12 พ.ค. 2025 เวลา 14:08 • การเมือง

“ระบบอุปถัมภ์ไม่หายไปไหน” และนี่คือสาเหตุที่ทำให้การเมืองไทยแก้ไขได้ยาก?

🔍 “นักการเมืองคือเงาสะท้อนประชาชน?”
ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดในหลายจังหวัดของไทยยังคงตอกย้ำความจริงหนึ่งที่สังคมไทยไม่อาจมองข้ามได้ — กลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ยังคงยึดครองความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมั่นคง แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประวัติหรือพฤติกรรมส่วนตัวของผู้สมัครบางรายในโลกออนไลน์ หรือถูกโจมตีโดยสื่อกระแสหลัก แต่สิ่งที่ปรากฏในหีบบัตรกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง — คะแนนเสียงถล่มทลายยังตกเป็นของกลุ่มเดิม
สำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้มีการศึกษา คนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มประชาชนในเมืองใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจดูน่างุนงง จนนำไปสู่คำถามแรง ๆ เช่น “ทำไมคนถึงยังเลือกคนเดิมที่มีประวัติเสียหาย?” หรือ “ชาวบ้านไม่รู้หรือว่าผู้สมัครคนนั้นเคยมีคดี?” ซึ่งคำถามเหล่านี้บางครั้งสะท้อนอคติทางชนชั้น หรือการไม่เข้าใจบริบทชีวิตของอีกกลุ่มคนอย่างลึกซึ้ง
การจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ ไม่อาจทำได้โดยใช้กรอบคิดแบบ "ถูก-ผิด" หรือ "รู้-ไม่รู้" เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในชีวิตของผู้คน นั่นคือ “ระบบความสัมพันธ์ที่พึ่งพาได้” หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า “ระบบอุปถัมภ์”
====
👣 ถ้าลองคิดแบบ Personas “ชาวบ้าน” ดู!
ลองนึกภาพคุณเป็นคนในหมู่บ้านห่างไกลในภาคอีสาน หรือภาคเหนือตอนล่าง ที่การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐยังคงจำกัด การเดินทางต้องใช้เวลานาน โรงพยาบาลอยู่ห่างจากบ้านหลายสิบกิโลเมตร การศึกษาอาจจบแค่ ม.3 หรือ ม.6 เพราะต้องออกมาทำงานช่วยครอบครัว รายได้ไม่มั่นคง รายจ่ายสูงกว่ารายรับเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
ในโลกแบบนั้น สิ่งที่คุณให้คุณค่าคือ “ความมั่นใจว่าเวลามีปัญหา จะมีคนช่วย”
กำนันบ้านใหญ่ในพื้นที่อาจไม่ใช่นักการเมืองที่พูดได้สวยหรู หรือมีนโยบายเป็นเล่มๆ แต่เขาคือคนที่ลูกหลานของคุณเคยได้ทุนไปเรียน คนที่เคยหารถพาไปหาหมอตอนกลางคืน หรือคนที่เคยยื่นเงินช่วยงานศพโดยไม่ต้องร้องขอ
* 📚 หากลูกหลานสอบติดโรงเรียนดีๆ แต่ไม่มีเส้น ไม่มีเงินเรียนต่อ — กำนันก็โทรเคลียร์ให้ มีกรณีที่ลูกคนงานรับจ้างสอบติดโรงเรียนประจำจังหวัด แต่ไม่มีค่าหอพัก กำนันออกเงินช่วยจนเรียนจบ
* 🌊 หากถนนหมู่บ้านพัง ฝนตกหนักแล้วน้ำท่วม — กำนันก็ประสาน อบต. ให้มาซ่อมทันที แม้บางครั้งต้องใช้เงินส่วนตัวจ้างรถมาลากดินชั่วคราวก่อนงบจะมา
* 🤝 หากชาวบ้านมีข้อพิพาทกันในที่นา — กำนันก็เป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย ช่วยป้องกันไม่ให้บานปลายไปถึงตำรวจ โดยอาศัยความเชื่อมั่นส่วนตัวและสายสัมพันธ์เก่าแก่
* 🕯️ หากมีงานศพไม่มีเจ้าภาพเพียงพอ — กำนันก็ช่วยลงขันเป็นคนจัดงานให้ เช่น ซื้อโลงศพ จ้างวงดนตรี และสั่งอาหารเลี้ยงแขก
* 🧺 หากครอบครัวลำบากช่วงเกี่ยวข้าว หรือขาดแรงงาน — กำนันก็ส่งคนงานในเครือข่ายของตนมาช่วยเกี่ยวข้าว พร้อมให้อาหารกลางวันฟรีหนึ่งมื้อ
* 🛠️ หากบ้านไหนไฟฟ้าชำรุดแต่ไม่มีเงินจ้างช่าง — กำนันก็ติดต่อช่างไฟในหมู่บ้านและออกค่าแรงให้ เพื่อให้บ้านหลังนั้นมีไฟใช้ต่อ
* 📦 หากมีของบริจาคมาถึงตำบล — กำนันก็เป็นผู้จัดสรรให้กระจายถึงบ้านที่ขาดแคลนก่อน พร้อมแจกแจงอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง
* 🩺 หากมีผู้สูงอายุล้มป่วย — กำนันก็พารถไปโรงพยาบาล แม้บางครั้งต้องหยุดภารกิจของตนเพื่อดูแลจนได้รับการรักษา
เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของนโยบายระดับชาติ แต่คือ “สัมผัสจริงของการอยู่ร่วมกัน” ในระดับชีวิตประจำวัน
====
🍚 “ปากท้องรายวัน” สำคัญกว่า "นโยบายระดับชาติ"? 🍛📜
ถ้าเราใช้มุมมองของ Maslow’s Hierarchy of Needs ทฤษฎีว่าด้วยลำดับความต้องการของมนุษย์ เราจะเข้าใจได้ชัดขึ้นว่าทำไม “ปากท้อง” ถึงสำคัญกว่า “อุดมการณ์”
สำหรับใครหลายคน ความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหาร 🍲 ความปลอดภัย 🛡️ และสุขภาพ 🏥 ย่อมมาก่อนสิ่งที่สูงขึ้น เช่น การพัฒนาตนเอง หรือความรู้ทางการเมืองและนโยบายระดับชาติ
ตัวอย่างเช่น
* 🍽️ หากวันนี้ลูกของคุณไม่มีเงินกินข้าว และต้องหยุดเรียนเพราะไม่มีค่ารถไปโรงเรียน คุณจะยังให้ความสำคัญกับนโยบายปฏิรูปการศึกษาระยะยาวอยู่หรือไม่?
* 🛌 ถ้าคุณต้องนอนฟังเสียงลมหายใจของแม่ที่ป่วยเรื้อรังโดยไม่มีเงินพาไปโรงพยาบาล คุณจะสนใจว่าผู้สมัครคนนั้นจะยกเลิกระบบ ส.ว. ได้หรือไม่?
* 🌧️ หากบ้านคุณอยู่ริมคลองน้ำเสีย และฝนตกทุกครั้งบ้านจะท่วม แต่ “กำนันบ้านใหญ่” เคยมาส่งกระสอบทรายช่วย และคุณจำเหตุการณ์นั้นได้ดี — คุณจะโหวตให้ใคร?
ในโลกแบบนั้น การมีนักการเมืองที่พูดถึงนโยบายปฏิรูปประเทศ หรือประชาธิปไตย 5 เสา อาจเป็นสิ่งที่ฟังดูไกลตัว และจับต้องไม่ได้ 🏛️💬
* ตรงกันข้าม ผู้สมัครที่เป็นลูกบ้านใหญ่ ซึ่งเคยเห็นหน้าในงานบุญ 🙏 เดินแจกของเวลาน้ำท่วม 🚤 พูดคุยกับพ่อแม่คุณในงานวัด 🛕 หรือแม้แต่ให้ทุนลูกคุณไปเรียน 🎓 — อาจดู “จริงใจ” และ “น่าไว้ใจ” มากกว่า เพราะเขาเคย “อยู่ตรงนั้นกับคุณ” มาแล้วจริงๆ
* ยิ่งไปกว่านั้น การที่บ้านใหญ่เดินหาเสียงแบบลงพื้นที่ 🚶‍♂️ แวะทุกบ้าน 🏡 ทักทุกคน 👋 เรียกชื่อเล่นชาวบ้านได้ทุกคน
สิ่งนี้ทำให้เกิด “ความผูกพัน” ที่นักการเมืองหน้าใหม่ไม่สามารถสร้างได้ทันในระยะเวลาอันสั้น และถึงแม้หน้าใหม่จะพูดเก่งแค่ไหน 🗣️ แต่ถ้ายังไม่เคย “ส่งข้าวสารยามยาก” หรือ “ยื่นมือยามน้ำท่วม” 🤝 โอกาสจะได้ความไว้วางใจจากประชาชนก็ยังห่างไกล
====
📌 ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ ต้องเริ่มจากตรงไหน?
การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เราเข้าใจ “ความเป็นจริง” ของผู้คนมากแค่ไหน หรือว่าเรากำลังมองพวกเขาผ่านแว่นที่เราสวมอยู่?
ก่อนจะเปลี่ยนคนอื่น เราต้องเริ่มจากการเข้าใจให้ลึกจริงๆ เช่น
* 💸 เข้าใจว่าความจนทำให้คนต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับปากท้อง เช่น บางครอบครัวต้องเลือกระหว่างการเอาเงินไปซื้อนมให้ลูกกิน กับการสนับสนุนนโยบายระดับชาติที่อาจไม่มีผลต่อชีวิตเขาในทันที
* 🤔 เข้าใจว่าการลงคะแนนให้บ้านใหญ่ อาจไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับทุกพฤติกรรมของเขา แต่เพราะไม่มีใครอื่นที่พึ่งได้มากพอ และเวลามีปัญหา เช่น ป่วยกลางดึก หรือถูกโกงที่นา บ้านใหญ่จะมีคนวิ่งมาช่วยทันที
* 🛠️ เข้าใจว่าการจะบอกให้คนเปลี่ยนวิธีคิด ต้องมีสิ่งที่ดีและมั่นคงกว่ารองรับเขาก่อน — จะสอนให้คนคิดไกล ต้องมั่นใจว่าเขามีอาหารในบ้านก่อน
* 🧭 เข้าใจว่าพฤติกรรมเลือกตั้งบางอย่างไม่ใช่ “งมงาย” หรือ “ตามใคร” อย่างเดียว แต่เป็นผลจากระบบที่ทำให้เขาต้องพึ่งคนเดิมซ้ำ ๆ เพราะไม่มีระบบรัฐอื่นที่ช่วยแทนได้
====
🔧 แนวทางเพื่อเปลี่ยนแปลงยังมีหวังไหม?
ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยนั้น ไม่สามารถถูกล้มล้างได้ด้วยแค่การตำหนิหรือความหวังจากนโยบายระดับชาติอย่างเดียว แต่ต้อง “สร้างทางเลือกที่ดีกว่า” อย่างเป็นระบบ เป็นระยะเวลา และยั่งยืน เพื่อให้ประชาชน “ไม่จำเป็นต้องพึ่ง” อุปถัมภ์แบบเดิมอีกต่อไป นี่คือแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง
📍 ตัวอย่าง Roadmap นโยบาย 3 ระยะ เพื่อคลี่คลายระบบอุปถัมภ์ (ถ้าอยากจะทำจริงๆ)
ระยะเร่งด่วน (1-2 ปี)
* 🔎 สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเข้าใจเครือข่ายอำนาจในเชิงลึก เช่น ใครคือผู้มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ, มีเครือญาติหรือผลประโยชน์เกี่ยวพันกับราชการหรือการเมืองท้องถิ่นอย่างไร ฐานข้อมูลนี้จะช่วยให้ภาครัฐและภาคประชาชนสามารถวางกลยุทธ์แก้ไขได้ตรงจุด
* 🧭 กระจายงบประมาณแบบมีเงื่อนไข (Conditional Budgeting): เพื่อให้หมู่บ้านหรือชุมชนสามารถบริหารจัดการงบเล็ก ๆ ได้เอง เช่น งบสำหรับซ่อมแซมถนน, ทุนการศึกษา
หรือจัดกิจกรรมในหมู่บ้าน โดยต้องมีการเสนอแผนงานและรายงานผลแบบมีส่วนร่วมจากประชาชน เช่น ตั้ง “คณะกรรมการหมู่บ้าน” ที่ไม่ใช่คนของบ้านใหญ่แต่ประกอบด้วยครู, พระ, แม่บ้าน, หรือเยาวชนในพื้นที่
* 📣 จัดตั้ง “ทีมสนับสนุนภาคประชาชน”: เช่น สำนักงานย่อยของนักกฎหมายอาสา หรือหน่วยงานจากกระทรวงยุติธรรม ที่สามารถเข้าไปให้คำปรึกษาทางกฎหมาย, ช่วยร่างหนังสือร้องเรียน, ช่วยประสานการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ หรือแม้แต่ลงพื้นที่อบรมเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนในระดับหมู่บ้าน
ระยะกลาง (3-5 ปี)
* 🏫 พัฒนาโรงเรียนท้องถิ่นให้กลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้พลเมือง”: ไม่ใช่แค่สถานศึกษา แต่เป็น “พื้นที่กลาง” ของชุมชน เช่น มีสภาเยาวชนในโรงเรียนที่เชื่อมโยงกับ อบต., มีมุมสื่อพลเมืองให้นักเรียนสัมภาษณ์ชาวบ้าน, มีห้องประชุมให้ชุมชนมาพูดคุยอภิปรายประเด็นในหมู่บ้าน เช่น การใช้งบประมาณ, ปัญหาน้ำประปา หรือการจัดกิจกรรมสาธารณะ
* 🏛️ ผลักดันให้ผู้นำท้องถิ่นต้องผ่านการประเมินจากประชาชน: ผ่านกลไกเช่น “สมุดพึงพอใจรายปี” (Citizen Report Card) ที่แจกแบบฟอร์มสั้น ๆ ให้ประชาชนประเมินคุณภาพงานของนายก อบต., ผู้ใหญ่บ้าน
หรือแม้แต่ข้าราชการท้องถิ่น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหรือกำหนดงบอุดหนุนในปีถัดไป
* 📡 สนับสนุนทุนสื่อท้องถิ่น: เช่น การให้ทุนรายปีสำหรับวิทยุชุมชน, เพจข่าวในอำเภอ, กลุ่มนักเรียนผู้ผลิตข่าวสารในโรงเรียน หรือสื่อพลเมืองที่อัปเดตเรื่องราวในหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดกลไกตรวจสอบแบบ “คนในพื้นที่ดูแลกันเอง” แทนที่จะรอข่าวจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ระยะยาว (5-10 ปี)
* 💼 ปรับระบบราชการท้องถิ่นให้เน้นการบริการเชิงรุก: เช่น ติดตั้งระบบ one-stop service ในตำบลที่ประชาชนสามารถขอใบรับรอง, ตรวจสอบสิทธิ์, หรือยื่นขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องวิ่งไปหลายหน่วยงาน, มีแอปพลิเคชันหรือช่องทางออนไลน์ที่ออกแบบสำหรับผู้สูงอายุ/ชาวบ้านให้เข้าถึงง่ายที่สุด (ไม่ต้อง log-in ซับซ้อน)
* 🌐 ปรับโครงสร้างการเมืองท้องถิ่นให้มีระบบเลือกตั้งที่แข่งขันอย่างเป็นธรรม: เช่น การให้เงินอุดหนุนสำหรับผู้สมัครอิสระ, การจำกัดการใช้จ่ายเลือกตั้งอย่างเข้มงวด
การกำกับการใช้สื่อและการหาเสียงแบบสร้างสรรค์ รวมถึงการให้พื้นที่สื่อในระดับท้องถิ่นสำหรับการดีเบตระหว่างผู้สมัครทุกคนอย่างเท่าเทียม
* 🧠 สร้าง “หลักสูตรพลเมืองตลอดชีวิต” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ท้องถิ่น: เช่น สอนเรื่องการตรวจสอบงบประมาณ, การเขียนคำร้องเรียน, การประชุมสภาท้องถิ่น, หรือเรื่องสิทธิผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน โดยออกแบบให้สั้น เข้าใจง่าย และมีตัวอย่างจากบริบทจริง เช่น วิดีโอสั้นที่เล่าด้วยภาษาท้องถิ่น หรือจัดกิจกรรมประกวดคลิปในชุมชน
แนวทางทั้งหมดนี้ต้องอาศัย “การลงมือทำ” จากหลายฝ่าย — ไม่ใช่แค่รัฐ แต่รวมถึงครู, อสม., พระ, สื่อท้องถิ่น, และประชาชนผู้กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ จึงจะค่อยๆ คลายปมของระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
====
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพังภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของภาคประชาสังคม, ภาคการศึกษา, สื่อ และชุมชนร่วมกันผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ
การจะสลายระบบอุปถัมภ์ ไม่สามารถทำได้ด้วยการตำหนิ หรือทำลายบ้านใหญ่ แต่ต้องสร้างสิ่งที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่าให้ประชาชนพึ่งพาได้จริง
1. 🏥 รัฐสวัสดิการที่เข้าถึงได้จริง: ไม่ใช่แค่ในเอกสารหรือ PowerPoint แต่ต้องมีสิ่งที่คนในพื้นที่ "สัมผัสได้จริง" เช่น คลินิกหมอประจำตำบลที่มีหมอประจำ ไม่ใช่แค่ป้ายชื่อ, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีครูมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ห้องเปล่า ๆ และต้องมีระบบที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องกรอกเอกสาร 7 แผ่นแล้วรอ 3 เดือนกว่าจะได้ความช่วยเหลือ
2. 📖 พลเมืองศึกษา (Civic Education): ปลูกฝังตั้งแต่เด็กผ่านกิจกรรมที่สัมพันธ์กับชีวิต ไม่ใช่แค่ท่องจำหลักสิทธิหน้าชั้นเรียน แต่ให้เห็นการมีส่วนร่วม เช่น ร่วมออกเสียงเลือกผู้นำห้อง, ถกเถียงประเด็นสาธารณะในระดับโรงเรียน และมีตัวอย่างจากคนในชุมชนที่เขารู้จัก เช่น ผู้ใหญ่บ้านที่ไม่โกงงบ หรือครูที่ยืนหยัดเรียกร้องสิ่งที่ดีให้กับโรงเรียน
3. 🧑‍🌾 สร้างผู้นำท้องถิ่นรุ่นใหม่: ไม่ใช่แค่หา "หน้าใหม่" มาเลือกตั้ง แต่ต้องส่งเสริมคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ที่ "เข้าใจความยาก" ของเพื่อนบ้าน เช่น คนที่เคยลำบากมาก่อน เคยตกงาน เคยไม่มีเงินรักษาพ่อแม่ แล้วลุกขึ้นมาทำงานเพื่อส่วนรวมได้ คนแบบนี้จะเชื่อมโยงกับชาวบ้านได้จริง และได้รับความไว้วางใจมากกว่าคนที่จบปริญญาสูงแต่ไม่เคยลงพื้นที่เลย
4. 🧾 ระบบข้อมูลสาธารณะที่โปร่งใส: งบประมาณหมู่บ้านควรถูกแสดงผลแบบเข้าใจง่าย เช่น บอร์ดหน้าศาลากลางหมู่บ้านที่อัปเดตแบบอินโฟกราฟิก, มี QR Code ให้สแกนดูข้อมูลย้อนหลังได้ และมีช่องทางให้ประชาชนถาม-ตอบ เช่น ผ่านกลุ่มไลน์ชุมชน หรือประชุมหมู่บ้านรายเดือน โดยมีคนช่วยอธิบายเนื้อหาให้เข้าใจได้
5. 📰 สนับสนุนการเติบโตของสื่อท้องถิ่น: ไม่ใช่แค่เรื่องข่าว แต่คือการมีพื้นที่ให้คนในชุมชนเล่าเรื่องของตัวเอง
เช่น นักเรียนมัธยมที่ถ่ายวิดีโอเล่าเรื่องสภาพถนนในหมู่บ้าน, กลุ่มแม่บ้านที่รีวิวความคืบหน้าการใช้งบ อบต. หรืออสม.ที่รายงานปัญหาสุขภาพในชุมชน สื่อเหล่านี้จะเป็น “ตา-หู-เสียง” ของพื้นที่ที่สื่อส่วนกลางไม่มีทางไปถึง
====
🧭 คำถามชวนคิด?
* 🤷‍♂️ เวลาคุณเห็นข่าวเลือกตั้งแล้วรู้สึกไม่พอใจ คุณเคยคุยกับชาวบ้านในพื้นที่นั้นจริง ๆ หรือยัง?
* 🔄 ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน รายได้ไม่พอ ลูกหลานไม่มีทุน คุณจะตัดสินใจต่างจากเขาหรือไม่?
* 🧳 ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลง คุณพร้อมลงไปใช้ชีวิตกับเขาหรือยัง?
* 🧩 คุณเคยตั้งคำถามไหมว่า ระบบรัฐที่เรามีอยู่ตอนนี้ให้ทางเลือกอื่นกับเขาได้จริงหรือยัง?
* 🎓 ถ้าคุณอยากเห็นการศึกษาพลเมืองที่เข้มแข็ง คุณพร้อมจะสนับสนุนให้มันเกิดในโรงเรียนลูกคุณเองด้วยหรือเปล่า?
====
🌱 "ความเข้าใจ" ไม่ใช่การยอมรับทุกอย่าง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เราต้องเริ่มจากการเปิดใจเรียนรู้เรื่องราวของคนอื่น ไม่ใช่เพียงตัดสินเขาจากระยะไกล หากเราเข้าใจเบื้องหลังของการตัดสินใจ การโหวต การเลือกคนใดคนหนึ่งในแต่ละพื้นที่ เราอาจพบว่า ทุกคะแนนเสียงมีเหตุผลเสมอ เพียงแต่เรายังไม่เคยฟังเขาอย่างแท้จริง
“ที่เล่าให้ฟังทั้งหมด #วันละเรื่องสองเรื่อง ยังไม่ได้จะไปสมัครการเมืองท้องถิ่นที่ไหนนะครับ? 😅 ยังทำงานเขียน งานประจำอยู่…แค่คิดทบทวนเรื่องระบบอุปถัมภ์บ้านเรา มันไม่มีทางออกในรุ่นของเราๆ จริงเหรอ?🤔”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#ระบบอุปถัมภ์ไทย
โฆษณา