16 พ.ค. 2025 เวลา 11:19 • กีฬา

LSS.EP.10-มูฮัมหมัด อาลี นักสู้ทั้งในและนอกสังเวียน

โบยบินเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง เป็นคำนิยามของตำนานนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท อย่างมูฮัมหมัด อาลี ชีวิตของมูฮัมหมัด อาลี โลดโผนโจนทะยานเป็นอย่างมาก นอกจากจะเป็นนักมวยแชมป์โลกรุ่นใหญ่อยู่หลายสมัย ยังเป็นนักต่อสู้ทางด้านความคิด ด้วยความเชื่อและทัศนคติของเขา เขาพร้อมจะต่อสู้ต่อสิ่งที่เขาไม่เห็นด้วยทุกประการแม้ตัวเขาจะต้องเดือดร้อนก็ตาม และนี่คือเรื่องราวของมูฮัมหมัด อาลี
ผมได้แรงบันดาลใจจากการเล่าเรื่องนี้มาจากการที่คุณพ่อที่บ้านชอบดูมวยมาก บ่อยครั้งต้องคอยหาข้อมูลตารางมวยให้ ไอเจ้าโซเชียลเน็ตเวิร์คก็คิดว่าผมสนใจมวยมั้งครับ ขึ้นคลิปมวยมาให้ผมดูบ่อยครั้ง และผมก็ไปสะดุดกับนักมวยในตำนานคนหนึ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปจากนี้
17 มกราคม ค.ศ. 1942 ที่เมือง Louisville รัฐเคนตักกี้ ได้มีเด็กผู้ชายอเมริกันผิวสีคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวช่างทาสีครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีชีวิตสุดแสนจะธรรมดาและเรียบง่าย ครอบครัวนี้ได้ตั้งชื่อให้กับเด็กผู้ชายคนนี้ว่า Cassius Marcellus Clay Jr. หรือเรียกสั้น ๆ ว่าแคสเชียส เคลย์
ช่วงเวลาที่แคสเซียส เคลย์ เกิดเมื่อเทียบเคียงกับประเทศไทยจะตรงกับ พ.ศ. 2485 รัชกาลที่ 8 เป็นช่วงเวลาหลังการปฏิวัติของคณะราษฎร 10 ปี ช่วงเวลากังกล่าวเป็นช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในประเทศไทย
ชีวิตวัยเด็กของแคสเซียส เคลย์ ว่ากันว่าชอบโดนเด็กในละแวกบ้านเนี่ยรังแกครับ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนในชีวิตของแคสเซียส เคลย์ก็มาถึงเมื่อเขาอายุ 12 ปี เขาได้พบกับตำรวจเชื้อสายไอริชชื่อ โจ มาร์ติน ตาโจเนี่ยก็เห็นว่าแคสเซียส เคลย์ ชอบโดนรังแกใช่ไหมครับแล้วก็สู้เขาไม่ได้ แต่เจ้าตัวดั๊นไปถอยจักรยานคันใหม่มาก็เลยสอนมวยให้เพื่อใช้ป้องกันตัวเองและป้องกันการโดนเด็กแถวบ้านมารังแกแล้วแย่งจักรยานไป ภาษาวัยรุ่นไทยเขาเรียกว่ามาตบจักรยานไปนั่นเอง ทำให้ตาโจเนี่ยกลายเป็นครูมวยคนแรกของแคสเซียส เคลย์ ครับ
ด้วยความที่แคสเซียส เคลย์เป็นเด็กมีพรสวรรค์และขยันฝึกซ้อมครับ ก็คือมีครบเลยทั้งพรสวรรค์และพรแสวงทำให้ฝีมือการต่อยมวยของแคสเซียส เคลย์เนี่ยพัฒนาอย่างรวดเร็ว ก็เลยไปต่อยจริง ๆ จัง ๆ มากขึ้นครับ ด้วยความที่แคสเซียส เคลย์ มีส่วนสูงมากถึง 191 เซนติเมตร มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กก. ทำให้เขาขึ้นชกในพิกัดเฮฟวี่เวท ซึ่งถือเป็นพิกัดน้ำหนักสูงสุดในกีฬามวยเลยครับ คือถ้าใครหนักเกิน 200 ปอนด์ ประมาณ 90.90 กก. สมาคมมวยเขาไล่ไปต่อยเฮฟวี่เวทหมดนั่นเอง
อยู่มาวันนึงครับ เมือง Louisville บ้านของแคสเซียส เคลย์เนี่ยเกิดจัดการแข่งขันชกมวยสากลสมัครเล่นพอดี มวยสากลสมัครเล่นจะต่างจากมวยสากลอาชีพหลัก ๆ ก็ตรงที่ต้องใส่เครื่องป้องกันศีรษะหรือ Head guard ใส่เสื้อกล้าม แล้วก็ชก 3 ยก ครับ ซึ่งพอเมือง Louisville เปิดรับสมัครแบบนี้ก็เข้าทางแคสเซียส เคลย์ เลยสิครับ ฝึกมวยมาตั้งนาน เจ้าตัวก็เลยตัดสินใจลงสมัครและในที่สุดแคสเซียส เคลย์ก็คว้าแชมป์ได้สำเร็จครับ
ทีนี้ก็เลยไต่เต้าขึ้นไปต่อยในระดับที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกับบ้านเราเลยครับ พอนักมวยได้แชมป์หมู่บ้าน หมู่บ้านก็ส่งไปต่อยระดับตำบล ได้แชมป์ระดับตำบลก็ส่งไประดับอำเภอ ระดับจังหวัด แล้วก็ส่งไปเป็นตัวแทนประเทศตามละดับแบบนี้ ชีวิตของแคสเซียส เคลย์ ถือว่าเป็นขาขึ้นสุด ๆ และรุ่งสุด ๆ สำหรับการเป็นนักมวยเลยครับ
โดยเขาคว้าแชมป์ไต่เต้าขึ้นมาได้ทุกระดับจนในที่สุดก็ได้เป็นตัวแทนประเทศสหรัฐอเมริกาในการไปชกโอลิมปิกปี ค.ศ.1960 ที่กรุงโรม ซึ่งขณะนั้นเขาอายุ 18 ปี โดยรุ่นเขาชกโอลิมปิกครั้งนั้นเป็นพิกัด Light heavyweight ครับ ก็คือเกือบใหญ่สุดละ รองจาก heavyweight เท่านั้น
ซึ่งแคสเซียส เคลย์ก็ทำผลงานได้ดีครับเข้าชิงชนะเลิศ โดยนัดชิงชนะเลิศพบกับนักชกจากโปแลนด์ก่อนที่จะเอาชนะและคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเป็นผลสำเร็จ ทำให้ชื่อของแคสเซียส เคลย์ โด่งดังเป็นที่รู้จักของชาวสหรัฐอเมริกาขึ้นมาทันที
แคสเซียส เคลย์ อุตส่าห์ไปทำชื่อเสียงให้กับชาวอเมริกันใช่ไหมครับ ตัวเขาก็คาดหวังการได้รับการยอมรับนับถือจากสังคมเยี่ยมวีรบุรุษคนหนึ่ง แต่ทว่าหลังจากกลับมาก็ตั้งใจจะไปฉลองเหรียญทองที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งกลับถูกพนักงานห้ามเข้าเพราะว่าร้านนี้ให้บริการเฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น
ต้องเล่าแบบนี้นะครับว่าสมัยนั้นเนี่ยการเหยียดสีผิวยังถือว่าค่อนข้างรุนแรงอยู่ ร้านค้าหรู ๆ บางร้านเนี่ยจะไม่รับลูกค้าเป็นคนผิวสีเลย เพราะกลัวว่าถ้ามีลูกค้าผิวสีรับประทานปะปนกับลูกค้าผิวขาวเนี่ย ร้านของตัวเองจะดูไม่หรู แล้วลูกค้าผิวขาวที่มีกำลังซื้อสูงและเหยียดผิวเนี่ยเขาจะไม่มาเข้า ฟังดูเศร้ามากเลยนะครับ
แคสเซียส เคลย์ เจอแบบนี้ก็โกรธสิครับ ตัวเองอุตส่าห์เจ็บตัวไปสร้างชื่อเสียงให้คนอเมริกัน แต่กลับถูกเลือกปฏิบัติแบบนี้เพียงเพราะสีผิวของเขา แคสเซียส เคลย์ ก็เลยเอาเหรียญทองโอลิมปิกที่เพิ่งได้มาเนี่ยไปปาทิ้งลงแม่น้ำเป็นการประชดชีวิตตัวเองและคนอเมริกันซะเลย
หลังจากกลับจากโอลิมปิกใช่ไหมครับ แคสเซียส เคลย์ ก็ยังอยากจะเติบโตในเส้นทางนักมวยต่อ แต่จะให้รอต่อยแต่โอลิมปิกก็ไม่ไหวครับ เพราะ 4 ปี จะมีสักครั้ง อายุเขาก็มากขึ้นทุกวัน จะต่อยได้สักกี่โอลิมปิกกันเชียว มาถึงตอนนี้แคสเซียส เคลย์ ก็เลยตัดสินใจขึ้นไปต่อยมวยสากลอาชีพเอาซะเลย โดยได้เทรนเนอร์ชื่อดังในเวลานั้นเป็นผู้ฝึกสอน
ตอนต่อยมวยสากลอาชีพนี่แหละครับที่แคสเซียส เคลย์ ทำน้ำหนักขึ้นมาชกรุ่น heavyweight ลีลาการชกของแคสเซียส เคลย์ พลิ้วไหวสวยงามแต่ออกหมัดทีก็หนักหน่วงจนถูกนิยามว่า “โบยบินเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง” เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของแคสเซียส เคลย์ ก็คือการเอาพู่มาติดที่รองเท้า
คือรองเท้านักมวยสากลเนี่ยถ้าเราเห็นในทีวีจะเป็นรองเท้าทรงสูงพอมีพู่มาติดก็จะคล้ายกับลูกเสือสามัญบ้านเราแบบนั้นอะครับ นอกจากนี้ครับเขายังเป็นนักมวยที่มีคาแรกเตอร์จุดขายที่เป็นที่โปรดปรานของสื่อก็คือชอบคุยโวครับ ไม่ว่าจะขึ้นชกหรือออกงานที่ไหนก็จะต้องมีสตอรี่ให้นักข่าวเขียนข่าวได้ตลอด นักข่าวก็ชอบสิครับเพราะแค่ติดตามแคสเซียส เคลย์ ก็มีอะไรให้ไปทำข่าวแล้ว ทำให้ตัวของแคสเซียส เคลย์ เป็นข่าวได้ง่ายมาก ๆ และมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว
แคสเซียส เคลย์ ต่อยมวยสากลอาชีพมา 4 ปี ชนะคู่ต่อสู้ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยชัยชนะส่วนใหญ่จะเป็นการชนะน็อกซะด้วย และแล้วเวลาที่แคสเซียส เคลย์ รอคอยก็มาถึงครับ ก็การชิงแชมป์มวยสากลอาชีพรุ่น heavyweight โดยคู่ชกไฟต์ชิงแชมป์ของเขาก็ถึงนักมวยชื่อดังในสมัยนั้นอย่างซอนนี ลิสตัน
ซึ่งนักมวยจอมโหดคนนี้ก็ผ่านมาชนะน็อกคู่แข่งป้องกันแชมป์ตั้งแต่ยกแรกมา 3 ไฟต์ติด และยังมีประวัติการติดคุกจากคดีขโมยปืนแล้วไปปล้นอีกด้วย แค่ประวัติก็ขนลุกแล้วใช่ไหมครับ เข้าใจว่าการยั่วยุนักมวยฝั่งตรงข้ามช่วงการชั่วน้ำหนักโชว์กล้ามให้สื่อถ่ายรูปนี่มีมานานแล้ว การชั่งน้ำหนักของทั้งสองคนและการเผชิญหน้ากันครั้งแรกก็มีการปะทะฝีปากยั่วยุกันพอสมควรให้ผู้ชมรู้สึกเดือด
ไฟต์นี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากครับ มีผู้ชมเข้ามาชมเต็มสังเวียนและยังล้นออกมาด้านนอกที่มารอซื้อบัตรผีอีก 3,000 คน เลยทีเดียว นักวิจารณ์หรือกูรูมวยในตอนนั้น 47 คน มีคนฟันธงว่าซอนนี่ ลิสตัน จะชนะถึง 43 คน เลยทีเดียว แคสเซียส เคลย์ จะไหวหรอเนี่ย
ทุกท่านฟังมาถึงตรงนี้ก็พอจะเดาออกใช่ไหมครับว่าเรื่องมันชงมาขนาดนี้ มันต้องพลิกผันพลิกล็อกแน่ ๆ และก็ใช่ครับแม้สถานการณ์และทัศนะของกูรูจะมองว่าซอนนี ลิสตัน เป็นต่ออย่างไรก็ตามเมื่อเวลาชกจริงมาถึงทั้งคู่ผลัดกันทำได้ดีสลับกันทั้ง 6 ยก โดยระหว่างชกทั้ง 6 ยก ทั้งคู่ก็ได้รับบาดเจ็บจนมีบาดแผลสะบักสะบอมกันพอสมควร
แต่จุดเปลี่ยนก็มาเกิดขึ้นที่ยกที่ 6 เมื่อแคสเซียส เคลย์ ออกอาวุธชกเข้าซอนนี ลิสตัน อย่างแม่นยำเกือบทุกหมัดโดยซอนนี ลิสตันไม่สามารถป้องกันหรือหลบได้จนเป็นที่ประหลาดใจของผู้ชมในตอนนั้นอย่างมาก สุดท้ายพอยก 7 เริ่มต้นขึ้น ซอนนี ลิสตันที่นั่งอยู่ที่มุมก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาชกต่อได้ ทำให้แคสเซียส เคลย์ ดีใจสุดขีดและคว้าแชมป์โลกไปครองได้สำเร็จด้วยวัยเพียง 22 ปี
ภายหลังซอนนี ลิสตัน ลิสตันถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คอาการและก็พบว่ามีแผลแตกบนใบหน้าหลายจุด และที่สำคัญก็คือเอ็นไหล่ข้างซ้ายฉีกขาดยกแขนไม่ขึ้น ทำให้ไม่สามารถป้องกันหรือปัดป้องหมัดของเคลย์ในยกที่ 6 ได้ เป็นสาเหตุให้ยอมแพ้ไม่ออกจากมุมในยก 7 นั่นเอง
จบไฟต์นี้แคสเซียส เคลย์ ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามเพราะเขารู้สึกว่าอิสลามเหมาะกับตัวเขามากว่า พร้อมกับเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นมูฮัมหมัด อาลี โดยเขาให้เหตุผลว่าชื่อแคสเซียส เคลย์ เป็นชื่อทาส เพราะบรรพบุรุษผิวสีของเขาไม่มีทางที่จะมีนามสกุลว่าเคลย์แน่นอน ดังนั้นเขาจึงขอเลือกชื่อและนามสกุลของเขาเอง
ชื่อเสียงของมูฮัมหมัด อาลี โด่งดังเป็นพลุแตก ใคร ๆ ก็ล้วนแต่อยากชกกับเขา แต่นักมวยคนต่อไปที่มูฮัมหมัด อาลี เลือกที่จะชกกับตัวเองก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ ได้แก่ ซอนนี ลิสตัน นั่นเอง ซึ่งตอนนั้นสมาคมมวยโลกมีกติกาอยู่ว่าห้ามแชมป์ป้องกันแชมป์กับคู่ชกเดิม
ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ากติกานี้ปัจจุบันยังมีอยู่ไหมนะครับ ด้วยกติกานี้ก็ทำให้มูฮัมหมัด อาลี ต้องเสียเข็มขัดแชมป์ของสมาคมมวลโลกไป แต่ก็แลกมากับการที่ทำให้คนทั้งโลกหายข้องใจว่าไฟต์ก่อนเนี่ยอาลีชนะเพราะโชคหรือฝีมือกันแน่ ขนาดไฟต์แก้มือนี่สำนักพนันยังให้ซอนนี ลิสตัน เป็นต่ออยู่เลยนะครับ แสดงว่าสังคมในสมัยนั้นเชื่อมั่นในตัวซอนนี ลิสตัน เป็นอย่างมากเลย
ไฟต์แก้มือนี้สั้นกว่าไฟต์ก่อนไปเยอะเลยครับ ไฟต์ก่อนนี่กินไป 6 ยก กว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ ไฟต์นี้มูฮัมหมัด อาลี สามารถน็อกซอนนี ลิสตัน ได้ตั้งแต่ยกแรกเลยครับ แถมตอนชกซอนนี ลิสตันร่วงลงกับพื้นยังได้กวักมือเรียกให้ลุกขึ้นมาจนเป็นภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบันนี้ หลังการพ่ายแพ้ครั้งนี้กราฟชีวิตของซอนนี ลิสตัน ก็ตกลงอย่างรวดเร็ว เขาไม่เคยเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์โลกอีกเลยจนแขวนนวม ส่วนมูฮัมหมัด อาลี ก็กลายเป็นนักชกที่ทุกคนหมดข้อกังขาถึงความสามารถอีกต่อไป
ค.ศ.1966 หรือ พ.ศ.2509 ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงของสงครามเวียดนามครับ สหรัฐอเมริกาเกณฑ์พลเมืองไปรบที่แผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแน่นอนครับถึงแม้มูฮัมหมัด อาลีจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงแต่ก็ถูกหมายเกณฑ์เช่นกัน แต่ทางกองทัพได้ให้สัญญากับอาลีว่าจะให้เขาไปลงอยู่ในหน่วยที่ห่างจากสมรภูมิ ซึ่งหน่วยไหนที่ไกลสมรภูมิหน่อยก็เป็นอันรู้กันครับว่าจะเป็นจุดที่ค่อนข้างปลอดภัย
แต่มูฮัมหมัด อาลีกลับปฏิเสธการถูกเรียกตัวเกณฑ์ไปเข้ากองทัพครั้งนี้ครับ ด้วยเหตุว่าตัวเขาไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับพวกเวียดกง เอ้อ ฟังดูเข้าท่านะครับ ทำไมเราต้องไปรบราฆ่าฟันกับคนที่เราไม่แม้แต่จะรู้จักด้วย แต่ข้ออ้างแบบนี้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารไม่ได้น่ะสิครับ ทำให้ตัวเขาถูกนำตัวขึ้นศาลข้อหาหลีกเลี่ยงทหารและก็โดนโทษจำคุก 5 ปี ปรับเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยความที่อาลีมีสายเลือดนักสู้ครับ ก็เลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าตัวเขาเป็นมุสลิม ซึ่งมีคำสอนของศาสนาไม่ให้ไปเข่นฆ่าผู้คน ดังนั้นการเกณฑ์เป็นทหารจึงเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ ผลของการอุทธรณ์นี้ก็กินเวลาชีวิตเขาไปกว่า 3 ปี ระหว่างนี้ก็ถูกสั่งแบนห้ามชกมวยอีกด้วย
จริง ๆ ประเด็นนี้ในช่วงเวลานั้นค่อนข้างซับซ้อนครับ มีทั้งเรื่องของสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา สิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่งกระแสสังคมต่อสงครามเวียดนามเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้คดีนี้ผู้พิพากษาอุทธรณ์ทั้ง 8 คน มีมติเอกฉันท์ให้ยกฟ้องอาลี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าช่วงระยะเวลากว่า 3 ปี ที่อาลีต้องหายไปเป็นช่วงที่เขาอายุ 20 กลาง ๆ ถือว่าเป็นวัยพีคของอาชีพนักมวยเลยน่ะสิครับ
ช่วงที่มูฮัมหมัด อาลี เว้นช่วงการชกมวยไปได้กำเนิดซุปเปอร์สตาร์มวยดวงใหม่อีกดวงหนึ่งครับ นามว่าโจ เฟรเซียร์ เขาเป็นนักชกตำนานไร้พ่ายแชมป์โลกแทนตำแหน่งของอาลีที่ว่างลง และมีสถิติที่ไม่เคยแพ้ใครเหมือนกับอาลีอีกด้วย และแน่นอนครับหลังจากที่มูฮัมหมัด อาลี กลับมาชกมวยได้อีกครั้งก็ถูกจัดให้ชกกับโจ เฟรเซียร์ คนนี้
ก่อนชกกันต่างก็แบกสถิติที่ไร้พ่ายด้วยกันทั้งคู่ครับ โดยอาลีสถิติชกชนะรวด 31 ไฟต์ 25 ไฟต์ เป็นการชนะน็อค ขณะที่เฟรเซียร์ชกชนะรวด 26 ไฟต์ และ 23 ไฟต์เป็นการชนะน็อค สถิติน่าเกรงขามด้วยกันทั้งคู่ทำให้ไฟต์ของทั้งคู่กลายเป็นไฟต์หยุดโลกทันที เพราะจะต้องมีคนหนึ่งเสียสถิติไร้พ่ายไป
รายละเอียดการชกและเหตุการณ์ฟาดปากก่อนขึ้นชกของทั้งคู่ก็มีพอสมควรเลยครับ แต่ผมขอข้ามไปแล้วกันเพราะถ้าจะเล่าจริง ๆ อาจจะทำให้รายการของเราเทปนี้ล่อไปเป็นชั่วโมงได้ สรุปสุดท้ายไฟต์นี้ชกครบ 15 ยกครับ และผู้ชนะได้แก่โจ เฟรเซียร์ ครับ ชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์ การรักษาแชมป์ไฟต์นี้ของเฟรเซียร์นั้นจากข้อมูลพบว่าต้องแลกมากับการเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานถึง 10 เดือนเลยทีเดียว
หลังจากนั้นทั้งคู่ได้ชกกันอีกในปี ค.ศ.1974 แต่เป็นอาลีที่ชนะคะแนนไปได้ เท่ากับว่าทั้งสองเสมอกันอยู่ 1-1 ใช่ไหมครับ เหล่าโปรโมเตอร์ก็ปิ๊งไอเดียเลย เชื่อว่าผู้ชมทั่วโลกคงอยากเห็นไฟต์ที่ 3 แน่ ๆ เพื่อวัดกันไปเลยว่าใครเหนือกว่า คุณผู้ชมก็อยากรู้เหมือนผมแล้วใช่ไหมครับว่าใครจะชนะหากมีการชกไฟต์ที่ 3 ดอน คิง โปรโมเตอร์ชื่อดังก็จัดให้เลยครับ ไฟต์ที่ 3 ของทั้งคู่ถูกจัดที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
การชกเป็นไปด้วยความสูสีเหมือนก่อนครับ แต่เหมือนครั้งนี้โจ เฟรเซียร์ จะมีปัญหาเรื่องการบริหารแรงจนชกเป็นรองอาลี ถูกหมัดไปหลายครั้งจนตาแทบจะปิดสนิท และในที่สุดพี่เลี้ยงของโจ เฟรเซียร์ ทนไม่ไหวครับตัดสินใจโยนผ้ายอมแพ้ก่อนจะเริ่มยกที่ 15 หลังจากไฟต์นี้ว่ากันว่าเฟรเซียร์มีปัญหาสายตาตลอดทั้งชีวิตที่เหลือเลยครับ
ต่อมาอาลีก็สร้างชื่อเสียงโดยการชนะน็อคแชมป์โลกชื่อดังอย่างจอร์จ โฟร์แมน ที่ถูกขนานนามว่าหมัดหนักที่สุดในโลกลงได้ กราฟชีวิตของมูฮัมหมัด อาลี หลังจากขนะจอร์จ โฟร์แมน ได้ก็ถือว่าเป็นขาลงแล้วครับ เขาเสียแชมป์โลกด้วยการแพ้คะแนนให้กับนักมวยรุ่นน้องแชมป์เหรียญทองโอลิมปิกอย่าง ลีออน สปิงก์ส์ แม้ภายหลังจะมีไฟต์ล้างตาแล้วอาลีสามารถเอาชนะทวงแชมป์คืนได้สำเร็จ
แต่อาลีเริ่มรู้ตัวแล้วครับว่าสภาพร่างกายของเขาไม่เหมือนเดิมแล้วจึงประกาศแขวนนวมวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.1979 ขณะที่เขาอายุ 37 ปี แต่ทว่าหลังจากนั้นอีกปีหนึ่งก็ทนคิดถึงผืนผ้าใบไม่ไหวกลับมาชกอีกบ้างแต่ก็เริ่มแพ้ติด ๆ กันก่อนจะยอมรับสภาพและเลิกชกไปในที่สุด
หลังจากเลิกชกมวย ในปี ค.ศ.1983 มูฮัมหมัด อาลี เริ่มมีอาการสั่นระหว่างการทำละหมาด ตอนแรก ๆ แค่นิ้วชี้สั่นแต่ไป ๆ มา ๆ อวัยวะต่าง ๆ เริ่มสั่นทั้งตัวครับ และสุดท้ายหมอก็วินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคพาร์กินสัน สาเหตุก็มาจากการได้รับความกระทบกระเทือนที่ศีรษะเป็นหมื่นครั้งจากการชกมวยตลอดเวลาหลายปี
ภายหลังจากการแขวนนวม อาลีได้ผันตัวเองไปทำงานสาธารณกุศลครับ ภาพลักษณ์ของเขาเปลี่ยนจากนักมวยขี้โว กลายเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิทางเชื้อชาติ ศาสนา และความเท่าเทียม การกระทำที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาก็คือตอนที่ซัดดัม ฮุสเซน พากองทัพอิรักบุกยึดอ่าวคูเวตในปี ค.ศ.1990 และมีการจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกัน
ตอนนั้นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเลยครับ มูฮัมหมัด อาลี เสนอตัวต่อประธานาธิบดีสหรัฐในการขอเป็นคนไปเจรจากับซัมดัม ฮุสเซน ด้วยตัวเองถึงกรุงแบกแดดเมืองหลวงของอิรัก คิดดูสิครับสถานการณ์ตอนนั้นมีการใช้กำลังทหารกันแล้วนะครับ แถมอิรักตอนนั้นก็สามารถเรียกได้ว่าปกครองแบบเผด็จการไปแล้ว แต่มูฮัมหมัด อาลีก็กล้าพอที่จะขอเป็นตัวแทนไปเจรจา เพราะเขาเชื่อว่าชื่อเสียงของเขาและการที่เขาเป็นมุสลิมจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายเป็นไปด้วยดี และก็จริงครับสุดท้ายซัดดัม ฮุสเซนยอมปล่อยตัวประกันชาวอเมริกัน
ปี ค.ศ.1996 สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครับ จัดกันที่เมืองแอตแลนตา ปีนั้นคนที่ถือคบเพลิงคนสุดท้ายก็คือมูฮัมหมัด อาลี ตัวอาลีตอนนี้แสดงอาการพาร์กินสันชัดเจนแล้วครับ มือของเขาสั่นเทาค่อย ๆ นำคบเพลิงขึ้นไปจุดเป็นผลสำเร็จ สร้างความประทับใจให้กับชาวสหรัฐและทั่วโลกเป็นอย่างมาก บิล คลินตัน ที่เป็นประธานาธิบดีในตอนนั้นถึงกับร้องไห้เลยนะครับ นอกจากนี้ตลอดชีวิตอาลีได้รับเกียรติยศ ได้รับรางวัลต่าง ๆ จากองค์กรในสหรัฐและองค์กรระหว่างประเทศอีกมากมาย มากกว่าที่อดีตนักมวยคนใดเคยได้รับมา
ด้านชีวิตส่วนตัวของอาลีนั้นสมรสทั้งหมด 4 ครั้ง มีบุตรทั้งหมด 9 คน เป็นหญิง 7 คน ชาย 2 คน และสุดท้ายชีวิตอันโลดโผนของนักสู้ที่ต่อสู้มาแล้วทั้งในและนอกสังเวียนก็เป็นอันถึงคราวหมดเวลา หลังจากต่อสู้กับโรคพาร์กินสันมาอย่างยาวนานถึง 30 กว่าปี มูฮัมหมัด อาลี ก็เสียชีวิตลงในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2016 หรือ พ.ศ. 2559 ศิริอายุรวม 74 ปี
#มูฮัมหมัดอาลี #MuhammadAli #ประวัติ #นักมวย #history #ที่นี่มีเรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #longstoryshort
โฆษณา