10 มี.ค. 2025 เวลา 05:09 • ธุรกิจ

ทำไม BlackBerry ถึงหายไป? จากตำนานสู่ความล่มสลาย เมื่อความมั่นใจทำลายทุกอย่าง

เรื่องราวของ BlackBerry เริ่มต้นในปี 1984 ที่เมืองวอเตอร์ลู ประเทศแคนาดา เมื่อนักศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าสองคนคือ Mike Lazaridis และ Douglas Fregin ก่อตั้งบริษัท Research In Motion หรือ RIM
ด้วยเงินเพียงหมื่นกว่าดอลลาร์ พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจจากห้องใต้ดินของศูนย์การค้าท้องถิ่น มีความฝันที่จะรังสรรค์เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายให้ดีขึ้น
ในช่วงแรก บริษัทรับจ้างพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่แล้วพวกเขาก็ถูกสะกิดด้วยพลังของการสื่อสารไร้สาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีเพจเจอร์ที่กำลังบูมสุดๆ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Jim Balsillie เข้ามาเป็นผู้บริหารในปี 1995 พร้อมเงินลงทุนกว่าสองแสนห้าหมื่นดอลลาร์ เขาเสริมความเจ๋งด้านธุรกิจให้กับความโหดด้านเทคโนโลยีของ Mike
ปี 1999 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นยุคทองเมื่อบริษัทเปิดตัว BlackBerry 5810 อุปกรณ์ที่รวมพลังของเพจเจอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องรับส่งอีเมลไว้ในเครื่องเดียว ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เทพมาก ๆ ในยุคนั้น
ชื่อ “BlackBerry” มาจากปุ่มกดบนแป้นพิมพ์ QWERTY ที่มีลักษณะคล้ายผลแบล็คเบอร์รี่ แป้นพิมพ์นี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความนิยมให้กับแบรนด์
BlackBerry มีความเจ๋งทางเทคโนโลยีหลายอย่าง ระบบบีบอัดข้อมูลของพวกเขาโหดมาก ใช้แบนด์วิดธ์น้อยกว่าคู่แข่งถึง 50 เท่า ทำให้ส่งอีเมลได้เร็วแบบกระฉูด
ด้านการตลาด ทีมขายของ BlackBerry ใช้กลยุทธ์แบบกองโจร พวกเขาไปตามงานประชุมธุรกิจและแจก BlackBerry ให้ผู้บริหารทดลองใช้ฟรี 30 วัน ผลคือคนใช้แล้วติดงอมแทบไม่อยากส่งคืน
ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 BlackBerry พุ่งแรงแบบฉุดไม่อยู่ รายได้เพิ่มจาก 85 ล้านเป็น 3 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 7 ปี แฟนๆ เพิ่มจาก 2 ล้านเป็น 12 ล้านคน
BlackBerry กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเท่และความสำเร็จ ถึงขั้นได้ฉายาว่า “CrackBerry” เพราะผู้ใช้ติดงอมจนเหมือนเสพติด แม้แต่ Barack Obama ยังถวิลหาและต่อสู้เพื่อให้ได้ใช้มันต่อหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
แล้ววันที่ 9 มกราคม 2007 ก็มาถึง Steve Jobs ขึ้นเวทีที่ Macworld และเปิดตัว iPhone อุปกรณ์ที่รวมทั้งโทรศัพท์ เครื่องเล่น iPod และอินเทอร์เน็ตไว้ในเครื่องเดียว
Mike Lazaridis ดูการนำเสนอแล้วบอกว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้บริการเว็บเต็มรูปแบบบนมือถือ เครือข่ายรองรับไม่ไหวหรอก” คำพูดนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการนำพา Blackberry ดำดิ่งลงเหวอย่างไม่รู้ตัว
แม้ Mike จะพูดถูกว่า iPhone รุ่นแรกมีปัญหาเยอะ แต่เขาประเมิน Apple ต่ำเกินไป Apple แก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว และเพียงสองปี iPhone ก็สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการสมาร์ทโฟน
BlackBerry ตอบสนองช้าและผิดทิศทางแบบสุดๆ ผู้บริหารมองว่า iPhone เป็นแค่แฟชั่นชั่วครู่ Jim Balsillie ถึงกับทะลึ่งประกาศว่า “iPhone อาจมีแอป 300,000 แอป แต่แอปเดียวที่คุณต้องการคือเบราว์เซอร์”
1
เมื่อสายตาผู้บริหาร BlackBerry เริ่มมองเห็นภัยคุกคาม พวกเขาก็ตอบโต้ด้วยการออกโทรศัพท์ที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้น แต่ยังคงยึดติดกับแป้นพิมพ์ QWERTY ที่ยังยึดติดกับแนวคิดเดิม ๆ
BlackBerry Storm ในปี 2008 เป็นความพยายามแรกในการทำโทรศัพท์หน้าจอสัมผัส แต่เละไม่เป็นท่า มีปัญหาทั้งซอฟต์แวร์และการใช้งานที่ห่วยแตกสิ้นดี
ในขณะเดียวกัน Google ก็เปิดตัว Android ในปี 2008 เป็นระบบที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้างให้ผู้ผลิตโทรศัพท์ ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung, HTC และ Motorola เริ่มผลิตโทรศัพท์ Android ท้าชน iPhone ด้วยราคาที่ถูกกว่า
ภายในเวลาเพียงสองปี BlackBerry ร่วงจากตำแหน่งผู้นำตลาดลงมาอยู่อันดับสาม ส่วนแบ่งตลาดลดฮวบจาก 20% เหลือแค่ 5% มีปัญหาใหญ่หลายอย่างที่ทำให้บริษัทพังทลาย
หนึ่งในปัญหาสำคัญคือระบบนิเวศของแอป ในขณะที่ App Store ของ Apple และ Google Play Store มีแอปหลักแสน แต่ฝั่ง BlackBerry App World มีแอปแค่หลักพัน
ผู้ใช้เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม พวกเขาไม่ต้องการแค่ส่งอีเมลได้เท่านั้น แต่ต้องการเล่นเกม ดูวิดีโอ และใช้โซเชียลมีเดียและ BlackBerry ไม่สามารถตอบโจทย์พวกนี้ได้ดีเท่า iPhone และ Android
ในปี 2010 BlackBerry พยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการซื้อบริษัท QNX Software Systems เพื่อพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ BlackBerry 10 เปิดตัวในปี 2013 พร้อมโทรศัพท์รุ่น Z10 ที่มีหน้าจอสัมผัสเต็มรูปแบบ
แต่การเปลี่ยนแปลงนี้มาช้าเกินกว่าจะเยียวยาอะไรได้ นักพัฒนาไม่สนใจพัฒนาแอปสำหรับแพลตฟอร์มใหม่ เพราะฐานผู้ใช้มีน้อยเกินไป เหมือนถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ
ในปี 2015 BlackBerry ยอมแพ้ด้วยการออกโทรศัพท์ Priv ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เป็นครั้งแรก แม้จะพยายามรักษาแป้นพิมพ์ QWERTY ไว้ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ BlackBerry หมดความเป็นตัวของตัวเอง กลายเป็นเพียงผู้ผลิตโทรศัพท์ Android อีกรายในตลาด
1
ในปี 2016 BlackBerry ประกาศยุติการผลิตโทรศัพท์มือถือ และหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการด้านความปลอดภัย พวกเขาให้ลิขสิทธิ์การผลิตโทรศัพท์แก่บริษัทอื่น และปลุกปั้นธุรกิจใหม่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
ปัจจุบัน BlackBerry ฟื้นตัวและสร้างความสำเร็จในฐานะบริษัทซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย โดยให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ อุปกรณ์ IoT และองค์กรต่างๆ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคทั่วไปเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็มีกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
เรื่องราวของ BlackBerry เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล ความสำเร็จอาจทำให้เราหลงระเริงและมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมา
BlackBerry ประเมินคู่แข่งต่ำเกินไป ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และยึดติดกับความสำเร็จในอดีต พวกเขาไม่รับฟังเสียงผู้บริโภคที่ต้องการอะไรมากกว่าแค่อีเมล
นอกจากนี้ ความสำเร็จในอดีตไม่ได้รับประกันอนาคต BlackBerry หยุดสร้างนวัตกรรมเมื่อถึงจุดสูงสุด ในขณะที่คู่แข่งยังเดินหน้าพัฒนาต่อไป
และที่สำคัญ ในโลกสมาร์ทโฟน ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์อย่างเดียว แต่ต้องมีระบบนิเวศของแอปและบริการที่แข็งแกร่ง BlackBerry พลาดโอกาสในการสร้างระบบนิเวศที่ดึงดูดนักพัฒนา
เรื่องราวของ BlackBerry ชวนให้คิดว่าแม้แต่ยักษ์ใหญ่ก็ล้มได้ถ้าไม่ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกัน การล้มไม่ใช่จุดจบ BlackBerry สามารถฟื้นตัวและค้นพบโอกาสใหม่ในรูปแบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนทุกวันนี้ การปรับตัวคือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เราต้องมีใจที่เปิดกว้างและพร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา