12 มิ.ย. 2025 เวลา 05:29 • ประวัติศาสตร์

เมื่อญี่ปุ่นปกครองเกาหลี ประวัติศาสตร์ที่ชาวเกาหลีผูกใจเจ็บมายาวนาน

ในช่วงระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปีค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากได้แสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้ สถานี NBC แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมากล่าวขอโทษ เนื่องจากผู้บรรยายคนหนึ่งได้กล่าวว่า การที่เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจระดับโลกนั้น เป็นผลมาจาก “ตัวอย่างทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจของญี่ปุ่น”
1
สำหรับชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก คำพูดนี้คือการรื้อฟื้นบาดแผลเก่า บาดแผลซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลีอยู่นานหลายสิบปี
แล้วเหตุใดชาวเกาหลีจึงได้อ่อนไหวและเจ็บแค้นเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น?
ผมจะเล่าให้ฟังครับ
ในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) หลังจากผ่านสงครามและการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองมาหลายปี เกาหลีก็ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยเกาหลีถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นจนถึงปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488)
และเพื่อสร้างอำนาจควบคุมเหนือดินแดนในอารักขาใหม่นี้ จักรวรรดิญี่ปุ่นจึงได้ดำเนินการกวาดล้างวัฒนธรรมเกาหลีอย่างเต็มรูปแบบ
เริ่มแรก โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเกาหลีได้ถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้ภาษาเกาหลี และมีการบังคับให้ชาวเกาหลีแสดงความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น สถานที่สาธารณะต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ภาษาญี่ปุ่น อีกทั้งต่อมา ยังมีคำสั่งให้ผลิตภาพยนตร์เป็นภาษาญี่ปุ่นในเกาหลีอีกด้วย
1
นอกจากนั้น ยังมีการกำหนดความผิดทางอาญาหากมีการสอนประวัติศาสตร์จากตำราที่ไม่ได้รับอนุญาต และทางการก็ได้เผาทำลายเอกสารทางประวัติศาสตร์ของเกาหลีกว่า 200,000 ฉบับ ซึ่งเท่ากับเป็นการลบล้างความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของเกาหลีไปอย่างสิ้นเชิง
1
ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลี เกาหลีต้องสูญเสียทั้งแรงงานและที่ดินให้กับญี่ปุ่น มีครอบครัวชาวญี่ปุ่นเกือบ 100,000 ครอบครัวเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเกาหลี และครอบครัวชาวญี่ปุ่นเหล่านั้นก็ได้รับที่ดินที่ทางการญี่ปุ่นเข้าไปยึดครองจากเกาหลี มีการตัดต้นไม้นับล้านต้นและปลูกพืชอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของท้องถิ่นเกาหลี ทำให้ภูมิทัศน์ที่ชาวเกาหลีคุ้นเคยเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
แรงงานชาวเกาหลีกว่า 725,000 คนถูกบังคับให้ไปทำงานในญี่ปุ่นและอาณานิคมอื่นๆ ของญี่ปุ่น และเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง (WWII) กำลังมาถึง ญี่ปุ่นก็ได้บังคับให้ผู้หญิงชาวเกาหลีจำนวนหลายแสนคนไปเป็น “นางบำเรอ” ไปเป็นทาสบำเรอกาม แก่ทหารญี่ปุ่นในซ่องทหาร
3
และนอกจากชาวเกาหลีจะถูกกดขี่แล้ว สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติก็ถูกญี่ปุ่นยึดครองและย่ำยี โดยหลังจากที่รัฐบาลอาณานิคมญี่ปุ่นเข้ามามีอำนาจในเกาหลีได้ไม่นาน ญี่ปุ่นก็ได้สั่งให้รื้อถอนอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง ส่วนอาคารต่างๆ ที่เหลืออยู่ก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับชาวญี่ปุ่น
รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามอนุรักษ์สมบัติทางศิลปะและวัฒนธรรมของเกาหลีไว้บางส่วน แต่เจตนาก็เพื่อใช้สิ่งเหล่านั้นเสริมสร้างภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในฐานะชาติผู้เจริญและมีอารยธรรม มีการเปรียบเทียบให้เห็นว่าเกาหลีนั้นล้าหลังและป่าเถื่อนเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น
รัฐบาลอาณานิคมของญี่ปุ่นยังพยายามกลืนชาติเกาหลีผ่านทางภาษา ศาสนา และการศึกษา มีการก่อสร้างศาลเจ้าของศาสนาชินโตสำหรับครอบครัวชาวญี่ปุ่น ชาวเกาหลีก็ถูกบังคับให้ไปสักการะบูชา โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้บังคับให้ชาวเกาหลีกราบไหว้เทพเจ้าของจักรวรรดิญี่ปุ่น รวมถึงจักรพรรดิที่ล่วงลับ และวิญญาณของวีรบุรุษสงครามที่เคยช่วยญี่ปุ่นพิชิตเกาหลีเมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมา
การบังคับให้ชาวเกาหลีกราบไหว้บูชาในสิ่งที่ตนไม่ได้นับถือ ชาวเกาหลีมองว่าเป็นความพยายามของญี่ปุ่นในการกวาดล้างวัฒนธรรมของตน แต่สำหรับญี่ปุ่น นี่คือการพยายามควบรวมชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นให้เป็นชนชาติเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน
ครอบครัวเกาหลีบางครอบครัวได้พยายามจะหลีกเลี่ยงคำสั่งของทางการเกี่ยวกับศาสนาชินโตโดยการแค่ไปศาลเจ้าแต่ไม่สวดมนต์ แต่บางครอบครัวก็ยอมรับการปฏิบัติทางศาสนาใหม่นี้อย่างฝืนใจเพราะความหวาดกลัว
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของ ”นามสกุล“
ในช่วงแรก ญี่ปุ่นห้ามไม่ให้ประชาชนชาวเกาหลีใช้นามสกุลแบบญี่ปุ่น โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันความสับสนในทะเบียนบ้าน แต่ในปีค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) ญี่ปุ่นกลับออกประกาศนโยบายให้ชาวเกาหลีเปลี่ยนนามสกุลเป็นแบบญี่ปุ่น ให้เลือกใช้นามสกุลแบบญี่ปุ่นได้
ชาวเกาหลีอย่างน้อย 84% ได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุลแบบญี่ปุ่น เนื่องจากผู้ที่ไม่มีชื่อนามสกุลแบบญี่ปุ่นจะไม่เป็นที่ยอมรับของระบบราชการอาณานิคม จะถูกตัดสิทธิ์จากทุกอย่าง ตั้งแต่การรับจดหมายไปจนถึงบัตรปันส่วน พูดง่ายๆ ก็คือไม่ต่างจากคนเถื่อน ไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ ได้ บีบให้ชาวเกาหลีต้องยอม จุดประสงค์ทั้งหมดก็เพื่อให้รัฐบาลสามารถกล่าว หรืออาจจะเรียกว่า ”หลอกตัวเอง“ ได้ว่าประชาชนได้เปลี่ยนชื่อตนเอง “โดยสมัครใจ“
1
ญี่ปุ่นนั้นยึดครองเกาหลีเป็นเวลายาวนานกว่าหนึ่งชั่วอายุคน แต่ประชาชนชาวเกาหลีก็ไม่ได้ยอมจำนนต่อการปกครองของญี่ปุ่น ไม่ได้นิ่งเฉย โดยตลอดช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลี ได้มีการประท้วงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับเกาหลี
1
ค.ศ.1919 (พ.ศ.2462) “ขบวนการอิสรภาพวันที่ 1 มีนาคม (March First Movement)“ ได้ประกาศให้เกาหลีเป็นเอกราช และมีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นมากกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ และถึงแม้การประท้วงเหล่านี้จะถูกญี่ปุ่นปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม แต่กระแสการเรียกร้องเอกราชก็ได้แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินเกาหลี
3
ต่อมา ได้เกิดขบวนการใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นมากมาย และประชาชนชาวเกาหลียังแสดงการต่อต้านในรูปแบบสันติ เช่น บางคนก็ปฏิเสธที่จะพูดภาษาญี่ปุ่นหรือเปลี่ยนชื่อนามสกุล ขณะที่บางคนก็ตั้งชื่อตามประวัติศาสตร์ของครอบครัวตน หรือแฝงการต่อต้านอย่างแนบเนียนไว้ในความหมายชื่อของตนเอง
ต่อมา “สงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII)” ก็มาถึง
สงครามโลกครั้งที่สอง ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคาบสมุทรเกาหลีด้วย และในปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก็ได้เข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลี และยุติอำนาจของญี่ปุ่นในเกาหลีได้อย่างเด็ดขาด
จากนั้น เกาหลีก็ถูกแบ่งออกเป็นสองเขต โดยเดิมทีการแบ่งแยกนี้จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ดินแดนที่เป็นหนึ่งเดียวก็ไม่เคยถูกส่งคืนให้กับประชาชนชาวเกาหลีที่เพิ่งได้รับเอกราช ในทางกลับกัน ได้เกิด “สงครามเกาหลี (Korean War)” ซึ่งเป็นสงครามระหว่างครึ่งเหนือของเกาหลีที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและจีน กับครึ่งใต้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติ
1
หลังสงครามเกาหลีจบลง เกาหลีใต้ก็ได้เปลี่ยนแปลงตนเองเป็นประเทศประชาธิปไตยเสรี และพยายามชำระล้างร่องรอยของการปกครองโดยญี่ปุ่นออกไป โดยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการดำเนินคดีต่อผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในยุคอาณานิคมจำนวนมาก และที่ดินบางส่วนของบุคคลเหล่านั้นก็ถูกทางการยึดคืน
1
จนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงมีข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวิธีการ และความเหมาะสมในการดำเนินคดีกับผู้ที่เคยร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในช่วงการยึดครองเกาหลี มีการถกเถียงว่าควรจะมีการเอาผิดหรือไม่ และควรดำเนินการในลักษณะใด
1
ปัจจุบัน วันที่ 1 มีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่เกิดการประท้วงเรียกร้องเอกราชในปีค.ศ.1919 (พ.ศ.2462) เป็นวันหยุดราชการของเกาหลีใต้ และเป็นเครื่องเตือนใจต่อชาวเกาหลี ไม่เพียงสะท้อนถึงความเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ของประชาชนชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่วงเวลาหลายปีแห่งการถูกยึดครองที่พวกเขาต้องอดทนฝ่าฟันมาอีกด้วย
1
โฆษณา