23 ม.ค. 2025 เวลา 12:05 • ประวัติศาสตร์

“ตัวเลข” มาจากไหน?

“ตัวเลข” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาเป็นเวลานาน
แต่ก่อนที่จะเป็นตัวเลขอย่างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ผู้คนในยุคโบราณมักจะขีดเส้นแทนจำนวนสิ่งของในชีวิตประจำวัน ซึ่งเส้นเหล่านี้จะเรียกว่า “เครื่องหมายนับ (Tally Marks)”
ในปีค.ศ.1950 (พ.ศ.2493) นักโบราณคดีได้ค้นพบ “กระดูกอิชางโก (Ishango Bone)” ที่คองโก ซึ่งกระดูกอิชางโกนี้คืออุปกรณ์ที่ทำมาจากกระดูก และเก่าแก่ตั้งแต่สมัยเมื่อ 12,000-50,000 ปีก่อน
สัญลักษณ์ที่สลักบนกระดูกทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่านี่คือไม้นับที่ใช้นับจำนวนสิ่งของ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์รู้จักการนับจำนวนมาเป็นเวลานับหมื่นปีแล้ว
1
กระดูกอิชางโก (Ishango Bone)
ต่อมา เมื่ออารยธรรมมีการพัฒนาและก้าวหน้ามากขึ้น มนุษย์ก็มีการคิดค้นวิธีการเขียนตัวเลข ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ต่างจากเครื่องหมายนับในยุคแรก
ในสมัยอียิปต์โบราณ มีการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ แทนจำนวนที่มาก โดยรูปส้นเท้าจะแทนจำนวน 10 เชือกที่ขดงอแทนจำนวน 100 นิ้วแทนจำนวน 10,000 เป็นต้น
1
จะเห็นได้ว่าการจะเขียนจำนวนซักอย่างนั้น หากเป็นจำนวนมากๆ และใช้สัญลักษณ์เหล่านี้ จะเป็นอะไรที่ยุ่งยากวุ่นวายมาก และก็ยังไม่เป็นมาตรฐาน มีการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ สำหรับจำนวนที่มากขึ้น
ชาวบาบิโลน ชาวแอซเท็ก และชาวจีนโบราณ จึงต่างพัฒนาระบบเลขฐานของตนขึ้น โดยชาวบาบิโลนเป็นกลุ่มแรกที่พัฒนาได้ก่อนใครเมื่อราว 2000 ปีก่อนคริสตกาล
1
สำหรับระบบเลขในปัจจุบัน ว่ากันว่าได้รับการพัฒนาในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 1 ถึงศตวรรษที่ 4 โดยนักคณิตศาสตร์ชาวอินเดีย ก่อนที่ชาวอาหรับจะรับไปปรับใช้ในสมัยศตวรรษที่ 9 โดยการใช้เลขจำนวน 10 ตัวในการแสดงปริมาณที่ต่างกันไป เรียกว่า “ระบบเลขฮินดู-อารบิก (Hindu-Arabic Numeral System)“
1
แต่ถึงแม้ว่าระบบตัวเลขจะมีการพัฒนาแล้วก็ตาม แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่ นั่นคือการแยกแยะระหว่างตัวเลขสองตัวก็ยังคงเป็นที่สับสน เช่น จำนวน 61 กับ 601 ก็ยังแยกลำบาก ยังดูไม่ออกว่าคือ 61 หรือ 601
มีการเว้นวรรคระหว่างจำนวนสองจำนวนเพื่อแยกแยะระหว่างตัวเลขสองจำนวน โดยชาวสุเมเรียนใช้การเว้นวรรคระหว่างตัวเลขเพื่อแทนหมายเลข 0 ตั้งแต่เมื่อ 4000 ปีก่อนคริสตกาล
1
ระบบเลขของชาวบาบิโลน
แต่ชาวสุเมเรียนเป็นชนกลุ่มแรกที่ใช้เลข 0 เป็นสัญลักษณ์เพื่อแบ่งแยกระหว่างตัวเลข หากแต่เลข 0 ในยุคแรกก็ยังไม่ถูกนับเป็นตัวเลข เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น
สำหรับบันทึกแรกที่บ่งบอกถึงการใช้เลข 0 แทนจำนวนนั้น ปรากฎครั้งแรกในค.ศ.628 (พ.ศ.1171) โดยปรากฎในงานเขียนเรื่อง “Brāhmasphuṭasiddhānta” ของนักคณิตศาสตร์ชาวอินเดียอย่าง “พรหมคุปต์ (Brahmagupta)“
1
งานเขียนของพรหมคุปต์เป็นงานเขียนเล่มแรกที่กล่าวถึงการใช้เลข 0 เป็นตัวเลข หากแต่ผู้ที่เผยแพร่เลข 0 ให้แพร่หลายไปทั่วโลกกลับเป็นเหล่าบัณฑิตชาวอาหรับ
พรหมคุปต์ (Brahmagupta)
บัณฑิตชาวอาหรับได้แปลงานเขียนของนักเขียนชาวอินเดียเป็นภาษาอารบิก โดย “มุฮัมมัด อิบน์ มูซา อัลเคาะวาริซมี (Muhammad ibn Musa al-Khwarizmi)“ นักคณิตศาสตร์ชาวเปอร์เซีย ได้เผยแพร่เลข 0 และระบบเลขฐานสิบไปอย่างกว้างขวางทั่วอาหรับในสมัยศตวรรษที่ 9
1
สำหรับสัญลักษณ์แทนตัวเลขอย่างในปัจจุบันนั้นเรียกว่า “รูปอักขระ (Glyph)” เช่น หนึ่ง=1 สอง=2 ไปเรื่อยๆ
รูปอักขระนี้พัฒนามาจากตัวเลขพราหมีของอินเดีย ซึ่งเป็นระบบตัวเลขมาตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อนคริสตกาล และเมื่อถึงศตวรรษที่ 8 ตัวเลขพราหมีก็เริ่มแพร่กระจายไปทางตะวันตก
1
มุฮัมมัด อิบน์ มูซา อัลเคาะวาริซมี (Muhammad ibn Musa al-Khwarizmi)
และเมื่อระบบตัวเลขเหล่านี้กระจายข้ามตะวันออกกลางไปในสมัยศตวรรษที่ 9 และศตวรรษที่ 10 ระบบตัวเลขก็เริ่มถูกแบ่งออกเป็นระบบของอารบิกตะวันออก ระบบสันสกฤต และระบบเลขอารบิกตะวันออก และแต่ละระบบก็ใช้กันในดินแดนต่างๆ ต่างพื้นที่
เมื่อถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 12 “ฟีโบนัชชี (Fibonacci)” นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียน ได้ล่องเรือไปทำการค้า และเห็นตัวเลขเหล่านี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในแถบชายฝั่งแอฟริกาเหนือ
ฟีโบนัชชี (Fibonacci)
ฟีโบนัชชีเห็นว่าตัวเลขฮินดู-อารบิกนั้นใช้ง่ายและมีประโยชน์มาก ต่างจากระบบเลขโรมันที่อ่านได้ยาก
ค.ศ.1202 (พ.ศ.1745) ฟีโบนัชชีได้เขียนหนังสือเรื่อง “Liber Abaci (The Book Of Calculations)“ ซึ่งแนะนำให้โลกยุโรปรู้จักกับระบบเลขฮินดู-อารบิก ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วยุโรปในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 13-15 โดยชาวยุโรปเริ่มใช้ทั้งเลขฮินดู-อารบิกและเลขโรมัน
1
สุดท้ายแล้ว เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 15 เลขฮินดู-อารบิกก็กลายเป็นระบบตัวเลขที่แพร่หลายทั่วยุโรป และกลายเป็นมาตรฐานไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
โฆษณา