Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขียนมาเล่าเหลาให้ฟัง
•
ติดตาม
19 มิ.ย. 2025 เวลา 12:59 • สุขภาพ
ประสบการณ์แรกการเป็นไทรอยด์ (เมื่อสิบกว่าปีก่อน) | Letmetellandtalk EP.1
ประสบการณ์การเป็นไทรอยด์ (Thyroid) จะเรียกว่ารู้ตัว หรืออาจจะไม่รู้ตัวก็น่าจะใช่ เพราะอาการตอนแรกไม่ปรากฎอะไร เพราะเป็นคนรูปร่างอวบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นนี่ก็อาจเป็นอุธาหรณ์ ให้ผู้อ่านรู้จักสังเกตุตัวเองให้มากขึ้น
วันหนึ่งน้องเราได้บังเอิญมาจับที่คอเรา แล้วรู้สึกว่าคอเราพองอ้วนผิดปกติ (ดูเหมือนจะห้อยย้วยด้วย) แต่เราเองก็ยังไม่สงสัย เพราะคิดว่าตัวเองคงอ้วนขึ้น (ตอนนั้นไม่ค่อยได้ชั่งน้ำหนัก) แต่จริงๆแล้วตอนนั้น น้ำหนักเริ่มลดลงแล้ว
จนวันหนึ่งกำลังขี่มอเตอร์ไซค์ จากการรับลูกที่โรงเรียน ขณะขี่มอเตอร์ไซค์รู้สึกว่าตัวเองเริ่มหายใจไม่ค่อยจะไหว ไม่ค่อยสะดวก อึดอัด แน่น เหนื่อยมาก แล้วค่อยๆมีอาการหัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีความรู้สึกว่า หัวใจจะหลุดออกมาจากร่าง ดีที่ตอนนั้นอยู่ใกล้โรงพยาบาล จึงพยายามขี่มอเตอร์ไซค์ไปให้ถึงโรงพยาบาล โชคดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุ (เป็นเรื่องที่ควรระวังมากๆ และไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง)
ไปถึงโรงพยาบาลเล่าอาการให้พยาบาลฟัง พบแพทย์และเจาะเลือดตรวจวัดระดับฮอร์โมน TSH , T3 และ T4 (แต่ตอนอยู่โรงพยาบาลอาการก็เริ่มดีขึ้นแล้ว หัวใจค่อยๆเต้นเป็นปกติ) ผลสรุปเป็นไทรอยด์ จึงได้ทำนัดพบแพทย์เฉพาะทางต่อไป
อาการที่หัวใจเต้นเร็วและแรงมาก เป็นผลมาจากการเป็นไทรอยด์เป็นพิษ คือต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติมากเกินไป คุณหมอให้เรารับประทานยา เพื่อปรับสมดุลให้กับฮอร์โมน เพื่อให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้ปกติ โดยยังไม่ทำการผ่าตัดให้
และเรามีอาการคอบวมร่วมด้วย(คอพอก) คุณหมอใช้เข็มทำการเจาะเพื่อดูดเนื้อเยื่อบริเวณที่บวม เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง เอาผลเข้าแลป สรุปผลคือไม่มีเชื้อมะเร็ง คุณหมอจึงจ่ายยาให้รับประทานยาไปก่อน ช่วงแรกๆของการนัดหมายก็จะถี่ๆหน่อย เพราะยังคงต้องปรับยาให้เหมาะสมกับฮอร์โมนของเรา เพื่อให้สมดุลตามวินิจฉัยแพทย์
เรารับประทานยาอยู่เกือบปี ช่วงระหว่างนั้นเรามีอาการปวดศรีษะทุกวัน (ช่วงแรกยังไม่มีอาการปวดศรีษะ) บริเวณท้ายทอยขึ้นมาที่ขวับข้างขวา เรารับประทานยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอล ติดต่อกันหลายวันมาก บางครั้งรับประทานประมาณครบหนึ่งสัปดาห์ทุกวัน แล้วเว้นหยุดยาไปหนึ่งวัน ก็ต้องรับประทานยาแก้ปวดอีก (ยาแก้ปวด ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 5 วัน) ทำแบบนี้ซ้ำๆอยู่หลายเดือน ช่วงนั้นเราไม่รู้เลยว่า เราเป็นอะไรถึงปวดศรีษะทุกวัน
ด้วยความเข้าใจเองว่า อาจเป็นไมเกรน ปวดศรีษะแบบตุ๊บๆทุกวัน อารมณ์ก็ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่าย อ่อนเพลีย อาจเพราะทั้งฮอร์โมนมีปัญหา และอาการปวดศรีษะมากๆทั้งวัน เราสามารถนอนได้ทั้งวันในวันหยุด โดยที่ไม่รับประทานอะไรเลย เพื่อจะได้ไม่ให้ปวดหัว (อันนี้ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง)
ถึงวันที่ครบกำหนดพบแพทย์อีกครั้ง เราตัดสินใจแจ้งแพทย์ว่าเราต้องการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ (คือก่อนหน้านี้ก็มีปรึกษาแพทย์แล้วว่าเรามีอาการปวดศรีษะด้วย แพทย์ก็ยังคิดเหมือนเราว่า มันไม่น่าจะเกี่ยวกัน) แต่แพทย์ก็ทำนัดผ่าตัดให้
ถึงวันนัดเรารอที่ห้องพักฟื้น คุณพยาบาลเอายานอนหลับมาให้รับประทาน รอเวลาสักพักหนึ่งยาน่าจะใกล้เริ่มออกฤทธิ์จึงเข็นเราไปที่ห้องผ่าตัด เตรียมวางยาสลบโดยมีวิสัญญีแพทย์เข้ามาถามไถ่ ตอนนั้นเราเริ่มรู้สึกไม่ไหวจากยานอนหลับ หลับไปโดยไม่รู้ตัว
เราผ่าตัดต่อมไทรอยด์ข้างขวาออกก่อน (เราไม่ใช้วิธีผ่าแบบส่องกล้อง เพราะค่าใช้จ่ายสูงมากสำหรับเราในสมัยนั้น) เพราะคอเราบวมที่ข้างขวา เมื่อผ่าตัดเสร็จ เราจะมีสายเดรน (Drain) เพื่อสำหรับระบายเลือด ของเสียและน้ำที่คลั่งจากแผลผ่าตัด และมีสายน้ำเกลือ เพื่อให้น้ำและเกลือแร่แก่ร่างกาย จากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการผ่าตัด ขั้นตอนของแพทย์คือ เมื่อผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกแล้วต้องนำก้อนเนื้อไปตรวจมะเร็ง (ถึงแม้ว่าจะทำการเจาะเนื้อเยื่อไปแล้วก็ตาม)
ผลการวินิจฉัย สรุปคือ เราเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ (คุณพระ!) คุณหมอเข้ามาแจ้งผลในขณะที่เราพักฟื้นอยู่บนเตียงผู้ป่วย พอได้ยินคำว่า“มะเร็ง” เรารู้สึกตัวเลยว่าเราเศร้าไปเลย ด้วยว่าเรายังไม่รู้จักกับโรคนี้ แต่คำว่า “มะเร็ง” ทำให้เราหดหู่จริงๆ
คุณหมอน่าจะเห็นถึงความเศร้าของเรา จึงปลอบใจว่า โรคมะเร็งไทรอยด์ เป็นโรคมะเร็งที่เล็กน้อยที่สุดในบรรดาโรงมะเร็งทั้งหลาย เพราะตัดออกไปแล้วก็เหมือนว่าหายไป อาการมะเร็งไม่ลุกลาม แต่อย่างไรก็ต้องคอยติดตามอาการ มาถึงตรงนี้ คำเตือนที่เราอยากจะแนะนำผู้อ่านก็คือ ถึงแม้ว่าจะเจาะตรวจเนื้อเยื่อ แล้วผลออกมาว่าไม่เป็นมะเร็ง แต่ผลนั้นอาจคลาดเคลื่อนได้ หรือ ณ เวลานั้นผลอาจจะถูกต้องคือ(ยัง)ไม่เป็นมะเร็ง แต่ต่อมาอาจเป็นมะเร็ง ตามที่เราได้มีประสบการณ์เล่าให้ผู้อ่านฟัง
หนึ่งสัปดาห์หลังจากพักฟื้น เราขอคุณหมอให้ทำการผ่าตัดต่อมไทรอยด์อีกข้าง(ข้างซ้าย) เพราะเราไม่อยากเจอประสบการณ์ซ้ำ ถึงแม้ว่ารอบนี้คอยังไม่บวม และผลตรวจก็ไม่เป็นมะเร็งจากต่อมไทรอยด์ข้างซ้าย แต่เราอยากตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีก
การผ่าตัดรอบนี้ ขั้นตอนเหมือนเดิม แต่เราจำได้ว่าเราไม่ได้รับประทานยานอนหลับ เราถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด วิสัญญีแพทย์ให้เราเป่าลูกโป่งสีดำๆ เป่าแรงๆ จนเราไม่มีแรงเป่า แล้วเราก็หลับไปเลย
รอบนี้เหมือนเราใช้เวลาในห้องผ่าตัดนานกว่ารอบที่แล้ว ออกมาที่ห้องพักฟื้นฟ้ามืดสนิทมาก (เราจำเวลาไม่ได้แน่ว่าเวลาใด) เพราะขณะถูกผ่าตัดรอบนี้ เหมือนเราจะรู้สึกตัว เราได้ยินเสียงคุณหมอที่กำลังทำการผ่าตัดพูดแจ้งกับพยาบาลว่า “ตื่นแล้ว” และเหมือนเราจะถูกให้ยาสลบเพิ่ม นี่อาจทำให้เราใช้เวลาอยู่ในหัองผ่าตัดนาน เพราะทางพยาบาลอาจต้องแน่ใจให้เราฟื้นก่อน ถึงจะเข็นคนไข้ไปที่ห้องพักฟื้น(ขณะเรากำลังจะรู้สึกตัว เราได้ยินเสียงพยาบาลหลายๆคนเรียกชื่อเราตลอด เหมือนเป็นการปลุกให้เรามีสติ)
ตอนเราฟื้นขึ้นมาเรารู้สึกเหมือนในละครเลยที่เวลาตัวละครอยู่ๆก็ฟื้นขึ้นมาแล้วพูดว่า “ที่นี่ที่ไหน?” เราก็รู้สึก แต่ได้แต่คิดว่า “ที่นี่ที่ไหน?” ไม่ได้เอ่ยพูดออกมา สักพักจึงรวบรวมสติได้ว่า “เรามาผ่าตัดที่โรงพยาบาลนะสิ” lol
การผ่าตัดรอบที่สองนี้ เราเจ็บคอที่ถูกผ่ามากกว่ารอบที่แล้ว พยาบาลแจ้งว่า ตอนใส่สายเดรนหลอดลมเรามันเล็กทำให้ต้องใช้สารบางอย่างช่วยให้ใส่สายได้ พยาบาลแนะนำว่า หากครั้งต่อไปมีการผ่าตัดหรือต้องใช้ท่อ ให้แจ้งทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลด้วยว่าหลอดลมเราเล็ก ทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำงานง่ายแล้วเราจะได้ไม่เจ็บตัวด้วย
รอบนี้เราปากแห้งมาก กลืนน้ำลายเจ็บคอมากด้วย แม้แต่น้ำยังดื่มไม่ได้ต้องใช้หลอดดูด แถมยังดูดไม่ขึ้นอีก หมดแรงไปหมด เราคาดว่า รอบที่สองนี้เจ็บกว่ารอบแรก เพราะถึงแม้ว่าแผลรอบแรกจะหายดี แต่อาจจะมีร่องรอยของการบาดเจ็บเดิมอยู่(ถ้าเราจำไม่ผิดการผ่าตัดรอบแรกห่างจากรอบที่สองประมาณสองสัปดาห์)
ป.ล. การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ของเรา ทำให้เส้นเสียงเราเสียหายไปหนึ่งเส้น เราไม่แน่ใจว่าเกิดจากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ข้างขวา หรือซ้าย แต่เส้นเสียงเสียหายไปหนึ่งเส้น ไม่ได้เป็นผลต่อการใช้ชีวิตมากนัก เพราะด้วยกระบวนการร่างกาย อีกเส้นก็ยังทำงานได้ แต่เสียงเราอาจจะไม่ปกติเหมือนเดิม และอาจร้องเพลงไม่ได้ดี (ในความเป็นจริง ผู้เขียนก็ร้องเพลงไม่ดีอยู่แล้ว ฮ่าๆ “^^”)
ผลการตรวจก้อนไทรอยด์ข้างซ้าย เราไม่เป็นมะเร็ง แต่เราก็ต้องถูกส่งตัวไปกลืนแร่รังสีไอโอดีน-131 (I-131) เพื่อกำจัดเซลล์ไทรอยด์ที่ยังหลงเหลือจากการผ่าตัด (Clean) และรักษาเซลล์มะเร็งไทรอยด์ที่อาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น (มีเรื่องการกลืนแร่ในบล็อกต่อไปนะคะ)
ถึงตรงนี้หวังว่าประสบการณ์จากผู้เขียนจะมีประโยชน์กับผู้อ่านบางไม่มากก็น้อยนะคะ
ขอคุณพระคุ้มครองผู้อ่านทุกท่านปราศจากโรคภัยทั้งปวง สาธุ 🙏
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
ขอบคุณค่ะ🙇♀️
Cr. Picture (1,2)สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
Cr. Picture (3)
www.paolohospital.com
สุขภาพ
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย