22 พ.ค. 2025 เวลา 00:18 • ปรัชญา
ขอตอบในมุมของพุทธศาสนานะครับ
1. “เป็นอิสระทางความคิด”
หมายถึง จุดเริ่มต้นของปัญญา คือความกล้าในการไม่หลงเชื่อสิ่งใด ๆ ทันที แต่กล้าใช้เหตุผล ไตร่ตรอง และตรวจสอบ คล้ายกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสกับชาวกาลามะว่า…
“อย่าเพิ่งเชื่อ…. เพียงเพราะเป็นคำสอนดั้งเดิม หรือเพราะได้ยินได้ฟังต่อ ๆ กัน…. แต่เมื่อใดที่เห็นว่าดีจริง มีประโยชน์จริง เมื่อนั้นจึงควรรับไว้”
(กาลามสูตร)
การมีอิสระทางความคิดจึงเป็น “พื้นฐานของมรรค” คือเริ่มจาก สัมมาทิฏฐิ (เห็นถูก)
เพราะถ้าไม่มีอิสระทางความคิด….
เราจะติดกับมิจฉาทิฏฐิ >> หลงผิด หลงงมงาย หลงคน
2. “จิตที่เป็นอิสระ”
หมายถึง “จิตที่หลุดพ้นจากอาสวะ” หรือ นิพพาน นั่นเอง
ไม่ใช่แค่คิดเป็น แต่ “ไม่ต้องคิดก็ไม่ทุกข์”
เพราะไม่มีอะไรให้ยึดแล้ว ไม่มีอะไรให้ตัดสิน ไม่มีอะไรให้ต้อง “ชนะ” หรือ “เอาถูก” อีกต่อไป
จิตนั้น ตั้งอยู่ในความว่าง แต่ตื่นรู้อยู่เสมอ ไม่ถูกกิเลสครอบงำ ไม่ไหลตามโลก ไม่ย้อนกัดตัวเอง
เปรียบเหมือนบัวที่โผล่พ้นน้ำ ไม่เปียก ไม่เปื้อน ไม่จม
จิตที่เป็นอิสระคือบัวดอกนั้น >> สงบ สะอาด และสว่าง
ในพระไตรปิฎกจะเรียกจิตระดับนี้ว่า…. วิมุตติจิต” หรือ “จิตหลุดพ้น” และเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
สรุปแบบอ่านแล้วเข้าใจง่าย ๆ นะครับ….
🌿 “เป็นอิสระทางความคิด” = ยังอยู่ในโลก แต่ใช้ปัญญาเลือกทางเดิน
🌿 “จิตที่เป็นอิสระ” = พ้นโลก พ้นตน พ้นทุกข์
@ คำหนึ่งคือหนทาง…. อีกคำหนึ่งคือปลายทาง…. แต่ทั้งสองอย่างนี้…ต่างก็เริ่มจากความ “กล้า” ที่จะไม่หลงตาม
.
โฆษณา