3 มิ.ย. 2025 เวลา 02:30 • หนังสือ

อ่านงบการเงิน ไม่ยากอย่างที่คิด

ในลงทุนระยะยาว สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ดูราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นหรือลง แต่คือการเข้าใจว่า “กิจการที่เราถือลงทุนอยู่นั้น แข็งแรงจริงหรือเปล่า” และเครื่องมือที่ช่วยให้เรามองเห็นสภาพจริงของธุรกิจก็คือ “งบการเงิน” นั่นเอง
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ตัวเลขเต็มไปหมด แต่หากเข้าใจหลักการพื้นฐาน มันกลับเป็นเหมือน “แผนที่” ที่บอกเราว่าบริษัทนี้เดินไปทิศไหน มั่นคงหรือไม่ และเหมาะแก่การฝากเงินลงทุนในระยะยาวไหม
โดยทั่วไป งบการเงินมี 3 ส่วนหลัก ๆ คือ งบดุล (Balance Sheet), งบกำไรขาดทุน (Income Statement), และงบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)
1. งบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet)
งบดุลก็คือการถ่ายรูปฐานะการเงินของบริษัทในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ให้เราเห็นว่า “ตอนนี้บริษัทมีอะไร และต้องจ่ายอะไรบ้าง”
สินทรัพย์ (Assets) ก็คือสิ่งที่บริษัทครอบครอง เช่น เงินสด สต็อกสินค้า ตึก โรงงาน เครื่องจักร
หนี้สิน (Liabilities) คือภาระที่ต้องจ่าย ทั้งหนี้ระยะสั้นและหนี้ระยะยาว
ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ก็คือส่วนที่เหลือเป็นของเจ้าของบริษัทจริง ๆ
นักลงทุนไม่จำเป็นต้องจำตัวเลขทั้งหมด แต่มีตัวชี้วัดสำคัญที่ควรสังเกต เช่น
  • ​D/E Ratio (Debt-to-Equity)
สัดส่วนหนี้ต่อส่วนผู้ถือหุ้น ควรน้อยกว่า 1.5 เท่าในธุรกิจทั่วไป หากสูงกว่านี้ อาจมีความเสี่ยงจากภาระหนี้ได้
  • ​Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน
ควรมากกว่า 1 เท่า เพื่อวัดว่าบริษัทมีความสามารถจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่
  • ​ROE (Return on Equity) = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น
วัดความสามารถในการใช้เงินของผู้ถือหุ้นเพื่อก่อให้เกิดกำไรได้อย่างคุ้มค่าไหม
  • ​ROA (Return on Assets) = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวม
วัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์เพื่อสร้างผลกำไร
  • ​เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
บ่งบองถึงสภาพคล่องของบริษัท
  • ​ลูกหนี้การค้า และการตั้งสำรองผลขาดทุนที่คาดจะเกิดขึ้น
บ่งถึงความสามารถในการตามเก็บเงินของบริษัท
2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (Income Statement)
แสดงถึงความสามารถในการหารายได้ของบริษัท โดยชี้แจงถึงรายได้ ต้นทุน กำไรหรือขาดทุน
รายได้ (Revenue) : บริษัทขายของได้เท่าไร
ต้นทุน : ทั้งต้นทุนสินค้า และ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร
กำไรขั้นต้น (Gross Profit) : รายได้หักต้นทุนสินค้า
กำไรสุทธิ (Net Profit) : กำไรหลังหักค่าใช้จ่าย ภาษี ดอกเบี้ย
ซึ่งมีตัวชี้วัดที่เราควรให้ความสำคัญคือ
  • ​Gross Profit Margin = (กำไรขั้นต้น / รายได้รวม)
ยิ่งสูง ยิ่งแสดงว่าบริษัทควบคุมต้นทุนได้ดี
  • ​Net Profit Margin =(กำไรสุทธิ/รายได้รวม)
สะท้อนความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • ​EPS (Earnings per Share)
กำไรสุทธิต่อหุ้น ใช้ในการเปรียบเทียบกับราคาหุ้น และใช้ร่วมกับ P/E ratio ในการคำนวณราคาพื้นฐานของหุ้น
  • ​Revenue Growth YoY (ปีต่อปี)
รายได้ และ กำไรเติบโตต่อเนื่องหรือไม่ และ เติบโตสัมพันธ์กันหรือไม่
  • ​รายได้อื่น
รายได้พิเศษที่ได้รับอย่างไม่ต่อเนื่อง อาจส่งผลให้การประเมินมูลค่าหุ้นคลาดเคลื่อนไปได้
3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)
แสดง “ความจริงเบื้องหลังตัวเลขกำไร” เพราะบางบริษัทกำไรเยอะบนกระดาษ แต่จริง ๆ เงินสดไม่เข้า หรือบางทีกว่าจะได้เงินก็ช้ามาก งบนี้จะแยกออกเป็น
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (CFO) :เงินสดจากการขายสินค้าหรือบริการ
กิจกรรมลงทุน (CFI) : เงินสดในการซื้อหรือขายสินทรัพย์
กิจกรรมจัดหาเงิน (CFF) : เงินที่ได้จากการกู้ยืมหรือคืนหนี้
ซึ่งงบกระแสเงินสดจะช่วยให้เราสามารถดูคุณภาพของกำไรได้ว่าบริษัทได้รับเงินสดเข้ามาจริงหรือไม่ โดย
  • ​Cash Flow from Operating (CFO) ควรเป็นบวกสม่ำเสมอ และสัมพันธ์กับกำไรสุทธิ
  • ​กระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow)
FCF = CFO - CAPEX
*CAPEX คือ เงินลงทุนสำหรับขยายธุรกิจ
กระแสเงินสดอิสระที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่องแสดงถึงความแข่งแกร่งของบริษัทได้เป็นอย่างดี
แม้การอ่านงบการเงินอาจดูยุ่งยากซับซ้อนในตอนแรก แต่หากเข้าใจโครงสร้างหลัก ๆ และรู้ว่าควรจะสังเกตดูที่จุดไหน ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการวิเคราะห์หุ้น และเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
โฆษณา