Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
27 มี.ค. 2025 เวลา 11:05 • ประวัติศาสตร์
ปริศนา “ขุมทรัพย์ยามาชิตะ (Yamashita Treasure)” ขุมทรัพย์ในตำนานกับ “เผด็จการฟิลิปปินส์”
เรื่องราวของ “ขุมทรัพย์ยามาชิตะ (Yamashita Treasure)” เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและมีหลายมุมให้ติดตาม
เรื่องราวของขุมทรัพย์ในตำนานนี้ เป็นที่เล่าขานมาอย่างยาวนาน มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม และเรื่องราวก็เข้มข้นชนิดที่สามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้เลยทีเดียว
ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับขุมทรัพย์ยามาชิตะมาแล้ว แต่ผมคิดว่าเรื่องราวนี้มีความน่าสนใจ และมีหลายแง่มุมให้เรียนรู้ จึงขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวนี้อีกครั้ง สำหรับคนที่อาจจะเพิ่งมาตามเพจของผมด้วย
“ขุมทรัพย์ยามาชิตะ (Yamashita Treasure)” คือขุมทรัพย์ญี่ปุ่นในตำนานแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII)
เรื่องราวของขุมทรัพย์แห่งสงครามนี้มีเรื่องราวที่ซับซ้อน และยังมีเผด็จการฟิลิปปินส์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
“โทโมยูกิ ยามาชิตะ (Tomoyuki Yamashita)” คือนายพลแห่งกองทัพญี่ปุ่น ผู้นำกองทัพญี่ปุ่นแผ่อิทธิพลเข้ามายังประเทศไทยและคาบสมุทรมลายูในช่วงปีค.ศ.1941-1942 (พ.ศ.2484-2485)
โทโมยูกิ ยามาชิตะ (Tomoyuki Yamashita)
ยามาชิตะได้รับมอบหมายให้ปกป้องดูแลฟิลิปปินส์จากการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งยามาชิตะก็สามารถรักษาภาคเหนือของมะนิลาไว้ได้ จนกระทั่งญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488)
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ยามาชิตะถูกนำตัวขึ้นศาลในฐานะของอาชญากรสงคราม ซึ่งถึงแม้ยามาชิตะจะปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในความโหดร้ายต่างๆ ที่หน่วยของตนกระทำ แต่สุดท้าย ยามาชิตะก็ถูกตัดสินว่ามีความผิด และถูกตัดสินประหารชีวิต
ย้อนกลับไปในช่วงสงคราม เมื่อญี่ปุ่นเข้ารุกรานดินแดนจำนวนมากในเอเชียตะวันออก ญี่ปุ่นก็ได้ปล้นทรัพย์สมบัติของดินแดนต่างๆ ไปด้วย
สมบัติที่ญี่ปุ่นปล้นไปได้นั้นมีมากมายมหาศาล มากซะจนการจะขนสมบัติทั้งหมดกลับไปยังญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงใช้ฟิลิปปินส์เป็นสถานที่เก็บสมบัติไว้ชั่วคราว
แต่เมื่อกองทัพสัมพันธมิตรเริ่มจะยึดดินแดนในเอเชียตะวันออกคืนมาจากญี่ปุ่นได้ “สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ (Hirohito)” และพระราชวงศ์ ก็ตัดสินพระทัยจะซ่อนสมบัติที่เก็บไว้ในฟิลิปปินส์
ยามาชิตะได้รับคำสั่งให้ขุดอุโมงค์และหาถ้ำที่จะใช้ซ่อนสมบัติทั้งหมด โดยแรงงานในการขุดอุโมงค์ก็คือเหล่าพลทหารในกองทัพญี่ปุ่นและเชลยศึก ช่วยกันขุดและเคลื่อนย้ายสมบัติเข้าไปเก็บในถ้ำ
สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ (Hirohito)
เมื่อสมบัติทั้งหมดถูกนำไปเก็บในถ้ำเรียบร้อยแล้ว กองทัพก็ได้ทำการระเบิดปากถ้ำ ทำให้เหล่าแรงงานติดอยู่ในถ้ำ ปล่อยให้ตายอยู่ข้างใน
และ “ขุมทรัพย์ยามาชิตะ (Yamashita Treasure)” ก็กลายเป็นตำนานเหล่าขานมานับแต่นั้น
ทางด้านฟิลิปปินส์ “เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos)” ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 แห่งฟิลิปปินส์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เฟอร์ดินานด์ได้เข้าร่วมกับกองทัพ ก่อนจะถูกญี่ปุ่นจับเป็นเชลยเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) แต่ถูกปล่อยตัวในอีกสี่เดือนต่อมา
เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos)
หลังสงครามจบลง เฟอร์ดินานด์ก็เข้าสู่วงการการเมือง และขายตัวเองด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ “วีรบุรุษสงครามแห่งฟิลิปปินส์”
แน่นอนว่าสิ่งที่เฟอร์ดินานด์โฆษณาตัวเองนั้นล้วนแต่โอเวอร์เกินจริง แต่ในเวลานั้นก็ยังไม่มีใครสงสัย และด้วยความที่เป็นคนมีคาริสม่า คารมดี ดูเฉลียวฉลาด ก็ทำให้หนทางสู่ประธานาธิบดีของเขาไม่ยากเกินไปนั
ในช่วงที่ครองอำนาจ ครอบครัวของเฟอร์ดินานด์มีชีวิตอย่างหรูหรา และได้ออกกฎอัยการศึกที่เอื้อให้ตนได้ครองอำนาจเป็นเวลานานกว่า 20 ปี
แต่แล้วความรุ่งเรืองของตระกูลมาร์กอสก็สิ้นสุดลงในปีค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เมื่อเกิด “การปฏิวัติพลังประชาชน (People Power Revolution)“ ขับไล่เผด็จการ ทำให้ตระกูลมาร์กอสต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ และเฟอร์ดินานด์ก็ต้องหนีไปฮาวาย
เหตุการณ์ การปฏิวัติพลังประชาชน (People Power Revolution)
ในช่วงที่อาศัยอยู่ในฮาวาย เฟอร์ดินานด์ก็ต้องเจอกับการฟ้องร้องจากนักล่าสมบัติที่ชื่อ “โรเจลิโอ โรฮัส (Rogelio Roxas)”
โรฮัสได้ยื่นฟ้องต่อศาลมลรัฐฮาวาย กล่าวหาว่าเฟอร์ดินานด์นั้นขโมยสมบัติตน และยังละเมิดสิทธิมนุษยชนของตนอีกด้วย โดยโรฮัสได้กล่าวหาว่าขุมทรัพย์ยามาชิตะนั้น เฟอร์ดินานด์ได้ขโมยสมบัติในตำนานนี้ไปจากตน และนำไปซุกซ่อน
สำหรับขุมทรัพย์ยามาชิตะ หลังจากสงครามจบลง ขุมทรัพย์นี้ก็เป็นตำนานที่เล่าขานกันเรื่อยมา
นักล่าสมบัติหลายคนพยายามจะออกตามหาขุมทรัพย์ยามาชิตะ หากแต่ก็ไม่มีใครทราบโลเคชั่นที่แน่ชัด จึงยังไม่มีใครหาเจอ หลายคนจึงสงสัยว่าขุมทรัพย์นี้อาจจะเป็นเพียงตำนานที่ไม่มีอยู่จริง
โรเจลิโอ โรฮัส (Rogelio Roxas)
แต่โรฮัสก็ออกมาประกาศว่าขุมทรัพย์ยามาชิตะนี้ไม่ใช่แค่ตำนาน แต่มีอยู่จริง และอ้างว่าตนได้เคยพบขุมทรัพย์ยามาชิตะ
โรฮัสกล่าวอ้างว่าเพื่อนของตน ซึ่งเป็นบุตรของทหารญี่ปุ่น ได้เล่าให้โรฮัสฟังว่า พ่อของเพื่อนได้นำแผนที่สถานที่ซ่อนขุมทรัพย์ยามาชิตะมาให้ตนดู และตนก็เชื่อว่าขุมทรัพย์ยามาชิตะต้องถูกซุกซ่อนไว้ยังสถานที่นั้น
โรฮัสและผู้เป็นเพื่อนจึงได้ทำการสำรวจในแถบเมืองบาเกียว และหลังจากขุดสำรวจไปหลายสัปดาห์ คนทั้งคู่ก็พบกับโครงข่ายอุโมงค์ซึ่งถูกปิดจากแรงระเบิด
หลังจากขุดไปต่ออีกซักพัก ทั้งคู่ก็พบกับรางรถไฟ และโรฮัสเป็นคนแรกที่ได้เข้าไปสำรวจภายใน และได้เล่าในภายหลังว่า
“ผมรู้สึกประหลาดใจ ผมพบโครงกระดูกชาวญี่ปุ่นหลายร่าง น่าจะต้องมีมากกว่า 10 คน”
โครงกระดูกเหล่านี้น่าจะต้องเป็นของเหล่าทหารและเชลยที่ถูกปิดกั้นปากถ้ำจากแรงระเบิดเมื่อปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488)
นอกจากเหล่าโครงกระดูก ยังมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น
สิ่งที่พบนอกเหนือจากโครงกระดูก ยังมีพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ มีน้ำหนักเป็นตัน และยิ่งสำรวจลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็พบกล่องหลายกล่องที่เต็มไปด้วยทองคำจำนวนมาก
โรฮัสและเพื่อนวางแผนจะขนย้ายพระพุทธรูปและนำไปขาย และนำเงินที่ได้จากการขายมาจ้างรถบรรทุกและแรงงานมาช่วยกันขุดสำรวจสมบัติที่เหลือ
แต่โชคร้าย ข่าวเรื่องการพบสมบัติของโรฮัสดันหลุดไปถึงหูของรัฐบาลเฟอร์ดินานด์
เมื่อทราบข่าว เฟอร์ดินานด์ก็ส่งทหารไปยังบ้านของโรฮัส ก่อนจะทำการค้นบ้านและขโมยพระพุทธรูปออกมาหมด
19 เมษายน ค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) กองทัพได้นำพระพุทธรูปมาแสดงต่อศาลเมืองบาเกียว แต่โรฮัสก็บอกว่าพระพุทธรูปที่กองทัพนำมานั้นไม่ใช่องค์เดียวกับพระพุทธรูปทองคำที่เฟอร์ดินานด์ขโมยไปจากตน
พรรคการเมืองคู่แข่งของเฟอร์ดินานด์ก็ไม่รอช้า เห็นว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะทำให้เฟอร์ดินานด์ขายหน้า ก็ได้ออกมาโจมตีเฟอร์ดินานด์อย่างหนัก โดยมีบทความที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“สภาได้เรียกให้มีการสืบสวนเรื่องพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งหลักฐานจำนวนมากเรื่องการขโมยและการคอร์รัปชั่นของเฟอร์ดินานด์ก็ถูกนำมาเสนอต่อศาล ทำให้ประธานาธิบดี (เฟอร์ดินานด์) โมโหเป็นอย่างมากและสาบานว่าจะล้างแค้น“
“การล้างแค้นนี้มาในรูปแบบของกฎอัยการศึก โดยมีการจับตัวเหล่าศัตรูของเฟอร์ดินานด์และนำไปคุมขัง จากนั้น ประชาธิปไตยในฟิลิปปินส์ก็ได้ตายลง และเฟอร์ดินานด์ก็เป็นใหญ่เหนือประเทศฟิลิปปินส์”
โรฮัสถูกจับกุม ก่อนจะถูกนำตัวไปทรมาน หากแต่โรฮัสก็ไม่ยอมปริปากว่าสมบัติที่เหลือถูกซ่อนอยู่ที่ใด
2
แต่หลังจากถูกทรมานอย่างรุนแรงในทุกๆ วัน เพื่อนของโรฮัสก็ทนไม่ไหว ยอมเปิดเผยสถานที่ซ่อนสมบัติ
หลังจากทราบสถานที่ซ่อนสมบัติ เฟอร์ดินานด์ก็ส่งทหารไปเก็บสมบัติมา โดยจากการสำรวจ พบทองคำแท่งราว 10,000 แท่ง มีมูลค่านับ 10,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ตระกูลมาร์กอสร่ำรวยยิ่งกว่าเดิม
แต่หากจะนำทองคำทั้งหมดนี้ไปขายโดยไม่มีที่มาที่ไปก็คงไม่ได้ ดังนั้น หากอยากจะขายทองคำเหล่านี้โดยไม่เป็นที่สงสัยหรือโดนโจมตี ก็ต้องทำให้เหมือนว่าทองคำเหล่านี้ถูกขุดได้ในเหมืองแร่ของตน
ดังนั้น ในปีค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) เฟอร์ดินานด์ได้จ้างวิศวกรชาวอเมริกันนามว่า “โรเบิร์ต เคอร์ติส (Robert Curtis)” ให้ช่วยในการตามหาสมบัติที่เหลือ
ปรากฎว่าเคอร์ติสค้นพบสมบัติอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความยินดีแก่เฟอร์ดินานด์เป็นอันมาก แต่ก็ทำให้ความละโมบบังตาเฟอร์ดินานด์ยิ่งกว่าเดิม และทำให้เฟอร์ดินานด์ตัดสินใจจะเก็บเคอร์ติส
เฟอร์ดินานด์สั่งให้มือสังหารของตนไปสังหารเคอร์ติสเพื่อปิดปาก แต่เคอร์ติสก็ไม่ใช่คนโง่ เคอร์ติสได้พูดโน้มน้าวให้เฟอร์ดินานด์ลังเล โดยเคอร์ติสได้อ้างว่าตนนั้นมีแผนที่ที่ซ่อนขุมทรัพย์ยามาชิตะฉบับสมบูรณ์ และหากตนตาย ก็จะไม่มีใครหาสมบัติที่เหลือพบ
การโน้มน้าวของเคอร์ติสได้ผล เฟอร์ดินานด์ยอมไว้ชีวิตเคอร์ติส ซึ่งเมื่อสบโอกาส เคอร์ติสก็รีบหนีออกจากฟิลิปปินส์ทันที
ในช่วงที่เฟอร์ดินานด์กำลังออกตามหาสมบัติที่เหลือ เวลาของความยิ่งใหญ่ของตนก็กำลังสิ้นสุดลงเรื่อยๆ โดยการปฏิวัติพลังประชาชนในปีค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) ทำให้ตระกูลมาร์กอสสิ้นอำนาจ และต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ
และเมื่อตระกูลมาร์กอสพ้นออกไปจากฟิลิปปินส์แล้ว ฟิลิปปินส์ก็จัดการแก้รัฐธรรมนูญและนำพาประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย
1
ในช่วงเวลาที่ตระกูลมาร์กอสสิ้นอำนาจนี้เอง โรฮัสก็เห็นเป็นโอกาสดีที่จะทวงคืนความยุติธรรม
แต่แทนที่จะทำด้วยตนเอง โรฮัสได้ยินยอมยกสิทธิของตนแก่บริษัท “Golden Buddha Corporation“ แลกกับหุ้นของบริษัท
จากนั้น กระบวนการฟ้องร้องก็ดำเนินต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในปีค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) คณะลูกขุนในโฮโนลูลูก็ได้ตัดสินให้ Golden Buddha Corporation ได้รับค่าชดเชยเป็นจำนวนเงิน 22,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 746,000 ล้านบาท) ซึ่งหลังจากคำตัดสิน จำนวนเงินที่บริษัทจะได้ก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการรวมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท)
นี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของโรฮัส แต่น่าเสียดายที่โรฮัสป่วยตายไปตั้งแต่ปีค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) แล้ว ส่วนเฟอร์ดินานด์ก็ตายไปตั้งแต่ปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) แล้ว
แต่ปรากฎว่าในภายหลัง ศาลได้ยกเลิกคำตัดสิน โดยสาเหตุนั้นไม่ใช่แค่เพียงข้อสงสัยว่ารัฐบาลเฟอร์ดินานด์ขโมยสมบัติไปจริงหรือเปล่าเท่านั้น แต่เหตุผลหลักก็มาจากมูลค่าของสมบัติที่ยังไม่แน่ชัดและอาจจะสูงเกินจริง
แต่ถึงอย่างนั้น “อีเมลดา มาร์กอส (Imelda Marcos)” ภรรยาของเฟอร์ดินานด์ ก็ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวของโรฮัสเป็นจำนวนเงินกว่า 26 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 882 ล้านบาท) ตามคำตัดสินของศาล
อีเมลดา มาร์กอส (Imelda Marcos)
และแม้แต่ในปัจจุบัน บุตรสาวของโรฮัสก็ยังคงยื่นฟ้องอีเมลดาซึ่งมีอายุเกิน 90 ปีแล้ว โดยได้ทำการยื่นฟ้องต่อศาลในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เนื่อวจากนิวยอร์กคือสถานที่ซึ่งอีเมลดาใช้เป็นที่เก็บทรัพย์สินจำนวนมาก
แล้วปัจจุบันขุมทรัพย์ยามาชิตะอยู่ไหน?
ในข้อนี้ อีเมลดาและ “บองบอง มาร์กอส (Bongbong Marcos)” ผู้เป็นบุตรชาย ก็ให้การไม่ตรงกัน
บองบอง มาร์กอส (Bongbong Marcos)
บองบอง ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฟิลิปปินส์ ได้เคยกล่าวถึงขุมทรัพย์ยามาชิตะว่า
“ผมให้ในสิ่งที่ผมไม่มีไม่ได้หรอก”
บองบองปฏิเสธถึงการมีอยู่ของขุมทรัพย์ยามาชิตะ และบอกว่าเรื่องราวของขุมทรัพย์นี้เป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น
ส่วนอีเมลดาผู้เป็นมารดา ก็เคยกล่าวว่าขุมทรัพย์ยามาชิตะนั้นมีอยู่จริง และสามีของตนก็ไม่จำเป็นต้องคอร์รัปชั่น เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เฟอร์ดินานด์ผู้เป็นสามีของตนก็ร่ำรวยจากทองคำที่พบในช่วงสงคราม ซึ่งก็คือขุมทรัพย์ยามาชิตะนี้เอง
แต่ถึงอย่างนั้น อีเมลดาก็ไม่ยอมเปิดเผยว่าทองคำเหล่านั้นอยู่ที่ใด
และหลายคนก็คิดว่าการที่บองบองปฏิเสธถึงการมีอยู่ของขุมทรัพย์ยามาชิตะ ก็เพื่อจะรักษาทรัพย์สมบัติของตระกูลไว้ โดยหากย้อนกลับไปในปีค.ศ.1990 (พ.ศ.2533) บองบองวัย 33 ปีได้เคยให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน และเมื่อถูกถามเรื่องขุมทรัพย์ยามาชิตะ เขาก็ได้ตอบเพียงว่า
“มีเพียงผมที่รู้ว่ามันเก็บซ่อนไว้ที่ไหนและจะเข้าไปถึงได้อย่างไร“
นี่ก็เป็นปริศนาหนึ่งที่หลายคนยังคงสงสัย
References:
https://medium.com/lessons-from-history/how-did-this-aspiring-presidential-candidate-possess-the-yamashita-treasure-2782dc3f2e08
https://www.abc.net.au/news/2022-08-20/philippines-imelda-marcos-and-the-missing-gold-statue/101295806
https://www.goldavenue.com/en/blog/newsletter-precious-metals-spotlight/the-unsolved-mystery-of-yamashita-s-gold
https://crimereads.com/hawaii-search-yamashitas-gold/
ประวัติศาสตร์
5 บันทึก
17
1
2
5
17
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย