11 มี.ค. 2025 เวลา 08:22 • ข่าวรอบโลก

เมื่อการโกงทำให้ประสบความสำเร็จ ตอนที่ 1

“A Post Mortem on the Gino Case”: “Committing fraud is, right now, a viable career strategy that can propel you at the top of the academic world.”
Zoë Ziani เป็นนักวิจัยทางจิตวิทยา ตอนที่เธอศึกษาชั้นปริญญาเอก เธอสงสัยงานวิจัย Casciaro, Gino, and Kouchaki, “The Contaminating Effect of Building Instrumental Ties: How Networking Can Make Us Feel Dirty”, ASQ, 2014 เอามากๆ ซึ่งมันเป็นงานวิจัยหลักในสาขาที่เธอให้ความสนใจอยู่
ตอนแรกเธอเลยคิดจะไม่ใช้งานวิจัยชิ้นนี้เป็นรากฐานของงานวิจัยของเธอ แต่ที่ปรึกษาของเธอกลับเห็นต่าง คิดว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยแรกๆ ที่ทำให้สาขาของงานวิจัยที่เธอทำนั้นมีชื่อเสียงขึ้นมา
หลังจากที่โดนยัดเยียดให้ใช้งานวิจัยชิ้นนี้ เธอจึงพยายามศึกษารายละเอียดของงานวิจัย แต่ยิ่งกลับไม่เชื่องานชิ้นนี้ ตอนแรกเธอไม่ได้คิดว่าจะมีการโกงผลการวิจัย แต่เธอสังเกตว่า ข้อมูชในงานวิจัยบางส่วนอาจจะมีการถูกเลือกมาแบบตั้งใจ (cherry picked) และได้ตัดสินใจเล่าความกังวลดังกล่าวกับที่ปรึกษาของเธอ
แต่พอเธอเล่า ที่ปรึกษาของเธอกลับพยายามบอกเธอว่า เธอกังวลมากไปเอง ไม่มีปัญหาหรอก และแสดงความเห็นว่า การทำแบบนี้เป็นเหมือนการกล่าวหาคนดังอย่างรุนแรงเลยนะ
เธอได้ตัดสินใจเว้นระยะกับที่ปรึกษาของเธอ และหันมาให้ความสนใจที่จะทำซ้ำงานวิจัยดังกล่าวอย่างจริงจัง
และเริ่มมั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้ในงานวิจัยของ Gino นั้นไม่ได้ถูกคัดเลือกมาแบบตั้งใจ เพื่อทำให้ยืนยันสมมติฐานได้ (p-hacked) แต่เป็นการสร้างข้อมูลเท็จขึ้นมา (fabricate)
ไปๆมาๆ เธอจึงตัดสินใจเอาเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์งานวิจัยของ Gino ความยาวรวม 10 หน้าใส่ลงไปในบทแรกของวิทยานิพนธ์ของเธอด้วย
ตอนแรกเธอนึกว่า การสอบทานงานวิจัยอื่นๆ ควรจะเป็นเรื่องที่ได้รับความชื่นชม แต่คณะกรรมการวิทยานิพนธ์ของเธอ 3 คนกลับไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงที่เธอจะวิจารณ์งานของคนอื่น โดยเฉพาะงานวิจัยที่ดังขนาดนี้
จนตอนหลังเธอต้องเขียนจดหมายยาวสามหน้าเพื่อชี้แจงจุดยืนของเธอเอง https://www.theorgplumber.com/files/Letter_CGK2014.pdf แต่กรรมการทั้งสามคนนั้นกลับไม่ตอบอีเมล์ของเธอ เธอจึงตัดสินใจเก็บเนื้อหาดังกล่าวเอาไว้
พอถึงวัน defend กรรมการสองคนบอกว่าจะไม่อนุมัติวิทยานิพนธ์ของเธอ แต่คนหนึ่งเปลี่ยนใจ และเห็นว่ามันน่าสนใจ กรรมการอีกคนถึงกับบอกว่า การกระทำของเธอมันขัดกับบรรทัดฐานของการทำงานวิจัยที่ควรจะเป็น ซึ่งควรเหมือนการไปงานเลี้ยงค็อกเทล เราไม่ควรไปตะโกนด่าในงานว่าคนอื่นห่วย เราควรจะเออออกันไปกับคนที่เราคุยด้วยมากกว่า
ตอนแรกเธอกลัวจะไม่จบ เธอเลยตัดสินใจจะทำเวอร์ชั่นที่ censor เอาไว้ และคิดว่าจะลงเงอร์ชั่นแบบ director’s cut หลังที่วิทยานิพนธ์ของเธอได้รับอนุมัติไปแล้วก็ได้
เดี๋ยวไว้มาตามต่อกันตอนหน้าครับ
โฆษณา