26 พ.ค. 2025 เวลา 13:56 • ธุรกิจ

OpenAI ผนึก Jony Ive เปิดตำนานบทใหม่แห่งโลก AI เมื่อสุดยอดเทคโนโลยีผสานดีไซน์ระดับโลก

เมื่อข่าวการจับมือระหว่าง Sam Altman และ Jony Ive ได้ปรากฏขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ในโลกเทคโนโลยี ท่ามกลางสัปดาห์ที่โลกกำลังพูดถึง Google I/O งานประกาศเปิดตัว feature ใหม่ ซึ่งงานใหญ่ประจำปีของ Google
ไม่ใช่แค่เพราะมูลค่าดีลที่พุ่งแตะ 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งกลายเป็นการเข้าซื้อกิจการที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ OpenAI
ไม่ใช่แค่เพราะชื่อของ Sir Jony Ive คือผู้อยู่เบื้องหลังความงามไร้กาลเวลาของ iPhone, iMac และ Apple Watch
และไม่ใช่แค่เพราะ Sam Altman คือผู้นำที่ปลุกโลกทั้งใบให้ตื่นขึ้นมาคุยกับ AI ผ่าน ChatGPT
แต่เพราะการร่วมมือครั้งนี้หมายถึงสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การเริ่มต้นของยุคที่ “AI ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา” อย่างแท้จริง
เป็นครั้งแรกที่โลกเทคโนโลยีเห็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ CEO แห่ง OpenAI จับมือกับ นักออกแบบในตำนานที่เคยสร้างผลงานระดับ Masterpiece ให้กับ Apple เพื่อสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าจินตนาการอย่างจริงจังมาก่อน
การพบกันของ Altman และ Ive จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นการ หลอมรวมความคิดแบบจักรกล กับหัวใจของการออกแบบแบบมนุษย์
เป็นการบอกว่าอนาคตของ AI จะไม่ได้วัดกันแค่พลังประมวลผล หรือจำนวนพารามิเตอร์ในโมเดลอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่คำถามว่า “ใครสามารถทำให้ AI กลายเป็นเพื่อนคู่ใจในชีวิตประจำวันของผู้คน ได้จริง ๆ”
และคำตอบนั้น เริ่มต้นที่บริษัทใหม่ชื่อ “io”
‘io’ ไม่ใช่แค่ชื่อสั้น ๆ ที่ดูเรียบง่าย แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของโลกยุคใหม่ที่สะท้อน “input” และ “output” อย่างมีความหมาย และยังบังเอิญพ้องกับชื่องาน Google I/O ที่จัดขึ้นช่วงเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นข่าวที่บดบังหน้าสื่อที่สมบูรณ์แบบในการประกาศความร่วมมือนี้
Jony Ive และทีม LoveFrom ที่เคยออกแบบอนาคตของโลกผ่าน Apple จะมาร่วมออกแบบ “แพลตฟอร์ม AI” รูปแบบใหม่ร่วมกับ OpenAI ที่ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่เป็น ผลิตภัณฑ์ที่มีหัวใจ มีผิวสัมผัส มีความรู้สึก
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ ไม่ใช่แค่เพื่อสร้างอุปกรณ์อีกชิ้นในกระเป๋า แต่เพื่อสร้างสิ่งที่อาจกลายเป็น “อวัยวะดิจิทัล” ชิ้นใหม่ในชีวิตของเรา
คำถามที่พวกเขากำลังตอบร่วมกันคือ “ถ้าเราจะให้ AI อยู่กับเราในทุกขณะ แล้วใครคือคนที่ควรออกแบบร่างกายของมัน?” และคำตอบนั้น ชัดเจนในชื่อของ Jony Ive
บทความนี้จะพาเราไปสำรวจลึกถึงทุกมิติของความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งเบื้องหลัง ทีมงาน วิสัยทัศน์ ฮาร์ดแวร์ โมเดลธุรกิจ และผลกระทบที่จะเกิดกับบริษัทเทคโนโลยีที่เคยยืนอยู่แนวหน้า เพราะโลกกำลังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
และ “AI” กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ “มีรูป มีร่าง และมีชีวิต”
Sam Altman และ Jony Ive (ภาพจาก OpenAI)
Jony Ive และ LoveFrom: ดีไซน์ที่ใส่ “มนุษย์” ไว้ตรงกลาง
หาก Steve Jobs คือผู้มองเห็นอนาคต Jony Ive คือคนที่ “จับต้องอนาคตนั้นให้เป็นจริง”
ชายผู้เปลี่ยนคอมพิวเตอร์จากกล่องเทอะทะ เป็นวัตถุที่อยากสัมผัส เปลี่ยนโทรศัพท์จากเครื่องมือสื่อสาร เป็นอวัยวะดิจิทัลประจำตัว และเปลี่ยนนาฬิกาจากสิ่งที่ไว้ดูเวลา เป็นสิ่งที่ทำให้คุณอยาก “ใช้ชีวิตให้มีเวลา”
Jonathan Paul Ive หรือที่โลกเรียกเขาว่า Jony Ive
เกิดที่เมืองชิงฟอร์ด ประเทศอังกฤษในปี 1967 เติบโตในบ้านของครูสอนออกแบบอุตสาหกรรม
เขาสำเร็จการศึกษาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก Newcastle Polytechnic (ปัจจุบันคือ Northumbria University) และเริ่มต้นอาชีพที่สตูดิโอออกแบบเล็ก ๆ ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ Apple ในปี 1992 ในช่วงที่บริษัทกำลังประสบภาวะตกต่ำที่สุด
หลังจากร่วมงานกับ Steve Jobs ในการพัฒนา iMac G3 ปี 1998 ซึ่งกลายเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่พลิกชะตา Apple” Ive ก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกแบบ และเป็นผู้สร้างปรัชญาการออกแบบที่กลายเป็น DNA ของ Apple ตลอด 20 ปี
เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังความเรียบง่ายของ iPod, ความงามไร้กาลเวลาของ iPhone, ความบางเบาของ MacBook, ความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่หลังความเรียบของ Apple Watch, และแม้แต่การออกแบบซอฟต์แวร์ iOS แบบ Flat UI
งานของเขาไม่ได้เป็นแค่ “ผลิตภัณฑ์” แต่เป็น “วัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยี” ที่ผู้ใช้รู้สึกว่าเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เป็นของที่ควรสัมผัสอย่างละเมียดละไม
เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “Knight Commander” จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 กลายเป็น “Sir Jony Ive” อย่างเป็นทางการในปี 2012
และได้รับตำแหน่ง Chief Design Officer คนแรกของ Apple ในปี 2015 ซึ่งมีอิทธิพลครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และประสบการณ์ของผู้ใช้
หลังลาออกจาก Apple ในปี 2019 เขาได้ก่อตั้งบริษัท LoveFrom โดยไม่เคยต้องทำโฆษณาใด ๆแต่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำอย่าง Airbnb, Ferrari, Hermès และล่าสุดคือ OpenAI
LoveFrom ไม่ได้เป็นแค่สตูดิโอออกแบบ แต่เป็น สถาบันความเชื่อ ที่ถือว่า “เทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ ต้องมีความละเมียดละไมเทียบเท่างานศิลป์”
ทีมของเขาประกอบด้วยนักออกแบบระดับสูงจากยุคทองของ Apple ทั้ง Evans Hankey, Scott Cannon, และ Tang Tan ซึ่งร่วมกันสร้างปรัชญาการออกแบบที่เน้น “ความรู้สึก” ไม่ใช่แค่ “ฟีเจอร์”
และวันนี้ ปรัชญานั้นกำลังถูกปลูกฝังในร่างกายของ AI ที่ OpenAI ตั้งใจจะสร้าง
Sam Altman มองเห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ AI จะฉลาดขึ้นทุกวัน แต่มันยังขาดสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ “ความรู้สึกที่คนอยากอยู่ด้วย” และนั่นคือสิ่งที่ Jony Ive เข้าใจลึกกว่าคนไหนในโลก
เขามองว่า เทคโนโลยีควร “ถอยหลังหนึ่งก้าว” เพื่อให้มนุษย์กลับมา “อยู่ตรงกลาง” และอุปกรณ์ AI ที่เขาออกแบบจะไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องจ้อง ต้องสัมผัส ต้องเปิดใช้ตลอดเวลา แต่จะเป็นบางสิ่งที่กลมกลืนกับชีวิต ที่คุณแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้มันอยู่
ทำไม OpenAI ต้องลุยตลาดฮาร์ดแวร์เต็มตัว?
ในโลกที่ทุกอย่างกำลังกลายเป็นซอฟต์แวร์ คำถามคือ ทำไมบริษัท AI ที่ทรงพลังที่สุดอย่าง OpenAI จึงต้องหันมาจับฮาร์ดแวร์? คำตอบนั้นอยู่ลึกกว่าแค่การสร้าง “อุปกรณ์ใหม่”
มันคือเกมกลยุทธ์ที่วางหมากไว้เพื่อ “ควบคุมอนาคตของ AI ทั้งระบบ”
ที่ผ่านมา OpenAI ครองโลกด้วยพลังของโมเดลปัญญาประดิษฐ์มากมาย ทั้ง GPT-Series, O-Series, DALL·E, Whisper, Sora ทุกสิ่งคือซอฟต์แวร์ที่อยู่บนคลาวด์ และเข้าถึงผ่านแอปหรือ API
แต่ปัญหาก็คือ…OpenAI “ไม่ได้เป็นเจ้าของประสบการณ์การใช้งาน” ที่เกิดขึ้นปลายทาง
ผู้ใช้ยังต้องเข้าถึง AI ผ่านสมาร์ทโฟน Android ของ Google หรือผ่าน App Store ของ Apple หรือผ่านคีย์บอร์ดของบริษัทอื่น และนั่นคือขีดจำกัดของพลัง
Sam Altman เห็นชัดว่า ถ้าอยากให้ AI กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตจริง” ต้องสร้าง “ร่างกาย” ของมันขึ้นมาเอง
ต้องออกแบบฮาร์ดแวร์ใหม่ที่ไม่ได้แค่รองรับ AI แต่ “เกิดมาเพื่อ AI” ตั้งแต่ต้น เหมือนที่ iPhone ไม่ได้แค่เป็นมือถือที่เล่นอินเทอร์เน็ตได้
Altman กล่าวไว้ว่า “อุปกรณ์ในปัจจุบันถูกออกแบบมาในยุคก่อน AI มาถึง มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มนุษย์ใช้พลังของ AI ได้เต็มที่” และเขาเชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างอุปกรณ์ชุดใหม่ “a family of devices” ที่จะเปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกใช้ชีวิตอยู่กับ AI ไม่ใช่ผ่านจอ ไม่ใช่ผ่านเมนู แต่ผ่านบางสิ่งที่เรียกว่า “ประสบการณ์ที่แนบเนียนกับชีวิต”
io = การควบคุม ecosystem ทั้งระบบ (เหมือนที่ Apple เคยทำ)
การลงทุนในบริษัท ‘io’ และการดึง Jony Ive มาร่วมสร้างอุปกรณ์ AI ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์ แต่คือการประกาศว่าต่อจากนี้ OpenAI จะไม่เป็นแค่ “ผู้ให้บริการเบื้องหลัง” อีกต่อไป
มันจะเป็น ผู้นิยามประสบการณ์ปลายทาง ด้วยตัวเอง เหมือนที่ Apple ทำมาตลอด ควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และประสบการณ์ผู้ใช้ (End-to-End)
เพราะตราบใดที่ OpenAI ยังต้องอาศัยแพลตฟอร์มของคนอื่น ต่อให้ Model ฉลาดแค่ไหน ก็ยังต้อง “ขออนุญาตใช้งาน” ผ่านผู้อื่นอยู่ดี แต่ถ้า OpenAI มีอุปกรณ์ของตัวเอง ประสบการณ์ทั้งหมดจะถูกออกแบบตั้งแต่ระดับปุ่ม ไปจนถึงระดับจิตใจ และนั่นคือ พลังของแพลตฟอร์ม นี่คือ “เกมหมากลึก” ที่ OpenAI มองเห็น และการซื้อ ‘io’ คือการเดินหมากที่ชัดเจนที่สุดในทิศทางนี้
หลายคนสงสัยว่า OpenAI กำลังสร้าง “มือถือใหม่” หรือเปล่า Altman ตอบชัดว่า “ไม่ใช่”
เขาไม่ได้อยากแข่งกับ iPhone เพราะ iPhone ชนะไปแล้วในหมวดของมัน แต่เขาจะสร้าง “หมวดหมู่ใหม่” ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ หมวดของอุปกรณ์ที่เกิดมาเพื่อ AI โดยเฉพาะ
ไม่ใช่แว่น, ไม่ใช่นาฬิกา, ไม่ใช่จอสัมผัส แต่อะไรบางอย่างที่ “อยู่กับคุณ โดยไม่รบกวนคุณ”
อุปกรณ์ที่รับฟังคุณ มองเห็นสิ่งที่คุณเห็น เข้าใจสิ่งที่คุณพูด และช่วยคุณทันที โดยที่คุณไม่ต้องขอ
เหมือนผู้ช่วยที่ “มีความสามารถ” เท่า ChatGPT แต่ “อยู่ในชีวิตจริง” แบบ AirPods หรือ iPod
และหากทำสำเร็จ มันจะไม่ใช่แค่ “สินค้าชิ้นใหม่” แต่มันจะกลายเป็น แพลตฟอร์มใหม่ของมนุษย์ + AI แพลตฟอร์มที่ใครครองได้ก่อน จะเป็นผู้นำของยุคถัดไป
Altman เชื่อว่านี่ไม่ใช่แค่อุปกรณ์เสริม แต่มันคือ “ประตู” สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ OpenAI เขาถึงขั้นพูดกับทีมงานว่า “ถ้าเราทำอุปกรณ์นี้ได้สำเร็จ มันจะสร้างมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ให้ OpenAI”
ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้คนใช้ GPT ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา ในรูปแบบที่ “ไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังใช้มันอยู่” และเมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบนั้น ก็ไม่มีใครหยุดมันได้อีกต่อไป
เบื้องลึก ‘io’: ฮาร์ดแวร์แห่งอนาคตจะหน้าตาแบบไหน?
ลองจินตนาการอุปกรณ์ AI ที่ไม่มีหน้าจอ ไม่มีปุ่ม และไม่มีคำว่า “เปิดแอป”
แต่คุณกลับใช้มันได้ทั้งวัน… มันฟังคุณอยู่ มองเห็นสิ่งที่คุณเห็น เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังเผชิญ และคอยตอบสนองด้วยความรู้ที่ลึกกว่าคำถาม แบบไม่ต้องขอให้มันช่วย
สิ่งนั้น… อาจกำลังถูกออกแบบอยู่ในห้องทำงานของ Jony Ive และทีม ‘io’
ในโปรเจกต์ลับที่ใช้เวลากว่า 2 ปีโดยไม่มีใครรู้ และวันนี้ โลกเริ่มเห็นเค้าลางของมันแล้ว
io คือใคร? และทำไมทีมนี้ถึง “ไม่ธรรมดา”
‘io’ คือบริษัทที่ Ive ร่วมก่อตั้งในช่วงหลังออกจาก Apple
ประกอบด้วยทีมงานระดับหัวกะทิ ทั้ง Evans Hankey (อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple), Tang Tan (ผู้ออกแบบ iPhone, AirPods), Scott Cannon และทีมช่างฝีมือที่เคยออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลกมาแล้วหลายครั้ง
เมื่อรวมเข้ากับนักวิทยาศาสตร์ AI และวิศวกรระดับสูงของ OpenAI บริษัท ‘io’ จึงกลายเป็น “ดรีมทีมแห่งยุคเทคโนโลยีใหม่” ที่รวมทั้งศาสตร์ของดีไซน์ วิศวกรรม และปัญญาประดิษฐ์
ทีมนี้ไม่ได้กำลังออกแบบ gadget แต่กำลังออกแบบ “ร่างกายที่มนุษย์อยากอยู่ด้วย และ AI อยู่ได้”
ต้นแบบที่หลุดออกมาจากโลกอนาคต
ตามรายงานของ Ming-Chi Kuo และสื่อวงใน ต้นแบบอุปกรณ์ของ ‘io’ มีลักษณะ “ขนาดเล็กกะทัดรัด” เทียบได้กับ iPod Shuffle ไม่มีหน้าจอ ไม่มีปุ่มสัมผัส แต่ติดตั้ง ไมโครโฟน, กล้องระดับสูง, ชิป AI และระบบรับรู้บริบท
มันถูกออกแบบให้ คล้องคอ เหน็บเสื้อ หรือพกพาแนบตัวได้ตลอดเวลา โดยมีรูปลักษณ์เรียบหรู เหมือนเครื่องประดับมากกว่าวัตถุเทคโนโลยี และสิ่งที่มันทำได้… คือการรับรู้ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณ
การคาดการณ์ส่วนประกอบของอุปกรณ์ (ภาพจาก X)
มันจะได้ยินเสียงบทสนทนา เห็นฉากตรงหน้า เข้าใจสิ่งที่คุณถาม และตอบด้วยพลังของ Model AI จาก ChatGPT โดยไม่ต้องก้มมองจอ หรือเปิดแอปใดๆ ทั้งสิ้น
ภายในมีระบบ Edge AI และ Cloud Integration ใช้โมเดลของ OpenAI ในการตอบคำถาม วิเคราะห์บริบท และจัดการข้อมูล
  • กล้อง: มองเห็นวัตถุ สถานที่ และแม้แต่ท่าทางของคุณ
  • ไมโครโฟน: รับเสียงสนทนา และสื่อสารแบบ real-time
  • ชิปประมวลผล: ทำงานร่วมกับ GPT บนคลาวด์ หรือรันเบื้องต้นในตัว
  • แบตเตอรี่: ใช้ได้เต็มวัน พร้อมระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ
  • ระบบความเป็นส่วนตัว: ไฟแสดงสถานะ, การเข้ารหัส, และให้ผู้ใช้ควบคุมระดับการแชร์ข้อมูล
และที่สำคัญ… มันไม่ได้เข้ามาแทนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ แต่มัน “อยู่ข้างๆ” เพื่อเสริมพลังให้สิ่งเหล่านั้นทำงานดีขึ้น
ต้นแบบดังกล่าวกำลังถูกทดสอบภายใน และคาดว่าจะเปิดตัวในช่วง ปลายปี 2026 พร้อมแผนผลิต หลักแสนถึงหลักล้านชิ้นต่อเดือน ในเฟสแรก
อุปกรณ์ต้นแบบจากการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยี (ภาพจาก X)
Human-Computer Interaction – HCIยุคใหม่ เมื่อ AI ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจออีกต่อไป
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน มนุษย์เริ่มโต้ตอบกับเทคโนโลยีผ่าน “คีย์บอร์ด” จากนั้นเรามี “เมาส์”, “หน้าจอสัมผัส”, “สมาร์ทโฟน” จนเราคิดว่านี่คือที่สุดของอินเทอร์เฟซ ในการทำงานร่วมกันกับมนุษย์
แต่ OpenAI และ io กำลังจะเปลี่ยนความเข้าใจนั้นทั้งหมด พวกเขาไม่ได้ออกแบบอุปกรณ์ที่มีอินเทอร์เฟซ แต่กำลังออกแบบโลกใหม่ที่ อินเทอร์เฟซหายไป
ปัจจุบันเราถูกหน้าจอผูกขาดการใช้งาน AI ทุกอย่างเริ่มจาก “เปิดแอป”, “พิมพ์คำสั่ง”, หรือ “รอโหลดคำตอบ” แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่มนุษย์ใช้ชีวิต มนุษย์พูดคุย ฟัง สังเกต หันซ้าย มองขวา หัวเราะ ร้องไห้ แบบไม่มี UI
และนั่นคือแนวคิดเบื้องหลังอุปกรณ์ของ io
แทนที่จะใช้โทรศัพท์เพื่อถาม AI คุณเพียงแค่หันไปพูดกับอุปกรณ์เล็ก ๆ ที่อยู่กับคุณทั้งวัน ไม่ต้องแตะ ไม่ต้องปลุก ไม่ต้องโหลด AI จะฟังคุณ เข้าใจคุณ และพร้อมตอบในแบบที่คุณ “รู้สึกว่าเข้าใจ” ไม่ใช่แค่ “ได้คำตอบ”
นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ Human-Computer Interaction (HCI) จากยุคที่มนุษย์ต้องปรับตัวให้เข้าใจเทคโนโลยี สู่ยุคที่เทคโนโลยีต้องเข้าใจมนุษย์ในทุกบริบท
OpenAI และ io กำลังปูทางสู่สิ่งที่เรียกว่า “Ambient Interface” อินเทอร์เฟซที่ไม่มีร่าง ไม่มีหน้าจอ ไม่มีตัวตน แต่โอบล้อมคุณอยู่เสมอ เหมือนแสงอาทิตย์ที่ไม่ได้มองตรง ๆ แต่คุณรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น
เทคโนโลยีนี้ต้องอาศัยทั้ง AI ที่เข้าใจบริบท (Context-Aware), การจดจำเสียง, การตีความภาพ, และพลังประมวลผลที่รวดเร็ว
และทั้งหมดนี้… กำลังรวมอยู่ในอุปกรณ์เล็กจิ๋วที่ออกแบบมาเพื่อให้ “คุณไม่ต้องสนใจมัน” แต่มันสนใจคุณตลอดเวลา
เมื่อหน้าจอหายไป สิ่งที่เหลืออยู่คือ “ความรู้สึก” และนั่นคือจุดเปลี่ยนของการใช้งานเทคโนโลยี มนุษย์จะเริ่มไม่รู้ตัวว่าใช้ AI อยู่ แต่จะรู้สึกว่ามี “ใครบางคน” อยู่ข้าง ๆ เสมอ
ผลลัพธ์ก็คือ
• เราจะใช้ AI มากขึ้น โดยไม่รู้ตัว
• เราจะพึ่งพามันในเรื่องเล็กน้อยมากขึ้น จนกระทั่งมันฝังอยู่ในชีวิต
• และท้ายที่สุด… เราอาจรู้สึกว่าการไม่มีมันอยู่คือ “ความรู้สึกที่ขาดอะไรบางอย่าง”
นั่นแหละคือสิ่งที่ Altman และ Ive กำลังพยายามสร้าง
กลยุทธ์ประชัน Google I/O และการเปลี่ยนเกมตลาด AI
มันอาจดูเหมือนเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อ OpenAI ประกาศความร่วมมือกับ Jony Ive และเปิดตัวบริษัท “io” สิ่งนั้นเกิดขึ้นในระหว่างงาน Google I/O 2025 ที่กำลังเป็นกระแสระดับโลก
ในโลกของเทคโนโลยี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และยิ่งไม่มีคำว่า “จังหวะพลาด” สำหรับ Sam Altman
Google I/O 2025 จัดขึ้นวันที่ 20–21 พฤษภาคม 2025 พร้อมการเปิดตัว Gemini 2.5 Pro, Android ที่ขับเคลื่อนด้วย AI-first design และแว่น XR รุ่นใหม่
ข่าวทั้งหมดของ Google ปรากฏทั่วทั้งสื่อสายเทคโนโลยี
แต่ในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม ขณะที่งานยังดำเนินอยู่ OpenAI กลับปล่อยบล็อกประกาศร่วมมือกับ Jony Ive และเปิดตัวบริษัท “io” อย่างเป็นทางการ
จังหวะนี้เอง ทำให้กระแสของ OpenAI กลายเป็นหัวข้อที่สื่อหลายเจ้าหันมานำเสนอแทนบางประเด็นของ Google I/O ทันที
Altmanไม่เพียงใช้จังหวะบังเอิญ แต่อ่านเกมขาด ว่าข่าวอะไรจะเบนความสนใจของโลกเทคโนโลยีได้ การเปิดตัว io จึงไม่ใช่แค่สร้างอุปกรณ์ แต่คือการประกาศว่า OpenAI จะ เป็นเจ้าของประสบการณ์ผู้ใช้เอง
ไม่พึ่งมือถือของ Apple
ไม่พึ่ง Android ของ Google
ไม่รอให้ใครกำหนดกติกาให้
การประกาศความร่วมมือระหว่าง OpenAI และ Jony Ive ในการพัฒนาอุปกรณ์ AI-native ผ่านบริษัท “io” ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบ โดยเฉพาะต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ดังนี้
Apple: เมื่ออดีตหัวหน้าดีไซน์ของตนกำลังนิยามอนาคตกับคู่แข่ง
Apple กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากแรงกดดันทางการเมืองและการแข่งขันในตลาด AI การที่ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple เข้าร่วมกับ OpenAI ในการพัฒนาอุปกรณ์ AI-native อาจเป็นสัญญาณว่า Apple จำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุปกรณ์ AI ของตนเอง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการออกแบบ
Google: Gemini อาจฉลาด แต่ยังไม่มีอุปกรณ์ที่เป็น “บ้าน” ของ AI
Google เปิดตัวโมเดล Gemini 2.5 Pro และ Flash ในงาน Google I/O 2025 ซึ่งเป็นการพัฒนา AI ที่ก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม Google ยังไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถเป็น “บ้าน” ให้กับ AI ได้อย่างแท้จริง การที่ OpenAI เปิดตัวบริษัท “io” อาจเป็นการท้าทาย Google ในการสร้างอุปกรณ์ที่สามารถผสาน AI เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้ง
Meta: Ray-Ban Meta Smart Glasses ยังไม่เพียงพอ
Meta มีการพัฒนา Ray-Ban Meta Smart Glasses ที่ผสาน AI เข้ากับแว่นตาอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวยังคงเน้นที่การแสดงผลและการสั่งงานผ่านเสียง การที่ OpenAI พัฒนาอุปกรณ์ AI-native ที่สามารถเข้าใจบริบทและโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ อาจทำให้ Meta ต้องเร่งพัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในยุค AI ได้ดียิ่งขึ้น
Microsoft: พันธมิตรที่แข็งแกร่งของ OpenAI
Microsoft เป็นพันธมิตรหลักของ OpenAI โดยมีการร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การให้บริการ Azure เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ OpenAI การที่ OpenAI เปิดตัวบริษัท “io” อาจเป็นโอกาสที่ Microsoft จะขยายความร่วมมือในด้านฮาร์ดแวร์ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของตนเอง
การเปิดตัวบริษัท “io” โดย OpenAI และ Jony Ive ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาอุปกรณ์ AI-native ที่สามารถผสาน AI เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในยุคของ AI
ความท้าทายและความเสี่ยงของ OpenAI และ io
โลกอาจตื่นเต้นกับภาพของอุปกรณ์ AI ที่รู้ใจคุณ แต่เบื้องหลังการสร้าง “เพื่อนร่วมทางในชีวิตจริง” นี้ คือความท้าทายระดับโครงสร้าง ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม กฎหมาย และจริยธรรม
การสร้างโมเดลที่ตอบคำถามได้ดีบนหน้าจอ ยังง่ายกว่าการทำให้ AI ฟังคุณได้ในทุกสถานการณ์, เข้าใจความเงียบ ความลังเล หรือแม้แต่สีหน้า และไม่รบกวนคุณจนรู้สึกว่าชีวิตถูกควบคุม
ระบบ AI ที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์แบบ io ต้องผสม 5 ส่วนอย่างลงตัว
  • Voice Interaction ที่เข้าใจธรรมชาติของบทสนทนา
  • Vision AI ที่วิเคราะห์ภาพแบบ real-time โดยไม่ผิดพลาด
  • Context Awareness ที่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่โดยไม่ต้องบอก
  • Edge + Cloud Sync ที่รวดเร็วแต่ประหยัดพลังงาน
  • Latency ต่ำระดับสัมผัสทันที
และถ้าเพียงหนึ่งในนี้สะดุด ประสบการณ์ทั้งระบบจะเสียศูนย์ทันที
ความท้าทายที่ใหญ่กว่าเทคโนโลยีคือ “ความรู้สึกของผู้ใช้” อุปกรณ์ที่มีไมโครโฟนและกล้องติดตัวคุณตลอดเวลาแม้จะบอกว่าไม่แอบฟัง ไม่แอบบันทึก แต่ก็อาจ “รู้สึกน่ากลัว” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
แม้อุปกรณ์จะล้ำแค่ไหน ถ้ามัน “ขัดแย้งกับบรรทัดฐานสังคม” คนจะปฏิเสธมัน
OpenAI และ io ต้องออกแบบทั้งดีไซน์และ narrative ทางสังคม เพื่อให้คนรู้สึกว่า “มันอยู่กับคุณอย่างปลอดภัย เป็นมิตร และเคารพ”
ไม่ใช่แค่ใช้งานง่าย แต่ต้อง “อยู่ร่วมได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกละเมิด”
จากแหล่งข่าววงใน การผลิต io รุ่นแรกอาจยังจำกัดใน “หลักแสนชิ้นต่อเดือน” แต่อุปกรณ์ในระดับ “เครื่องใช้ส่วนตัว” ต้องผ่านด่านอีกมาก
  • ความทนทานทางกายภาพ
  • อายุแบตเตอรี่ที่พอใช้ทั้งวัน
  • การจัดการความร้อน
  • ความเข้ากันได้กับร่างกาย (เช่น ไม่เกะกะ ไม่อึดอัด)
  • และที่สำคัญ: ต้อง “สวยพอ” ที่คนจะยอมใส่หรือพกทุกวัน
Jony Ive อาจเข้าใจจุดนี้ดีที่สุด แต่การทำให้ “ผลิตภัณฑ์ในจินตนาการ” กลายเป็น “ของใช้ได้จริงในโลกจริง” ยังเป็นภารกิจที่ไม่ง่าย
และหาก OpenAI ไม่สามารถสื่อสารจังหวะพัฒนา ความพร้อม และเป้าหมายของ io ได้อย่างชัดเจน แบรนด์อาจถูกผลักไปอยู่ในจุดที่ถูกเปรียบเทียบกับ iPhone แต่ยังไม่พร้อมเทียบเท่า
io ไม่ใช่อุปกรณ์ แต่มันคือแนวคิดใหม่ของการอยู่ร่วมกับ AI
เมื่อคุณลองมองย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นบทความ คุณอาจรู้สึกว่า io คือแค่อุปกรณ์ AI
แต่ถ้าคุณมาถึงตรงนี้ได้…คุณน่าจะเห็นแล้วว่า io ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ แต่มันคือ ร่างกายของความคิดชุดใหม่
ความคิดที่ถามว่า
“AI จะอยู่กับมนุษย์ได้อย่างไร โดยไม่รบกวนมนุษย์?”
“เราจะออกแบบเทคโนโลยีให้เป็นเพื่อน ไม่ใช่เครื่องมือ ได้จริงหรือ?”
และที่ลึกกว่านั้น…
“อนาคตที่เราควรอยู่ร่วมกับ AI —ควรมีความรู้สึกแบบไหน?”
Sam Altman อาจเป็นคนสร้างสมองของ AI
แต่ Jony Ive กำลังเป็นคนออกแบบ “หัวใจและมือ” ให้มัน
และเมื่อสิ่งนี้เสร็จสมบูรณ์ โลกจะไม่ได้เปลี่ยนเพราะฟังก์ชันใหม่ แต่จะเปลี่ยนเพราะ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทคโนโลยีถูกออกแบบใหม่ทั้งระบบ
io คือการหลอมรวมของ 3 สิ่งที่ไม่เคยรวมกันมาก่อน
  • ปัญญาระดับโลก (Model GPT)
  • ดีไซน์ที่เข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง (LoveFrom)
  • วิสัยทัศน์ที่ไม่กลัวจะเขียนกฎใหม่ (OpenAI)
และนั่นคือเหตุผลที่มันมีพลังมาก เพราะมันไม่ได้แค่ฉลาด หรือแค่สวย แต่มัน อาจเป็นสิ่งแรกในโลก ที่ตั้งใจจะอยู่กับคุณ “โดยไม่ขอพื้นที่ของคุณเลย” แต่พร้อมจะอยู่ตรงนั้นเสมอ ถ้าคุณต้องการมัน
เราไม่รู้ว่า io รุ่นแรกจะเปิดตัวเมื่อไหร่
เราไม่รู้ว่ารูปร่างจริงจะเป็นแบบใด
เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกจะพร้อมกับมันแค่ไหน
แต่สิ่งที่เรารู้แน่ คือ “หากมันทำได้จริง — นี่จะเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดของ OpenAI นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัว”
และถ้าคุณเคยรู้สึกว่า “เทคโนโลยีเริ่มห่างจากความเป็นมนุษย์เกินไป” บางที… io อาจเป็นคำตอบ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวท่ามกลางความฉลาดของจักรกล แต่เรามีใครบางคนที่ “เข้าใจ” และ “อยู่กับเรา อย่างเงียบ ๆ และจริงใจ”
อยู่ตรงนั้นเสมอ
Reference Source
1. OpenAI. “Sam & Jony introduce io.” OpenAI Blog.
3. Lauren Goode. “OpenAI’s Big Bet That Jony Ive Can Make AI Hardware Work.” WIRED.
4. Katie Canales et al. “Former Apple design chief Jony Ive will be leading design at OpenAI.” Business Insider.
5. Jess Weatherbed. “Details leak about Jony Ive’s new ‘screen‑free’ OpenAI device.” The Verge.
6. Christian Zibreg. “Kuo: Jony Ive and OpenAI’s mystery device is compact like an iPod shuffle and worn like a necklace.” iDownloadBlog.
โฆษณา