29 มิ.ย. 2025 เวลา 10:12 • สุขภาพ

ผู้ป่วยหนักมีแรงเฮือกสุดท้ายจริงหรือไม่

ก่อนที่แม่ของผมจะเสียชีวิต ท่านป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งลุกลามกระจ่ายไปสู่อวัยวะต่างๆ รวมถึงสมอง ทำให้ท่านสูญเสียความทรงจำ และทำได้แค่นอนติดเตียง
จนกระทั่งช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนที่ท่านจะเสีย ท่านกลับมีความทรงจำขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่ 100% แต่ก็ดีกว่าผักติดเตียงก่อนหน้านี้มากๆ สามารถพยุงตัวขึ้นจากเตียงได้มาก พูดคุยได้บ้าง ก่อนที่ท่านจะล้มป่วยหนักอีกครั้ง และเสียชีวิตหลังจากนี้เพียง 2 วัน
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับอีกหลายกรณีกับคนรอบตัวผม รวมถึงคนไข้หลายรายในโรงพยาบาล คนไข้ที่ป่วยหนักมักจะมีอาการดีขึ้น จนบางรายถึงกับกดดันให้หมออนุญาตให้กลับบ้าน แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานก็กลับมาทรุดหนักและเสียชีวิต
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่มีการศึกษาจริงจังทางการแพทย์ โดยอาการดังกล่าวถูกนิยามว่า "พลังเฮือกสุดท้าย" หรือ Terminal lucidity
1
"Terminal Lucidity" หรือ "The Surge" หรือ "Terminal Rally" ปรากฏการณ์นี้หมายถึงการที่บุคคลที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต กลับมาแสดงออกถึงความชัดเจนทางความคิดและความสามารถบางประการที่เคยสูญเสียไปอย่างน่าประหลาดใจ
ปรากฏการณ์นี้ได้รับการบันทึกโดยแพทย์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และเป็นสิ่งที่ท้าทายความเข้าใจทางการแพทย์เกี่ยวกับความเสื่อมของสมองและกระบวนการเสียชีวิตอย่างมาก. แม้จะมีการสังเกตมาอย่างยาวนานและมีรายงานกรณีศึกษาจำนวนมากในวรรณกรรมทางการแพทย์ตลอด 250 ปีที่ผ่านมา
โดยทั่วไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ ตั้งแต่ไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมง. บางรายอาจนานถึงหลายวัน และในกรณีที่พบน้อยมาก อาจนานเป็นสัปดาห์ได้. Terminal Lucidity ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกคนที่กำลังจะเสียชีวิต โดยทั่วไปแล้ว Terminal Lucidity มักเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า"การเสียชีวิตใกล้เข้ามาแล้ว"
1
แม้ว่าปรากฏการณ์ Terminal Lucidity จะถูกสังเกตการณ์มานานหลายศตวรรษ แต่กลไกทางสรีรวิทยาที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังยังคงเป็น "ปริศนาทางการแพทย์" ที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ ทฤษฎีที่น่าสนใจประการหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมสมอง งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าสมองที่ขาดออกซิเจนอาจมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น. นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมคลื่นแกมมาในสมองระหว่างที่ผู้ป่วยใกล้จะเสียชีวิต (Near-Death Experiences)
1
สมองอาจมีความสามารถแฝงในการจัดระเบียบการทำงานใหม่ผ่านการสร้างทางเบี่ยงของเส้นประสาท (neural bypasses) เพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เสียหาย และฟื้นฟูการทำงานเดิมได้ชั่วคราว. ภาวะขาดออกซิเจนในระบบประสาทส่วนกลางเมื่อใกล้เสียชีวิต อาจเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์ประสาททำงานมากขึ้น เสริมสร้างการเชื่อมต่อที่อ่อนแอ และสร้างวงจรประสาทใหม่.
2
เครือข่ายสมองที่ซับซ้อน ซึ่งอาจมีการ "เกิดใหม่" ของกิจกรรมเซลล์ประสาทหรือ "การซิงโครไนซ์แบบรุนแรง" (explosive synchronization) เมื่อสมองเข้าสู่ภาวะใกล้เสียชีวิต การที่สมองขาดออกซิเจนเมื่อใกล้เสียชีวิต อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์ประสาททำงานมากขึ้น เสริมสร้างการเชื่อมต่อที่อ่อนแอ และสร้างวงจรประสาทใหม่ ทำให้เกิดการเชื่อมประสานเฉพาะกิจของหน่วยระบบประสาทในสมอง ที่ทำให้คนไข้กลับมาดูเหมือนจะดีขึ้นอีกครั้ง
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในร่างกายของมนุษย์ เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในหลายจุดของร่างกาย เช่น การเกิด Myocardial remodelling ของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือด ซึ่งกลไกดังกล่าวทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา รวมถึงการพยายามหาทางเดือนของเส้นเลือดใหม่ในตับที่เสียหาย ทำให้เกิดภาวะท้องมาล ในผู้ป่วยโรคตับ
การศึกษา Terminal Lucidity มีความท้าทายทางจริยธรรมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมักอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถให้ความยินยอมได้อย่างเต็มที่. นอกจากนี้ การตัดสินใจเกี่ยวกับการให้ยาระงับประสาทลึก (deep sedation) ซึ่งอาจจำกัดการเกิด Terminal Lucidity ก็เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
Terminal Lucidity เป็นช่วงเวลาที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายกลับมามีสติสัมปชัญญะและพลังงานอย่างไม่คาดคิดก่อนเสียชีวิต และเป็นช่วงเวลาสุดท้าย ให้คนที่ยังอยู่และคนที่กำลังจะไป ได้มีโอกาสใช้ช่วงเวลาสุดท้ายเก็บเกี่ยวความทรงจำและความรู้สึกดีๆต่อกัน ใครจะไปรู้ว่าจะมีคนไข้สักกี่คน ที่ได้รับพรครั้งสุดท้ายจากสวรรค์แบบนี้ จะมีสักกี่ครอบครัว ที่จะได้โอกาสนี้ ดังนั้นความปรารถนาดี และไมตรีที่ดีต่อกัน จึงไม่จำเป็นต้องรอวันสุดท้าย แต่เริ่มได้เลยตอนนี้ เพราะไม่มีใครรู้ว่า "ครั้งสุดท้าย" จะมาถึงเมื่อไหร่?
อ้างอิง
โฆษณา