีปัญญาขึ้น คือ ทำกายนิ่ง อ่อนน้อมถ่อมตน หนุนนำ สิ่งต่างเข้ามาภายในจิต เมื่อจิตได้พลังแห่งบุญกุศล ก็มีการสร้างบารมี เพื่อจะหนีกรรม หนีอารมณ์ ที่ทำให้ เกิดแก่เจ็บตาย มีความยากต่อการใช้ชีวิตไปวันหนึ่งคืนหนึ่ง
ฉะนั้น เมื่อเราล่วงหล่นไป ไม่ได้บุญ ได้กุศล ก็หมั่นทำให้มันถูกลักษณะถูกต้อง ค่อ กายนิ่งจิตเฉย ไม่นึกคิดอะไรๆทั้งนั่น จะมีอะไรมากัด มดมากัด ก็ให้เป็นทาน
เราก็เหมือนกับบอกว่า สัตว์ทั้งหลาย เค้ามีทุกข์นะ เค้าถึงมากัดมาตอม เค้าหิว เค้าอยากจะได้
เราก็บอกว่า ธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา ขอให้ท่านขยายทานไปให้สัตว์ทั้งหลายด้วย เพื่อทำให้จิตเรา ไม่ยึดติดในกรรม ยึดติดตามกายที่เรามีอยู่ เราจะได้อาศัยกายนี้ ยึดมาสร้างเป็นเนื้อนาบุญให้แก่จิต เพื่อชำระสะสาง เรื่องราวของกรรมของเรา วันหนึ่ง..คืนหนึ่ง เราก็นึกว่า ไม่มีกรรม ..ที่จริงมัสร้างกรรม เกือบทุกลมหายใจ อาหารการกินก็เป็นกรรม การนอนก็เป็นกรรม การทำงานเรื่องราวต่างๆก็เป็นกรรม เราไม่สามารถให้เป็นทานตามอารมณ์ได้
การได้สร้างบุญแต่ชะครั้งทำให้ถูกต้อง ก็ทำให้..จิตของเรามีแต่ความเมตตา ให้อารมณ์เป็นทาน ไม่เอาอารมณ์ต่างๆมายึดติดในกายในจิตของตัวเอง เพราะสิ่งที่นำมาอยู่ที่กายที่จิตนั้น ไปตลอดทุกภพทุกชาติ แล้วเมื่อไหร่เราจะเป็นจิตที่ไม่มีอะไร ไม่มีเค้าไม่มีเรา ไม่มีเรื่องราวของความโลภโกรธหลง
ตั้งอกตั้งใจกันให้มากๆ ที่ท่านออกจากเวียงวัง ก็ดูมองเห็นเหตผลเหล่านี้ เป็นอุปสรรค ในการเกิดแก่เจ็บตาย ต้องเวียนว่ายอยู่เรื่อย เดี๋ยว เกิดเป็นลูกคนนั้น ลูกคนนี้ เรื่อยไป ไม่รู้จบ บางครั้งก็รู้จักคุณ บางครั้งก็ไม่รู้จักคุณ ผู้ให้ธาตุทั้งสองมาเกี่ยวข้อง
แล้วต่อไปนี้ เราก็จะมีธาตุทั้งสอง ที่หนุนนำ ให้เรามาเกิด ..เกิดที่เร่กำบังฝึกหัดปฏิบัติ รู้จักสิ่งที่ไหลมา ยุติกรรมอันนั้นๆ จิตก็จะค่อยๆ พัฒนาเห็นแสงสว่างของจิตขึ้น จิตจะโตได้..โดยการเป็นผู้ให้ ..ไม่ใช่เป็นผู้รับ ..ที่เรารับมาโดยตลอด ..มันมีทุกข์ตลอด แล้วเป็น..ทำจิตทำใจเป็นผู้ให้ นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ
แล้วจิต..ของเราก็ เมื่อให้แล้ว ก็เหมือนให้อารมณ์การกระทำของเราออกจากกายจากจิตเราไป เช่น ยึดถือวัตถุอันนั้น นึกถึงคนนั้นคนนี้ คราวนี้ ต่อไปก็ให้ ให้ด้วยการทำทานไปเรื่อยๆ การยึดติดเรื่องราวต่างก็ยึดติดลง เวลาเกิดก็น้อยลง มีแต่พร้อมที่จะหลุดจากบ่วงของกรรม นำพาไปซึ่งพระนิพพาน จะได้ไม่ไปเกิด ..ไปมีพ่อแม่คนนั้นคนนี้ ไม่รู้ว่าจำพ่อแม่ตนเองไม่ได้
แต่มาชาตินี้ก็รู้ว่า ได้ธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา ก็มาสร้างเป็นบุญกุศลขึ้น ถ้าเรานำมา..สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เป็นเนื้อนาบุญ สิ่งนั้นก็จะตามไป ..แม่ทั้งสี่ก็จะตาม ธาตุทั้งาองของมนุษย์หญิงชายนั้นเอง
ถ้าเราไม่กระทำเกิดขึ้น ไม่ทำบุญ ไม่ปฏิบัติธรรม ก็ต้องหาธาตุทั้งสองที่แม่ทั้งสี่ไปคล้องกรรม ตามการที่เรากระทำไว้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการที่มีธาตุทั้งสี่ไปหุ้มห่อ เช่น สังขารของหมูหมาเป็ดไก่ เพราะมาจากอารมณ์ของเรา อารมณ์ไหลมาแต่เหตุ ไม่รู้จักดับแต่เหตุ
..สิ่งทั้งหลายชั่ว ..ชั่วเรามาอาศัยกายชั่วขณะหนึ่งอยู่เท่านั้น เดี๋ยวเราก็พลัดพรากจากกายนี้ไปแล้ว จะเป็นลูกของพ่อแม่ในชาตินี้ เดี๋ยวก็ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ไป ทั้งพ่อแม่ก็พลัดพรากเรา ตัวเราก็พลัดพรากจากพ่อแม่ ไม่มีใครที่จะคล้องกรรม อยู่ได้ยาวนานนัก
ฉะนั้น การที่จะอยู่ร่วมกัน ต้องสร้างความเห็นอกเห็นใจชึ่งกันแหละกัน เมตตาทั้งนั้น หมูหมาเป็ดไก่ก็เมตตาไป คนทั่งหลาย หญิงชายก็เมตตา ทำอย่างนี้เกิดขึ้น ..ทำให้เป็นนิจสิน แต่ว่า..กระทำได้ ..ก็ต่อเมือ..รู้จักการทำบุญให้ถูกต้อง สร้างบารมีให้ถูกต้อง ..ไม่ใช่สร้างบารมี ทำแต่เรื่องความโลภโกรธหลงอยู่ในตัวตน..มันก็ไปไม่ได้ ..สิ่งไหน ..
..สมมุติว่า เราอยากจะกินอะไร เช่น สมมุติว่า เราอยากจะกินอาหารร้านนี้ ที่เอร็ดอร่อย เราก็ลดลงมา เอาอาหารร้านที่มันไม่เอร็ดอร่อย แล้วก็มาเทียบ เปรียบเทียบ ที่ร้านอาหารไม่อร่อย ทำไมมีการกินได้มาก แล้วก็มันก็อิ่ม อาหารที่ร้านที่เราชอบอกชอบใจ แต่ทำไมเร่กินน้อย เพราะความไปยึดจากอารมณ์นั้นเอง ถ้าเราลดละเรื่องราวต่างๆอย่างนี้ จิตเราก็ค่อยๆพัฒนาขึ้น เป็นธรรมขึ้น
การสร้างบุญ สร้างกุศลในวันนี้ ก็เหมือนกัน ต้องหยุดนิ่ง อยู่ในเรือนกาย .สงสารธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา จะได้บุญทั้งที ก็ลุกลี้ลุกลน โดยที่ ทำให้ธาตุทั้งสองต้องหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ..เราไม่ได้ทำคนเดียว เรายังมีธาตุทั้งสองพ่อแม่..เพื่อจะให้ธาตุทั้งสอง ตอบแทนความกตัญญูรู้คุณในธาตุทั้งสองอีก เราจะต้องจากสังขารไปวันหนึ่งวันใด แม่ทั้งสี่ จะได้ไป..ไปนำ ไปประกอบในธาตุทั้งสองบิดามารดา ที่มีคุณธรรมมากขึ้นๆ
..แล้วในที่สุดเราก็รู้ สิ่งทั้งหลายเป็นกรรม ก็ตะหนี่แก้วแหวนเงินทอง ที่อยู่ที่อาศัย ที่กินที่นอกก็ไม่เอาแล้ว ไปตามวาระของพระที่เค้าทำกัน เช่นพระอัครสาวกทั้งหลาย พากันเข้าป่า ทั้งๆที่ เป็นมหาเศรษฐี มียศฐานบรรดาศักดิ์ใหญ่โต เค้าพากันเข้าป่า เพราะถึงเวลา จิตที่จะต้องยุติการเกิด ก็ไปร่ำเรียนวิชา..หรือว่าความรู้จากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
บางองค์ได้ฟังคำเดียว บางองค์ก็ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าเลย ได้แต่ฟังพระอัครสาวก ก็บรรลุธรรมได้ พอนั่งปฏิบัติธรรม สิ่งดี ..ที่ดีๆงามๆเกิดขึ้น ธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ฝากไว้ ก็ส่งมาที่จิต จิตก็สามารถรู้เรื่องราวต่างๆมากขึ้นๆ รู้จัก..รู้แล้วละ ปัดกวาด ความสะอาดของกายและจิต วันหนึ่ง..กายและจิตก็เป็นแก้วขึ้น
เหมือนกับพระอรหันต์ ที่ยังรักษาศาสนาอยู่ขณะนี้ เค้าเป็นแก้วกันหมด เค้าก็ยังถ่อมตนว่า มิได้เป็นแก้ว เพราะดูภายนอกเป็นธรรมดา แต่ตา ..หูทิพย์ตาทิพย์ เนื้อหนังมังสา เป็นแก้วไปหมด เนื้อในก็เป็นแก้ว เค้าไม่มีอะไรแล้ว แต่ก็ ..รักษาศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช่วยเหลือตามกำหนด ตามที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ให้สัจจะไว้
นั่นก็ถือว่า เป็นโชคดีของเราแล้ว ได้รู้จักการสร้างบุญ สร้างบารมี บารมีทำยังไง ถึงจะได้บารมี ก็ต้องเกิดจากบุญ บุญเกิดจากการรู้สาเหตุของอารมณ์ จึงไปหาบารมี ที่ตัดจากความทุกข์ทั้งหลายได้
มีอาตมา ขอบอกว่า ทุกองค์ที่บอกญาติโยม และ นามธรรม ตอนนี้ ถึงเวลาที่ ..เวลาของมนุษย์เหลือน้อยแล้ว เวลาปั้นป่วนของนามธรรมก็เช่นเดียวกัน แต่ก็ชั่วระยะ ..เก็บกวาด ความรกรุงรังของศาสนา หรือ โลกนี้ให้มันหายรุงรัง
..แล้วศาสนา พระอาทิตย์ก็จะขึ้น ขึ้นมาเปล่งเสียงให้..ทุกคนได้มาศึกษา ..ศึกษาธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนกัยเมื่อสิ้นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังมีธรรมที่หนุนนำ ที่ใสสะอาดชั่วระยะหนึ่ง พอต่อมาๆ ก็เลอะรุงรัง เหมือนปัจจุบันนี้ ยังดีน่ะ ยังมีองค์ท้าวสักกะ ท่านมาดูแล และช่วยเหลือ เกื้อกูลให้ญาติโยม ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆได้มากมาย
เมื่อถึงเวลานี้ ขอให้ญาติโยมก็ดี นามธรรมที่มาก็ดี มาร่วมใจกัน ..ร่วมจิตของตัวเอง ไม่ใช่ร่วมใจ ร่วมจิตของตัวเองให้เป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง เพราะเวลาอีก ตอนนี้กำลังเกิดความวุ่นของมนุษย์ ต้องล้มหายตายจากกัน
เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลือน้อย ก็สร้างความดรให้มากๆ แต่ถ้าทำได้ ก็รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกา จากสิ่งที่เค้าเก็บนั่น เหมือนกับว่า พายุมาที่เดียว บ้านเรือน ต้นไม้ต้นหญ้าพังหมด คนจะไปยืนอยู่ได้อย่างไร แต่น้ำหนักของบุญบารมี อยู่ต่อไปจนกว่าครบอายุขัย แล้วจะได้มาจุติ ว่าเรามีศาสนา ศาสนาหนีกรรม หยุดกรรม
เหมือนกับพระพุทธเจ้า ออกบวชไปก็หนีกรรมหรือ ว่าออกบวช หนีจากการบวชของราชบิดาชองท่าน คือ หนีบวช แต่ท่านไม่ได้ไปบอกว่า ไปถึงไปบวชเลยเมื่อไหร่ ก็ไปนั่ง ไปพิจารณาก่อน นั่งเป็นตุ๊กตา .. แข็งไปทั้งตัว ถึงจะมีปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาอยู่ที่ดินฟ้าอากาศ ตั่งแต่พระพุทธเจ้าองค์ที่หนึ่ง ก็ทิ้งคำสอน รอยอะไรต่างๆ ลอยอยู่กลางอากาศ
..พระองค์พระสิทธัตถะไปพบ ไปเจอะเจอ ก็ได้แก้ไข ในที่สุด ก็สำเร็จเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่มีจิตดวงใด ไปสัมผัสเรื่องราวเหล่านี้ได้ นอกจากผู้มีบุญบารมีเต็มแล้ว ถึงจะออกมาสู่จิตที่แก้ไขเรื่องต่างๆ แล้วท่านก็ไม่ได้เอาไปไหน เผื่อแผ่มาให้มนุษย์หญิงชาย เหล่าเทพยดา มาศึกษากัน เหมือนกับอาตมา ที่มาวันนี้ ที่มารับกองสังฆทาน ตามที่องค์ท้าวสักกะ นิมนต์ ก็มาตามเวลา ไม่ปิดบังอะไร มาเพื่อทุกคน ตั้งอกตั้งใจ สร้างบุญที่ใสสะอาด จิตที่ไม่มีมลทิน หนุนนำไปถึง คำพระนิพพานในวันข้างหน้า
อาตมา มาแล้ว อนุโมทนาในเจตนา ดวงจิตทุกดวง ที่มาแสดง ..แสดงการกระทำ หรือ วาจาเปล่งออกมา เหมือนต้นพุทธกาล ทำให้เหล่าเทพยดา และผู้ที่เป็นนามธรรม ได้คอยศึกษา ในการเรียนรู้ขึ้น นั่นแหละ ก็เป็นเนื้อนาบุญของทุกๆคน จงจำไว้ว่า ทำบุญ ต้องจิตใสสะอาด เรามองทุกอย่าง เป็นความสุขของจิต ทุกอย่างทุกเรื่องราว จึงเป็นเนื้อนาบุญ ที่เค้าเรียกว่า น้ำบุญที่เป็นแก้วสู่จิตของเรา
โกณฑัญญะ ..บุคคยาโต โหตุ ขอใหจิตทุกคนมีธรรมน่ะ
สาธุ พุทธ้ง วันทามิ
สาธุ ธัมมัง วันทามิ
สาธุ สังฆัง วันทามิ
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย