Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
31 พ.ค. 2025 เวลา 11:06 • ประวัติศาสตร์
ใครเป็นเจ้าของ “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land)”
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land)” เป็นของใคร? ใครสามารถอ้างสิทธิ์ในปาเลสไตน์ได้?
นี่เป็นคำถามที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง เป็นที่โต้เถียงกันมานาน
วันนี้เราลองมาดูเรื่องราวนี้กันครับ
ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์มนุษยชาติอันยาวนาน มีอารยธรรม ดินแดน และกลุ่มต่างๆ กว่า 40 แห่ง ได้เข้ามายึดครองดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์
1
อารยธรรมในยุคแรกๆ ได้ถูกก่อตั้งขึ้นก่อนศาสนายูดาห์ และก่อนศาสนาอิสลามนับพันปี ดังนั้น หากอิงตามตรรกะของบางคนที่บอกว่า “ใครอยู่มาก่อนก็ควรเป็นผู้ครอบครองดินแดนนั้น” หากคิดตามตรรกะนี้ เจ้าของดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์ก็ควรจะเป็น “ชาวคานาอัน (Canaanite)”
ชาวคานาอัน คือเครือข่ายชนเผ่าโบราณในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอารยธรรมยุคแรกๆ มีลักษณะเป็นกลุ่มชนเผ่าที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วคาบสมุทรไซนายและบริเวณอิสราเอลและปาเลสไตน์ในปัจจุบัน
ชาวคานาอัน (Canaanite)
ชาวคานาอัน ได้เข้ายึดครองดินแดนนี้เมื่อกว่า 10,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเท่ากับเป็นช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดชาวยิวอย่างน้อย 7,000 ปี และก่อนจะเกิดอาหรับเกือบ 11,000 ปี
แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ไม่คิดว่าดินแดนนี้ควรเป็นของชาวคานาอัน เนื่องจากในปัจจุบันก็ไม่มีชาวคานาอันอีกแล้ว
ดังนั้น อีกรายที่อาจจะอ้างสิทธิได้ก็คือ “ชาวฟิลิสตีน (Philistines)“ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ปรากฎในดินแดนนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับชาวอิสราเอลกลุ่มแรก
ภาพแกะสลักเชลยชาวฟิลิสตีน
1270 ปีก่อนคริสตกาล ชาวฟิลิสตีนได้มาเยือนปาเลสไตน์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ชาวอิสราเอลเริ่มทำการกวาดล้างผู้คนออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ส่วนทางด้านชาวยิว ถึงแม้ว่าชาวยิวจะอาศัยอยู่ในดินแดนนี้มาตั้งแต่ราว 1270 ปีก่อนคริสตกาล แต่พวกเขาไม่เคยครอบครองดินแดนนี้ได้อย่างต่อเนื่องนานเกินแค่ไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น และสุดท้ายก็จะถูกโค่นล้ม เกิดสงครามกลางเมือง หรือถูกรุกรานโดยดินแดนอื่น
การครอบครองปาเลสไตน์ที่ยาวนานที่สุด เกิดขึ้นโดย “จักรวรรดิอ็อตโตมัน (Ottoman Empire)” ซึ่งปกครองดินแดนนี้ตั้งแต่ค.ศ.1516-1917 (พ.ศ.2059-2460) นานถึง 401 ปี
1
แต่ชาวยิวก็ไม่เคยมีรัฐที่เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบบเดียวกันและดำรงอยู่ได้นาน เช่นเดียวกับชาวมุสลิม ซึ่งมีการเปลี่ยนราชวงศ์หลายครั้ง มีทั้งที่รุ่งเรืองและล่มสลาย ดังนั้น ถ้าจะยึดตามเหตุผลนี้ จักรวรรดิอ็อตโตมันก็ควรเป็นเจ้าของดินแดนเหล่านี้
แต่ปัญหาก็คือ จักรวรรดิอ็อตโตนั้นล่มสลายไปตั้งแต่ปีค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) ส่วนที่ยังหลงเหลือและมีขนาดใหญ่ที่สุด ก็คือประเทศตุรกี ซึ่งรัฐบาลตุรกีก็ไม่เคยอ้างสิทธิ์ใดเหนือดินแดนดังกล่าว
1
ชาวยิวอาจจะเคยอยู่อาศัยในดินแดนนี้มาเป็นเวลานาน อาจจะไม่ใช่กลุ่มที่อยู่มาก่อนเป็นกลุ่มแรก หรืออยู่มายาวนานที่สุด แต่ก็นับว่าชาวยิวอยู่มาเป็นเวลาพอสมควรเลย
นับตั้งแต่ชาวยิวถือกำเนิดจากชาวอิสราเอล ซึ่งก็มีต้นกำเนิดจากชาวคานาอันอีกที ก็มีชาวยิวอย่างน้อยหนึ่งคนอาศัยอยู่บนผืนดินนี้มาโดยตลอด หลายคนจึงมองว่านี่คือหลักฐานของสิทธิในการอ้างกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่องของชาวยิว
แต่แค่การมีคนเพียง “หนึ่งคน” อยู่ในดินแดนใดดินแดนหนึ่ง ไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นได้ เป็นไปไม่ได้เลย
แม้ว่าชาวยิวอาจยังคงมีประชากรกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่สิบคนอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ รวมถึงช่วงหลังจากที่โรมันได้ทำลาย “พระวิหารที่สอง (Second Temple)” แต่ในความเป็นจริง ชาติอื่นๆ แทบทุกชาติทั่วโลกก็มีลักษณะคล้ายกัน เช่น ชาวอียิปต์ ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าเคยอาศัยอยู่ในดินแดนนี้มาก่อนนับตั้งแต่มีการก่อตั้งอารยธรรมอียิปต์เมื่อราว 3100 ปีก่อนคริสตกาล
1
พระวิหารที่สอง (Second Temple)
นักประวัติศาสตร์หลายคนจึงแสดงความเห็นว่า หากใช้ตรรกะนี้ ตรรกะที่ว่าการมีอยู่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนนั้นอย่างต่อเนื่อง จะเท่ากับมีสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของดินแดนนั้น ถ้าเช่นนั้น ชาวอียิปต์ก็ควรเป็นเจ้าของดินแดนนี้ด้วย เพราะพวกเขาก็อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด เช่นเดียวกับชาวกรีก ชาวโรมัน ชาวอาหรับ และอารยธรรมโบราณอื่นๆ อีกมากมาย
หากตีความตามตรรกะนี้จริงๆ ก็เท่ากับว่า ชาวยิวก็มีสิทธิ์อ้างกรรมสิทธิ์ในทุกประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกับทุกกลุ่มชาติพันธุ์หรืออารยธรรมอื่นๆ ที่มีใครสักคนอาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
ซึ่งแน่นอนว่าตรรกะแบบนี้จะทำให้แนวคิดเรื่อง “สิทธิอ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดน” กลายเป็นเรื่องไร้หลักเกณฑ์ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยการอพยพ ผสมผสาน และการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ การมีอยู่ของกลุ่มคนในดินแดนหนึ่งจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นเกณฑ์เด็ดขาดในการกำหนดสิทธิความเป็นเจ้าของได้อีกต่อไป
สรุปก็คือ ความขัดแย้งนี้ มักใช้ประวัติศาสตร์การครอบครองดินแดนในอดีตมาเป็นหลักฐานเพื่ออ้างสิทธิในปัจจุบัน แต่ตรรกะที่ว่า “ชาวยิวอยู่ที่นั่นก่อน” หรือ “ชาวอาหรับอยู่ที่นั่นนานที่สุด” แทบจะไม่มีน้ำหนักหรือความเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงกับข้อเรียกร้องดินแดนในปัจจุบันเลย
ชาวอิสราเอลยังไม่ปรากฎในฐานะกลุ่มชนอิสระจนกระทั่งประมาณ 1200 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนชาวยิวค่อย ๆ ปรากฎขึ้นอย่างช้าๆ ตลอดหลายศตวรรษต่อมา
ชาวคานาอัน เป็นกลุ่มอารยธรรมใหญ่กลุ่มแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันคืออิสราเอลและปาเลสไตน์ ที่สำคัญก็คือ ชาวคานาอันไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นกลุ่มนครรัฐอิสระที่ตั้งอยู่ทั่วบริเวณเลแวนต์และอียิปต์
นครรัฐเหล่านี้มีศูนย์กลางเป็นชุมชนที่ล้อมด้วยกำแพง ล้อมรอบที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง ส่วนใจกลางเมืองก็ทำหน้าที่เป็นตลาดที่ชาวนาและชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่นอกกำแพง นำสินค้ามาขาย
ในที่สุด ชาวคานาอันก็แยกตัวและสลายไปเป็นกลุ่มต่างๆ และหนึ่งในกลุ่มที่แยกตัวออกมาเป็นกลุ่มแรกๆ ก็คือ “ชาวอิสราเอล”
จากการศึกษา พบว่าชาวคานาอันมีส่วนร่วมในสายพันธุ์ของชาวตะวันออกกลางยุคปัจจุบันเกือบ 50% ซึ่งหมายความว่าชาวปาเลสไตน์และชาวยิวเคยมีบรรพบุรุษร่วมกันมาก่อน
1
หลังจากชาวคานาอัน ชาวยิวก็ได้ครอบครองพื้นที่นี้เป็นเวลาหลายปีผ่านอาณาจักรต่างๆ และเมื่อประมาณช่วง 1000 ปีก่อนคริสตกาล “ราชอาณาจักรอิสราเอล (Kingdom of Israel)” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวกันของ 12 ชนเผ่าของอิสราเอล และถือเป็นรัฐอิสระแห่งแรกในแถบนี้
ราชอาณาจักรอิสราเอล ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 930 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่เชเคม จากนั้นก็ย้ายไปยังพีนูเอล ตีร์ซา และสุดท้ายก็คือซาแมเรีย
ข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ ก็คือในช่วงเวลานั้น กรุงเยรูซาเลมยังไม่เป็นเมืองที่มีความสำคัญหรืออาจจะยังไม่ถือกำเนิดขึ้น ดังนั้นชาวยิวจึงไม่ได้ควบคุมเมืองหลวงทางศาสนาอยู่เสมอไป
“ราชอาณาจักรอื่นๆ เช่น “ราชอาณาจักรยูดาห์ (Kingdom of Judah)” ก็ได้ถือกำเนิดหลังจากสงครามกลางเมืองที่แบ่งอาณาจักรออกเป็นรัฐทางตอนเหนือและตอนใต้ อย่างไรก็ตาม การแบ่งแยกนี้ก็ทำให้อาณาจักรทั้งสองอ่อนแอลง และในไม่ช้า “จักรวรรดิอัสซีเรีย (Assyria)” ก็ได้รุกรานและเข้ายึดครองอาณาจักรทางตอนเหนือในที่สุด
ก่อนหน้านั้น ก็มีบางพื้นที่ของดินแดนนี้ที่ถูกครอบครองโดยอาณาจักรอียิปต์โบราณหลายแห่ง โดยจักรวรรดิอัสซีเรียได้เริ่มพิชิตพื้นที่นี้เมื่อประมาณ 740 ปีก่อนคริสตกาล และสามารถพิชิตอาณาจักรทางตอนเหนือ หรือก็คือ “อิสราเอล” ได้สำเร็จเมื่อ 722 ปีก่อนคริสตกาล
หลังจากนั้น “จักรวรรดิบาบิโลน (Babylon)” ก็ได้โค่นอำนาจของจักรวรรดิอัสซีเรียและเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ 586 ปีก่อนคริสตกาล
ที่ผ่านมา มีการเนรเทศชาวยิวออกจากดินแดนแถบนี้ แต่หลังจาก “พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great)” ได้ก่อตั้ง “จักรวรรดิอะคีเมนิด (Achaemenid Empire)” และเข้ายึดครองภูมิภาคนี้อีกครั้ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
พระเจ้าไซรัสมหาราช ได้ทรงดำเนินการปฏิรูปหลายอย่าง ที่โดดเด่นที่สุด คือการพระราชทานพระบรมราชานุญาตและทรงสนับสนุนให้ชาวยิวได้กลับคืนสู่แผ่นดินมาตุภูมิ รวมทั้งยังทรงส่งทีมค้นหาเพื่อค้นหาวัตถุโบราณบางส่วนคืนชาวยิว
1
พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great)
แต่สำหรับจักรวรรดิอะคีเมนิด แม้จะเป็นมหาอำนาจระดับโลกแห่งแรก แต่ในที่สุดก็ถูกโค่นล้มโดย “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)”
แต่หลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงสร้างจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดแห่งยุคนั้นได้สำเร็จ จักรวรรดิของพระองค์ก็ล่มสลายอีกครั้ง และดินแดนเหล่านั้นก็ถูกแบ่งแยกเป็นจักรวรรดิย่อยต่างๆ
แต่สำหรับผู้ปกครองที่มีความสำคัญที่สุดในดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์ในยุคสมัยต่อมา ก็เห็นจะเป็น “จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire)”
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)
“ปอมเปย์ (Pompey)” ขุนศึกชาวโรมัน ได้เข้ายึดกรุงเยรูซาเลมเมื่อ 63 ปีก่อนคริสตกาล ทำให้เยรูซาเลมตกอยู่ใต้การปกครองของโรมัน อย่างไรก็ตาม การยึดครองครั้งนี้เป็นการกระทำที่ซับซ้อนด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการทูต โดยในเวลานั้น ปอมเปย์ได้ถูกขอร้องให้สนับสนุนทั้งฝ่ายอิสราเอลตอนเหนือและตอนใต้ในสงครามกลางเมืองครั้งใหม่
เมื่อถูกขอร้อง ปอมเปย์จึงนำกองทัพขนาดใหญ่เข้ามาเยือนดินแดนแถบนี้ โดยใช้กลยุทธ์ยั่วยุฝ่ายต่างๆ ให้แตกแยกและอ่อนแอ ทำให้กองทัพของเขาสามารถยึดครองดินแดนได้อย่างรวดเร็ว
ในช่วงแรก จักรวรรดิโรมันยอมรับชาวยิวและมอบสิทธิ์การปกครองตนเองบางส่วนให้ แต่หลังจากที่ชาวยิวก่อกบฏหลายครั้ง ชาวยิวก็ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม
ปอมเปย์ (Pompey)
พระวิหารที่สอง ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนายูดาห์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ถูกทำลายลงเกือบทั้งหมดโดยกองทัพโรมันที่กลับมายึดครองพื้นที่ และชาวยิวเกือบทั้งหมดในภูมิภาคก็ถูกสังหารหรือถูกเนรเทศไปยังแถบชายแดน
ภายในปีค.ศ.70 (พ.ศ.613) สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่สำหรับชาวยิว ก็คือ “กำแพงตะวันตก (Western Wall)” ซึ่งยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสำหรับชาวยิวมาจนถึงปัจจุบัน
จักรวรรดิโรมันได้แตกออกเป็นสองส่วนในปี ค.ศ.395 (พ.ศ.938) โดยจักรวรรดิโรมันตะวันออกได้เปลี่ยนชื่อเป็นจักรวรรดิไบแซนไทน์ และยังคงครอบครองดินแดนปาเลสไตน์
กำแพงตะวันตก (Western Wall)
เมื่อถึงปีค.ศ.395 (พ.ศ.938) จักรวรรดิโรมันก็ได้แตกแยกออกเป็นสองส่วน โดยจักรวรรดิโรมันตะวันออกได้เปลี่ยนชื่อเป็น “จักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire)” และยังคงครอบครองดินแดนปาเลสไตน์
จักรวรรดิไบแซนไทน์ ได้ปกครองดินแดนปาเลสไตน์จนถึงปีค.ศ.614 (พ.ศ.1157) ก่อนจะถูกจักรวรรดิเปอร์เซียแห่งราชวงศ์ซาสซานิดเข้ายึดครองในช่วงปีค.ศ.614–628 (พ.ศ.1157-1171)
จักรวรรดิไบแซนไทน์ได้กลับมายึดครองดินแดนนี้อีกครั้งในปี ค.ศ.628 (พ.ศ.1171) และยังคงปกครองอยู่จนถึงปีค.ศ.636 (พ.ศ.1179) ซึ่งเป็นช่วงที่ “รัฐเคาะลีฟะฮ์ (Caliphate)” แห่งอิสลาม เริ่มรุ่งเรืองและเข้ายึดครองดินแดน
ในสมัยศตวรรษที่ 7 “ศาสดามูฮัมหมัด (Muhammad)” ได้วางรากฐานของศาสนาอิสลาม ซึ่งภายในเวลาไม่ถึง 100 ปี ศาสนาอิสลามก็แพร่ขยายจนกลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น เคาะลีฟะห์แห่งแรกคือ “ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (Ummayad Dynasty)” ซึ่งได้เข้ายึดครองกรุงเยรูซาเลมในปีค.ศ.636 (พ.ศ.1179)
ในเวลานั้น แม้ว่าชาวยิวจะได้รับสถานะเป็นชนกลุ่มน้อยที่ได้รับความคุ้มครอง และมีสถานะทางสังคมต่ำกว่าชาวมุสลิม แต่ในช่วงต้นของเคาะลีฟะห์ พวกเขาก็ได้รับสิทธิในการปกครองตนเองอย่างมาก การเลือกปฏิบัติต่อชาวยิวนั้นมีอยู่บ้างในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ก็ค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ
“สงครามครูเสด (Crusades)” ได้เกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยเป็นการรวมตัวกันของดินแดนคริสต์หลายแห่งที่จัดตั้งกองทัพอัศวินขนาดใหญ่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อจะรุกเข้าสู่ตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านศาสนาอิสลามและยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์
หลังจากเกิดสงครามครูเสดหลายครั้ง ก็มีรัฐครูเสดเกิดขึ้นจำนวนสี่รัฐ โดยราชอาณาจักรเยรูซาเลม ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ.1099 (พ.ศ.1642) และล่มสลายลงในปีค.ศ.1187 (พ.ศ.1730) เนื่องจากอำนาจของอาณาจักรมุสลิมที่เพิ่มมากขึ้น
หลังจากนั้น “สุลต่านแห่งราชวงศ์อัยยูบิด (Ayyubid Sultanate)“ ก็ได้ปกครองดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์ จนกระทั่งจักรวรรดิมัมลุกเข้ายึดครองพื้นที่ในเวลาต่อมา
ในช่วงเวลานี้ “จักรวรรดิมองโกล (Mongol Empire)“ ภายใต้การนำของ “เจงกิสข่าน (Genghis Khan)” ในสมัยศตวรรษที่ 13 และ 14 ก็ได้ยึดครองพื้นที่เกือบ 16% ของผืนแผ่นดินทั่วโลก กลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในขณะนั้น
เจงกิสข่าน (Genghis Khan)
จักรวรรดิมองโกลได้เข้ายึดบางส่วนของแถบเลแวนต์ แต่สิ่งสำคัญคือบริเวณนี้เอง ที่การขยายอำนาจของพวกมองโกลต้องหยุดลงเป็นครั้งแรก โดยหลังจากสิ้นเจงกิสข่าน จักรวรรดิมองโกลก็ได้แตกแยก และจักรวรรดิมัมลุกก็เข้ายึดครองพื้นที่นี้ในปีค.ศ.1250 (พ.ศ.1793) จนกระทั่งปีค.ศ.1516 (พ.ศ.2059) ที่จักรวรรดิออตโตมันซึ่งกำลังรุ่งเรือง ได้โค่นล้มอำนาจของมัมลุก
”จักรวรรดิอ็อตโตมัน (Ottoman Empire)” ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1299 (พ.ศ.1842) ในฐานะแคว้นเล็กๆ ทางตะวันออกของอนาโตเลีย และตลอดหลายศตวรรษต่อมา จักรวรรดินี้ก็ได้เติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคผ่านการทูตและพันธมิตร
การขยายอำนาจของจักรวรรดิอ็อตโตมัน ได้ถูกสกัดกั้นโดยจักรวรรดิไบแซนไทน์ทางตะวันตก และจักรวรรดิเปอร์เซียอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการขยายอำนาจเข้าสู่แคว้นอนาโตเลียและคาบสมุทรบอลข่านในปีค.ศ.1516 (พ.ศ.2059) การปกครองของมัมลุกในดินแดนนี้ก็สิ้นสุดลง
ตลอดช่วงการปกครองของอ็อตโตมัน ชาวยิวก็ได้รับการปฏิบัติดูแลอย่างดี โดยในช่วงแรก จักรวรรดิอ็อตโตมันได้รักษาอาณาเขตที่กว้างใหญ่และหลากหลายของตนไว้โดยการอนุญาตให้แต่ละดินแดนมีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง ตราบใดที่ดินแดนนั้นยอมอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิอ็อตโตมัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปและอำนาจของจักรวรรดิอ็อตโตมันเริ่มเสื่อมถอย ชาวยิวและกลุ่มชนอื่นๆ ก็ถูกกดขี่
จักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเคยเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดศตวรรษที่ 18 และ 19 แต่เมื่อ “สงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI)“ ใกล้เข้ามา จักรวรรดิอ็อตโตมันก็กลับถูกเรียกว่า ”คนป่วยของยุโรป (Sick Man of Europe)”
จักรวรรดิอ็อตโตมันนั้นขาดการปรับตัวสู่ความทันสมัย อีกทั้งยังเกิดการขยายตัวของลัทธิชาตินิยมซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวยิวอย่างรุนแรง ทำให้ชาวยิวถูกกดขี่มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถึงปีค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) สงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังเข้มข้น ทำให้จักรวรรดิอ็อตโตมันเข้าร่วมกับจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี นำพาดินแดนปาเลสไตน์เข้าสู่ช่วงสุดท้ายภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอ็อตโตมัน
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้เปลี่ยนแปลงตะวันออกกลางไปตลอดกาล ในช่วงสงคราม กองกำลังของอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ร่วมด้วยสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ในช่วงแรกก็ถูกตีโต้จนต้องถอยร่นในทุกแนวรบ แต่ก็เริ่มสามารถตอบโต้และผลักทัพศัตรูถอยกลับไปได้
เมื่อถึงค.ศ.1916 (พ.ศ.2459) จักรวรรดิอ็อตโตมันก็เริ่มตระหนักถึงความผิดพลาดที่ตนได้ก่อไว้ โดยอังกฤษได้ร่วมกับกองกำลังจากออสเตรเลียทำการโจมตีดินแดนปาเลสไตน์ และสามารถยึดครองพื้นที่ได้โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่น
เมื่อถึงปีค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) หลังจากแนวรบของเยอรมนีล่มสลาย จักรวรรดิอ็อตโตมันก็ล่มสลายตามไปจากแรงกดดันทั้งภายในและภายนอก
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะประสบความสำเร็จและยึดครอง ยุโรป อังกฤษ และฝรั่งเศส ก็ได้พบปะกันเพื่อแบ่งดินแดนของจักรวรรดิอ็อตโตมัน โดยข้อตกลงนี้ปิดโอกาสให้อังกฤษเข้ายึดครองดินแดนที่ต่อมาถูกเรียกว่า “ปาเลสไตน์ในอาณัติ (Mandatory Palestine)”
ค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศสนับสนุน “ปฏิญญาบัลโฟร์ (Balfour Declaration)” ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐยิวในดินแดนปาเลสไตน์
ในเวลาเดียวกัน อังกฤษยังได้ลงนามในข้อตกลงซึ่งให้คำมั่นว่าจะมอบดินแดนดังกล่าวให้แก่ชาวอาหรับหากพวกเขาลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดิอ็อตโตมัน ซึ่งชาวอาหรับก็ได้กระทำตามข้อตกลง
คำมั่นสัญญาที่ขัดแย้งกันทั้งสามประการต่อชาวยิว ชาวอาหรับ และฝรั่งเศสนี้ กลายเป็นรากฐานสำคัญของความขัดแย้งระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ในเวลาต่อมา
ในช่วงระหว่างสงครามโลก มีชาวยิวอพยพเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความตึงเครียดระหว่างชาวปาเลสไตน์กับชาวยิวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปีค.ศ.1938 (พ.ศ.2481) ได้เกิดการจลาจลของชาวอาหรับ ซึ่งเป็นผลมาจากการอพยพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชาวยิว
เมื่อชาวยิวเริ่มมีอำนาจมากขึ้นและได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษ ชาวอาหรับจึงลุกขึ้นต่อต้าน แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรง
ในปีค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) เมื่อ “สงครามโลกครั้งที่สอง (WWII)” ปะทุขึ้น อังกฤษก็ได้ออก ”สมุดปกขาว (White Paper)“ ซึ่งจำกัดการอพยพของชาวยิวเข้าสู่ปาเลสไตน์ แม้จะมีชาวยิวนับล้านพยายามหลบหนีออกจากยุโรปก็ตาม โดยเอกสารฉบับนี้มีผลบังคับใช้อยู่ตลอดช่วงสงคราม
การจลาจลค่อยๆ สงบลงเมื่อความสนใจของโลกหันเหไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง และจนถึงปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ภูมิภาคนี้ก็ค่อนข้างสงบ ก่อนจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ต่อชาวยิว ทำให้ชาวยิวนับล้านต้องสูญเสียชีวิต ส่งผลให้เกิดกระแสสนับสนุนชาวยิวในระดับโลกเพิ่มมากขึ้นมหาศาล
ในปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) การลุกฮือได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ความพยายามของอังกฤษในการรักษาอาณานิคมของตนก็เริ่มอ่อนแรงลงเนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายมหาศาลจากสงคราม อีกทั้งความต้องการของประชาชนที่อยากจะฟื้นฟูประเทศมากกว่าขยายอาณาเขต
หลังจากพยายามไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ เป็นเวลาถึงสี่ปี ในที่สุด ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) อังกฤษจึงถอนตัวออกจากดินแดนนี้อย่างสมบูรณ์
ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) “เดวิด เบนกูเรียน (David Ben-Gurion)” นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ได้ประกาศเอกราชให้อิสราเอลพ้นจากเขตอาณัติปาเลสไตน์ของอังกฤษ
เดวิด เบนกูเรียน (David Ben-Gurion)
คำประกาศเอกราชนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1,000 ปีที่มีรัฐยิวเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระอย่างแท้จริง
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการประกาศเอกราช เครื่องบินทิ้งระเบิดของอาหรับจากอียิปต์ จอร์แดน ซีเรีย เลบานอน และอิรัก ก็ได้บินเข้าสู่เมืองเทลอาวีฟ
เรียกได้ว่าอิสราเอลเป็นชาติที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางเปลวไฟอย่างแท้จริง
ประวัติศาสตร์ของดินแดนที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่าคืออิสราเอลและปาเลสไตน์ มีความยาวนานและเต็มไปด้วยความโหดร้าย ตั้งแต่การยึดครองโดยจักรวรรดิอัสซีเรียครั้งแรก จนถึงปี ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) ชาวยิวต้องเผชิญกับการกดขี่ การสังหารหมู่ และถูกผลักให้เป็นชนชั้นชายขอบภายใต้การปกครองของจักรวรรดิหลากหลายแห่ง
บริบททางประวัติศาสตร์นี้แสดงให้เห็นว่า ข้อโต้แย้งเรื่องกลุ่มคนที่มาอาศัยอยู่ก่อน อาจจะไม่มีน้ำหนักอย่างจริงจังในทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน แม้ว่าประวัติศาสตร์จะมีความสำคัญอย่างมากในบริบทนี้ แต่ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์แล้วกลับไม่มีความเกี่ยวข้องมากนัก แม้แต่การวิเคราะห์ด้วยเหตุผลพื้นฐานก็สามารถชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องของข้ออ้างเหล่านี้ได้ ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ครอบครองดินแดนนี้เป็นกลุ่มแรก ก็คือชาวคานาอัน ซึ่งตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน
ในทำนองเดียวกัน ทั้งชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ ต่างก็ไม่ได้ครอบครองภูมิภาคนี้เป็นระยะเวลาส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์ โดยจักรวรรดิอ็อตโตมัน ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ปกครองดินแดนนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด เป็นระยะเวลากว่า 401 ปี ซึ่งมากกว่าทั้งรัฐคอลีฟะห์อิสลามใด ๆ หรือจักรวรรดิของชาวยิว ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์ข้ออ้างทางประวัติศาสตร์เหล่านี้อย่างถี่ถ้วน จะพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องในทางข้อเท็จจริงมากนัก
กลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายอิสราเอลอาจโต้แย้งว่าชาวยิวอยู่ในดินแดนนี้มาก่อนชาวปาเลสไตน์ ขณะที่กลุ่มสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ก็อาจตอบโต้ว่าโลกมุสลิมปกครองดินแดนนี้ยาวนานกว่ามากในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งทั้งสองมุมมองก็ล้วนมีความจริงในตัวเอง แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องในเชิงข้อเท็จจริงที่มีนัยสำคัญ เพราะประวัติศาสตร์สามารถถูกตีความได้ตามมุมมองของผู้ที่หยิบมาใช้
“นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)” แม่ทัพและจักรพรรดิซึ่งเคยปกครองฝรั่งเศส ได้เคยกล่าวไว้ว่า ”ประวัติศาสตร์ ก็คือชุดของคำโกหกที่ผู้คนในยุคนั้นตกลงจะเชื่อร่วมกัน“ ซึ่งข้อสังเกตนี้สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์มักเป็นสิ่งที่ถูกปรับแต่งและตีความอย่างมีอคติเพื่อรับใช้เป้าหมายทางการเมืองหรือวาระของยุคปัจจุบัน
นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)
อาจจะกล่าวได้ว่า ดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์สามารถเป็นของทั้งชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ เพราะมันคือผืนแผ่นดินของทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ตาม ดินแดนนี้ก็ยังเป็นของผู้คน ศาสนา และชาติอื่นๆ อีกนับสิบในประวัติศาสตร์
แผ่นดินไม่ใช่สิ่งที่ใครจะครอบครองได้โดยเฉพาะ และไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาดในบริบทโลกปัจจุบันได้
References:
https://medium.com/peace-for-israel-and-palestine/can-everyone-claim-palestine-d47fde4cfd86
https://www.westarinstitute.org/editorials/who-owns-the-holy-land-part-1
https://ayinpress.org/who-owns-the-holy-land-thoughts-on-homeland-rights-and-ownership/
https://www.holylandsite.com/rights-to-holy-land
ประวัติศาสตร์
7 บันทึก
15
4
7
15
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย