20 มิ.ย. เวลา 04:36 • ข่าวรอบโลก

ข่าวกรองที่ทำให้ “อิสราเอล” และ “สหรัฐ” เชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะทิ้งระเบิด “อิหร่าน”

รัฐบาลอิสราเอลตัดสินใจโจมตีอิหร่านโดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองโดยระบุว่า อิหร่านอยู่ในจุดที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ก่อนหน้านี้อิสราเอลได้แบ่งปันข้อมูลข่าวกรองนี้กับพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา The Economist สื่ออังกฤษเผยแพร่บทความพิเศษที่มีเนื้อหาบางส่วนจากแฟ้มเอกสารลับดังกล่าว โดยบอกว่าได้รับมาจาก “แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้” แต่ไม่มีการเข้าถึงเอกสารนั้นโดยตรง [1]
เครดิตภาพ: BBC
ข้อมูลบางส่วนที่อยู่ในเอกสารดังกล่าวได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะแล้วในรายงานของ IAEA และนักวิจัยอิสระเกี่ยวกับ “โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน (อามาด)” โดยสรุปได้ว่าหลังจาก “โครงการอามาด” (ชื่อทางการที่อิหร่านเรียก) ถูกปิดตัวลงในปี 2003 การทำงานด้านการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างลับๆ และมีความคืบหน้าอย่างมาก
1
นอกเหนือจากนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์แล้ว “โมฮัมหมัด บาเกรี” ซึ่งเป็นรองหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของกองกำลังติดอาวุธอิหร่านฝ่ายข่าวกรอง และหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการทหารตั้งแต่ปี 2016 ก็ทราบดีถึงงานนี้ ซึ่งตอนนี้เขาก็ถูกสังหารแล้วจากการโจมตีของอิสราเอล
1
โมฮัมหมัด บาเกรี หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการทหารอิหร่านที่ถูกโจมตีสังหารจากฝ่ายอิสราเอล เครดิตภาพ: Roya News English
หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้ข้อเท็จจริงใหม่เพิ่มหลายประการให้กับเรื่องนี้ อันดับแรก ราวปี 2019 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ลับพิเศษปรากฏตัวขึ้นในอิหร่าน นำโดยอดีตผู้อำนวยการโครงการอามัด “โมห์เซน ฟัครีซาเดห์” ภารกิจของกลุ่มวิจัยดังกล่าวคือ การเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการผลิตระเบิดนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วในกรณีที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน “อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ตัดสินใจทางการเมืองในประเด็นที่เกี่ยวข้องแล้ว
2
“ฟัครีซาเดห์” ถูกสังหารในปี 2020 โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นผลงานของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล กลุ่มของเขายังคงทำงานต่อไป และตั้งแต่ปลายปี 2024 เป็นต้นมา พวกเขาทำงานอย่างหนักเป็นพิเศษ จากนั้นอิสราเอลก็เอาชนะกลุ่มกองกำลังตัวแทนอิหร่านอย่าง “ฮิซบอลเลาะห์” ในเลบานอน และระบอบการปกครองซีเรียภายใต้ “บาชาร์ อัล อัสซาด” ที่อิหร่านให้การสนับสนุนก็พ่ายแพ้
2
ดังนั้นอิหร่านจึงแทบจะสูญเสีย “อำนาจการป้องกัน” ต่ออิสราเอล และการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จึงกลายเป็นความหวังสุดท้ายในการป้องกันการโจมตีจากอิสราเอล
เครดิตภาพ: Times Radio
ข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งจากเอกสารด้านข่าวกรองของอิสราเอลคือ หน่วยข่าวกรองได้รับแจ้งเกี่ยวกับการประชุมที่ไม่ระบุรายละเอียดระหว่างนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านและกองบัญชาการทางอากาศของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม
โดยพวกเขาสันนิษฐานว่านายพลที่รับผิดชอบโครงการขีปนาวุธของอิหร่านจะได้รับแจ้งว่าส่วนประกอบนิวเคลียร์สำหรับระเบิดกำลังจะพร้อมแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาที่วิศวกรขีปนาวุธจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการเพื่อติดตั้งส่วนประกอบดังกล่าวบนขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งนั่นเป็นงานที่ซับซ้อนมากและอาจต้องใช้เวลาพอสมควร
การโจมตีอิหร่านระลอกแรกของอิสราเอลในคืนวันที่ 13 มิถุนายน มีผู้ที่ควรเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ เสนาธิการบาเกรี กองบัญชาการทางอากาศนำโดยอามิราลี ฮัจจิซาเดห์ และนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์จำนวนมาก รวมถึงเฟเรย์ดูน อับบาซี โมฮัมหมัด เตหะรานี และ อับโดลฮามิด มินูเชห์ร นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนเสียชีวิตจากเหตุระเบิดรถยนต์ในเตหะรานในวันต่อมา
เครดิตภาพ: Ynet News
แม้ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดในเอกสารของฝ่ายอิสราเอลจะเป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอิหร่านอยู่ห่างจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพียงหนึ่งก้าวเท่านั้น ตามที่ The Economist ระบุไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการตีความ เช่นเดียวกับข่าวกรองอื่นๆ ในทุกกรณี
การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ในมือของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน “อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” และการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องศาสนาด้วย ในปี 2003 หลังจากที่โครงการอามัดถูกปิดตัวลง คาเมเนอีได้ออก “ฟัตวา” (การวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นทางศาสนา หรือการทำให้สาระที่เกี่ยวข้องกับศาสนบัญญัติมีความกระจ่าง โดยมีผลตามกฎหมายของอิสลาม) เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้จากบุคคลอื่นในประเด็นการสร้างและใช้อาวุธทำลายล้างสูงของอิหร่าน
การประเมินข่าวกรองของอิสราเอลแตกต่างจากการประเมินของหน่วยข่าวกรองของอเมริกา หัวหน้าหน่วยข่าวกรองสหรัฐ “ทัลซี แกบบาร์ด” กล่าวในการอภิปรายชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นของสภาคองเกรสสหรัฐเมื่อมีนาคมที่ผ่านมาว่า อิหร่านไม่พร้อมที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ แหล่งข่าวในสื่อของอเมริกา (อย่าง วอลล์สตรีทเจอร์นัล ซีเอ็นเอ็น และสื่ออื่นๆ) ที่รายงานเกี่ยวข้องกับข่าวกรองยังคงยืนกรานในเรื่องนี้อยู่ [2][3]
ทั้งสองฝ่ายในการอภิปรายครั้งนี้อาจถูกสงสัยว่ามีข้อผิดพลาดหรือบิดเบือนโดยเจตนาด้วยเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ ในแง่หนึ่ง อิสราเอล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายก “เนทันยาฮู”) ระบุอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลักมาหลายปีแล้ว และพยายามทำลายโครงการนิวเคลียร์ด้วยการโจมตีทางทหาร
ในอีกแง่หนึ่ง “แกบบาร์ด” เป็นผู้ที่มีความเห็นต่างจากส่วนใหญ่ของฝ่ายการเมืองสหรัฐ เธอยืนกรานมาโดยตลอดว่าสหรัฐฯ ควรแทรกแซงกิจการของทวีปอื่นๆ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และด้วยเหตุนี้เธอจึงอาจมีความสนใจที่จะลดความสำคัญของการเอาสหรัฐเข้าไปเสี่ยงในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านลง
เครดิตภาพ: FOEJ Media
“เนทันยาฮู” รู้จักกับ “ทรัมป์” เป็นการส่วนตัวมานานเกือบ 40 ปี สามารถโน้มน้าวประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ว่าการประเมินข่าวกรองของอิสราเอลแม่นยำกว่าของสหรัฐเอง
เมื่อ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ทรัมป์ “ไม่ได้เชิญ” แกบบาร์ดไปร่วมประชุมทีมนโยบายต่างประเทศที่แคมป์เดวิด ซึ่งเป็นสถานที่ที่หารือเกี่ยวกับเอกสารข่าวกรองของอิสราเอล และคำถามว่าจะให้ไฟเขียวแก่อิสราเอลในการโจมตีอิหร่านหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการตัดสินใจ หลังจากที่อิสราเอลเริ่มโจมตี ทรัมป์ได้พูดตรงๆ เกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของแกบบาร์ดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านว่า “ผมไม่สนใจว่าเธอพูดอะไร” I don’t care what she said. [4][5]
เรียบเรียงโดย Right Style
20th Jun 2025
  • อ้างอิง:
<เครดิตภาพปก: Jon Berkeley / The Economist>
โฆษณา