25 มิ.ย. เวลา 08:08 • หุ้น & เศรษฐกิจ

จับตามองวงการ Biotech จีน - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

ธุรกิจในกลุ่ม Biotech กำลังมาแรงและเติบโตอย่างรวดเร็วตามการก้าวกระโดดของโลกเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์บุคคลด้วยดีเอ็นเอ การบำบัดโรคด้วยยีน การโคลน การดัดแปลงยีน เป็นต้น
1
นี่เป็นตลาดขนาดมหึมา เพราะตอนนี้ประเทศจำนวนมากกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ธุรกิจ Biotech ได้รับการขนานนามว่าเป็นหัวหอกขับเคลื่อน Silver Economy หรือเศรษฐกิจสังคมสูงวัย
ความได้เปรียบของจีนคือ จีนมีนักวิทยาศาสตร์ด้านไบโอเทคจำนวนมหาศาลที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน จีนยังเป็นฐานการผลิตยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ความยืดหยุ่นของกฎระเบียบของจีนที่ไม่เคร่งครัดเท่าในสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้สามารถวิจัยและพัฒนายาได้เร็วกว่า เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตหรือตรวจสอบที่ซับซ้อน
มีคนเปรียบเปรยว่า “Deepseek Moment” กำลังจะเกิดขึ้นอีกในวงการไบโอเทค เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในวงการ AI ที่เทคโนโลยีจีนเริ่มเทียบชั้นสหรัฐฯ จนสั่นสะเทือนไปทั่ววงการมาแล้ว
ความก้าวหน้าด้าน AI ของจีนเองก็จะช่วยพลิกโฉมวงการไบโอเทคจีนด้วย เพราะ AI เพิ่มสปีดความเร็วในการวิจัยและพัฒนายา จากเดิมหากใช้มนุษย์ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ อาจต้องใช้เวลายาวนานและต้องใช้กำลังคนนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก แต่ปัจจุบันเมื่อใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ก็จะได้ผลการวิจัยที่รวดเร็วและละเอียดกว่าในอดีต
1
ดังที่สั่นสะเทือนเลือนวงการวิทยาศาสตร์โลกในปี ค.ศ. 2024 เมื่อรางวัลโนเบลสาขาเคมี ไม่ได้มอบให้แก่นักเคมีแบบดั้งเดิม แต่มอบให้แก่ผลงานที่การออกแบบโปรตีนด้วยคอมพิวเตอร์ และการใช้ AI คาดการณ์โครงสร้างโปรตีน ซึ่งทำให้มนุษย์รู้วิธีการควบคุมองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต และสร้างโปรตีนชนิดใหม่ทั้งหมดขึ้นมาได้ ส่งผลมหาศาลต่อศักยภาพในการพัฒนาวงการ Biotech ทั้งวงการ
2
สำหรับปริมาณการทดลองด้านไบโอเทคนั้น จีนชนะสหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว ในปี ค.ศ. 2024 ในจีนมีการทดลองทางคลินิกเพื่อคิดค้นยาใหม่จำนวน 7,100 การทดลอง มากกว่าจำนวนการทดลองยาใหม่ในสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ประมาณ 6,000 การทดลอง
เมื่อปีที่แล้ว ข่าวใหญ่ในวงการไบโอเทคโลกก็คือยารักษามะเร็งปอดของบริษัทจีนมีผลการรักษาที่ดีกว่ายามะเร็งรุ่นใหม่ของยักษ์ใหญ่ฝรั่งอย่างบริษัท Merck จนบริษัทฝรั่งอย่าง Summit Therapeutics ถึงกับทำดีลซื้อสิทธิบัตรยานี้จากจีน
เราจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับตะวันตกที่กลับทิศทาง จากเดิมที่บริษัทยาจีนต้องซื้อสิทธิบัตรยาฝรั่ง ตอนนี้กลายมาเป็นบริษัทฝรั่งเริ่มหันมาซื้อสิทธิบัตรยาจากจีน ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง Pfizer, AstraZeneca, GSK, Sanofi, Novatis ล้วนมีดีลสั่งซื้อสิทธิบัตรยาจากการค้นพบยาใหม่ๆ ของจีน
ขณะที่มองไปทางฝั่งสหรัฐฯ รัฐบาลของทรัมป์กลับลดการสนับสนุนเงินด้านการวิจัยด้านการแพทย์และลดเงินสนับสนุนองค์กรระหว่างประเทศอย่าง WHO ซึ่งสั่นคลอนและบั่นทอนกำลังใจนักวิจัยแพทย์และไบโอเทคในสหรัฐฯ อย่างมาก
รัฐบาลทรัมป์ยังขัดแย้งอย่างหนักกับมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของสหรัฐฯ อย่างฮาร์วาร์ด ซึ่งนำไปสู่คำขู่ของทรัมป์ที่จะลดเงินสนับสนุนการวิจัยจากรัฐบาลกลางที่ให้แก่มหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งเงินก้อนที่ใหญ่มากเป็นเงินที่สนับสนุนการวิจัยด้านการแพทย์และไบโอเทค ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินจากรัฐบาลในการดูแลห้องปฏิบัติการและการทำการทดลองทางคลินิกให้มีความต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้จึงส่งผลให้จีนผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ในด้านไบโอเทค Tech War ระหว่างสองประเทศ จึงขยายวงจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ และ AI มาสู่สมรภูมิใหม่เรื่อง Biotech อีกหนึ่งสนามรบ
1
จากรายงานชื่อ Critical and Emerging Technologies Index ที่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถึงกับประเมินไว้อย่างน่าสนใจมากว่าในสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ 5 เรื่อง ได้แก่ AI, ไบโอเทค, เซมิคอนดัคเตอร์ เทคโนโลยีอวกาศ และควอนตัม นั้น ปรากฎว่า เรื่องที่จีนมีโอกาสแซงหน้าสหรัฐฯ มากที่สุดคือด้านไบโอเทคครับ
3
โฆษณา