20 มิ.ย. 2025 เวลา 02:02 • ประวัติศาสตร์

จากเจ้าหญิงเดนมาร์ก สู่จักรพรรดินีแห่งรัสเซีย: เรื่องราวของดักมาร์ ผู้เป็นที่รักของปวงชน

เรื่องราวของ **เจ้าหญิงดักมาร์แห่งเดนมาร์ก** หรือที่รู้จักกันในพระนาม **จักรพรรดินีมารีเยีย ฟิโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย** คือตำนานที่น่าหลงใหลของการเดินทางจากชีวิตที่เรียบง่าย สู่บัลลังก์อันสูงส่ง และการเป็นที่รักของประชาชนอย่างแท้จริง
ชีวิตวัยเด็กที่เรียบง่ายในเดนมาร์ก
ประสูติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1847 ณ พระราชวังเหลืองในกรุงโคเปนเฮเกน เจ้าหญิงดักมาร์เป็นพระธิดาของเจ้าชายคริสเตียนแห่งชเลสวิก-โฮลชไตน์-ซอนเดอร์บวร์ก-กลึคสบวร์ก (ภายหลังคือ **สมเด็จพระเจ้าคริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก**) แม้จะมีพระยศเป็นเจ้าหญิง แต่ชีวิตของพระนางและพี่น้องอีก 5 พระองค์กลับไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย เนื่องจากรายได้ของครอบครัวมีจำกัด ทำให้ดักมาร์และพี่น้องต้องมีส่วนร่วมในการทำงานบ้าน รวมถึงการตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยตนเอง
เจ้าชายคริสเตียนทรงให้ความสำคัญกับอิสระและการศึกษาของโอรสธิดา ดักมาร์ได้รับการสอนงานบ้านงานเรือน และเรียนรู้ภาษาต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังทรงได้รับการฝึกฝนกีฬาอย่างจริงจัง ดักมาร์ได้รับการกล่าวขานว่าทรงมีรูปโฉมงดงามและเฉลียวฉลาดโดดเด่นกว่าพี่น้อง
โชคชะตาพลิกผันสู่บัลลังก์รัสเซีย
ในปี ค.ศ. 1852 เจ้าชายคริสเตียนได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแห่งเดนมาร์ก ทำให้เจ้าหญิงดักมาร์กลายเป็นที่หมายปองของเจ้าชายทั่วทวีปยุโรป
คู่หมั้นคนแรกของพระนางคือ **ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช** องค์รัชทายาทแห่งรัสเซีย ทั้งสองพระองค์ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบและหมั้นหมายกันในเดือนกันยายน ค.ศ. 1864 อย่างไรก็ตาม ซาเรวิชนิโคลัสทรงประชวรหนักและเสด็จสวรรคตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1865 สร้างความเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่ดักมาร์
ด้วยความรักและความเสียดายในตัวดักมาร์ จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย และพระชายา จึงทรงเสนอให้ดักมาร์อภิเษกสมรสกับ **ซาเรวิช อเล็กซานเดอร์ อเล็กซานโดรวิช** พระอนุชาของนิโคลัส ผู้ซึ่งขึ้นเป็นองค์รัชทายาทองค์ใหม่ แม้ในตอนแรกทั้งสองพระองค์จะไม่ได้รักกัน แต่ก็ตัดสินใจเรียนรู้ที่จะรักกันเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ทั้งคู่หมั้นหมายกันในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1866 และดักมาร์ก็เดินทางสู่รัสเซียอีกครั้ง
จักรพรรดินีผู้เป็นที่รักของชาวรัสเซีย
เมื่อมาถึงรัสเซีย ดักมาร์ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและทุ่มเทให้กับการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมรัสเซีย พระนางเรียนรู้ภาษารัสเซียได้อย่างแตกฉานในเวลาอันสั้น และแสดงออกถึงความรักในภาษารัสเซียเสมอ พระนางยังทรงหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ปรากฏตัวในงานสังคมและงานการกุศลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เป็นที่รักของประชาชนรัสเซียอย่างมาก
ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1866 ดักมาร์เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับซาเรวิชอเล็กซานเดอร์ และทรงได้รับพระนามใหม่ว่า **แกรนด์ดัชเชสมารีเยีย ฟิโอโดรอฟนา** ในที่สุดทั้งสองพระองค์ก็ตกหลุมรักกันอย่างแท้จริง มีพระโอรสธิดาร่วมกันหลายพระองค์ รวมถึง **นิโคลัส** ผู้ซึ่งต่อมาคือ **จักรพรรดินิโคลัสที่ 2**
บทบาทบนบัลลังก์และจุดจบของราชวงศ์
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1881 จากการลอบปลงพระชนม์ ซาเรวิชอเล็กซานเดอร์ พระสวามีของดักมาร์ ก็ขึ้นครองราชย์เป็น **จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3** ทำให้ดักมาร์ได้เป็น **จักรพรรดินีแห่งรัสเซีย** อย่างสมบูรณ์
ในฐานะจักรพรรดินี มารีเยีย ฟิโอโดรอฟนาทรงเป็นที่นิยมอย่างสูง ทรงริเริ่มงานการกุศลมากมาย ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับสตรี และเป็นประธานสภากาชาดแห่งรัสเซีย นอกจากนี้ยังทรงจัดงานเต้นรำและงานเลี้ยงสังสรรค์อย่างสม่ำเสมอ สร้างความครึกครื้นให้กับราชสำนักรัสเซีย
หลังการเสด็จสวรรคตของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ในปี ค.ศ. 1894 แกรนด์ดยุกนิโคลัส พระโอรสองค์โต ได้ขึ้นครองราชย์เป็น **จักรพรรดินิโคลัสที่ 2** มารีเยีย ฟิโอโดรอฟนาทรงไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสของพระโอรสกับเจ้าหญิงอลิกซ์แห่งเฮสส์และไรน์ (ภายหลังคือ **จักรพรรดินีอเล็กซานดรา ฟิโอโดรอฟนา**) และทรงถูกกีดกันจากบทบาททางการเมืองเมื่อพระสุณิสาทรงเชื่อมั่นในตัว **รัสปูติน** ซึ่งมารีเยีย ฟิโอโดรอฟนาทรงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
สิ่งที่มารีเยีย ฟิโอโดรอฟนาทรงกังวลก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดการปฏิวัติรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ทรงสละราชสมบัติ และในที่สุดทั้งครอบครัวของพระองค์ก็ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม มารีเยีย ฟิโอโดรอฟนาไม่ทรงเชื่อข่าวการสังหารพระโอรสและครอบครัว และทรงยืนกรานว่าพวกเขาจะต้องหนีออกมาได้
การกลับคืนสู่แผ่นดินรัสเซีย
ในปี ค.ศ. 1919 ด้วยความช่วยเหลือจาก **สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งอังกฤษ** มารีเยีย ฟิโอโดรอฟนาทรงย้ายไปประทับที่เดนมาร์ก และเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1928 ณ บ้านที่ทรงเติบโตมา ทรงเขียนพินัยกรรมว่าต้องการถูกฝังเคียงข้างพระสวามีในรัสเซีย แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ทำให้พระศพของพระนางถูกฝังไว้ที่เกาะซีแลนด์ในเดนมาร์ก
เกือบศตวรรษต่อมา ในปี ค.ศ. 2005 สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ทรงเห็นชอบให้นำพระศพของมารีเยีย ฟิโอโดรอฟนากลับไปฝังในรัสเซียตามพระประสงค์ ในปี ค.ศ. 2006 พิธีฝังพระศพของอดีตจักรพรรดินีผู้เป็นที่รักของประชาชนรัสเซีย จึงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ ถือเป็นการปิดฉากชีวิตอันน่าทึ่งของเจ้าหญิงจากเดนมาร์ก ผู้ซึ่งได้กลายเป็นตำนานแห่งราชวงศ์รัสเซียและเป็นที่รักของปวงชนตราบนานเท่านาน
โฆษณา