Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
sansati ศานสติ
•
ติดตาม
26 ก.ค. เวลา 12:45 • การศึกษา
เราบ่ผิดท่านมาล้าง ดาบนั้นคืนสนอง
การทำบุญนั้นทำได้ ไม่เลือกแม้กระทั่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย กับมดแมลงก็ทำได้ แต่หากอยากได้บุญใหญ่ ต้องทำกับผู้ที่มีคุณมาก เราๆท่านๆคงจะเคยได้ยินกันมาว่า การได้ทำบุญกับพระอรหันต์ได้บุญมาก เนื่องจากท่านเป็นผู้มีความบริสุทธิ์สูง ถือเป็นผู้มีคุณมาก การทำบุญกับท่านจึงได้บุญมาก นอกจากนี้การทำบุญกับคนชั่วที่ไม่มีศีลมีธรรม พระพุทธเจ้าท่านก็ยังรับรองว่า ได้บุญเช่นกัน แต่เป็นบุญเล็กน้อย
อันนี้ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตเอาเองว่า มีข้อแม้ที่การทำบุญกับคนชั่ว อาจจะแถมมาด้วยบาปมหันต์ เนื่องจากว่าการช่วยเหลือคนชั่วนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่า จะเป็นการส่งเสริมให้เขาทำชั่วได้มากยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า มีคนเคยตั้งคำถามว่า ถ้าเราย้อนเวลาไปได้ แล้วไปฆ่าฮิตเลอร์ ก่อนที่เขาจะทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว จะถือว่าเป็นบุญหรือบาป แค่ฟังคำถามก็เป็นปัญหายุ่งยาก ชวนให้คิดหนักเรื่องขอบเขตของศีลธรรมได้แล้ว
หากยึดหลักในทางพุทธ เราจะดูกันที่เจตนา หากเราไม่รู้ว่าคนที่เราช่วยเหลือนั้นเป็นคนไม่ดี เราก็ได้เฉพาะบุญ เพราะไม่มีทางที่จะรู้ว่าคนคนนี้จะไปทำอะไรต่อไป เขาจะทำดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเขาเอง เป็นกรรมของเขาล้วนๆ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้ว่าเขาชั่วอย่างไร แต่ยังตัดสินใจช่วยเหลือสนับสนุนในทางต่างๆ แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เขาทำชั่ว แต่ก็ถือได้แล้วว่า เป็นผู้สนับสนุนให้เขาทำชั่วได้ยิ่งกว่า เพราะถ้าเราไม่ช่วยสนับสนุน สิ่งที่เขาทำคงไม่ได้มีผลกระทบมากมายและยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้
ฉะนั้นเราเองมีส่วนที่ต้องรับกรรมชั่ว ในทุกๆกรรมที่คนชั่วคนนี้ไปกระทำ ต้องแบกรับกรรมร่วมกับเขาแบบ wind beneath my wings แถมยังนับแบบต่างกรรมต่างวาระ ในเรื่องของกฎแห่งกรรมแล้ว วิบากให้ผลแบบเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณได้ อย่าได้คิดว่าเล็กน้อย เพราะนับทุกๆครั้งที่คนผู้นี้ไปกระทำชั่ว แถมยังมีตัวคูณหากมีผลกระทบในวงกว้าง มีผู้ที่เดือดร้อนจากการกระทำของคนชั่วคนนั้นเป็นจำนวนมาก ต้องนับรวมทั้งหมดนั้นด้วย นึกดูเอาแล้วกัน ว่าอยากแบกกรรมร่วมกับเขาด้วยหรือเปล่า?
พูดถึงการทำบุญกับผู้มีคุณมากแล้ว ไม่กล่าวถึงด้านตรงข้าม ก็จะเป็นการไม่เอื้อประโยชน์ให้ทั่วถึง เพราะการทำบาปกับผู้มีคุณมากนั้น ก็เป็นบาปอย่างยิ่งเช่นกัน ผู้มีคุณนี้รวมถึงผู้มีบุญคุณกับเราไม่ว่าทางไหนด้วย พระพุทธเจ้าจึงสอนให้รู้จักกตัญญู เพื่อที่จะไม่ต้องรับวิบากกรรมหนัก เพราะอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
อนึ่งการกระทำใดๆที่ไม่ดีต่อผู้มีคุณมาก เช่น แค่คิดชั่วกับพระอรหันต์ก็ผิดบาปมากแล้ว งั้นทำชั่วกับใคร ต้องได้รับผลกรรมสนองอย่างไร หากการทำชั่วนั้น ทำกับใครๆแล้วให้ผลไม่เท่ากัน แม้จะเป็นการกระทำอย่างเดียวกัน เช่นนั้นลองมาดูตัวอย่างเปรียบเทียบเป็นรูปธรรมกันดู ตัวอย่างนี้นำมาจากหนังสือเรื่อง ดูจิต ๑ พรรษา ของสำนักพิมพ์อัมรินทร์ หน้าที่ 244-246
“หมิวเริ่มรู้สึกเห็นคล้อยตามที่หลวงพ่อเปิดประเด็น เออ มันน่าสงสัยนะ ลองดูการเปรียบเทียบผลบุญในเวลามสูตร สีหนาทวรรคที่ 2 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ซึ่งพระภาสกร ภูริวฑฺฒโน ได้สรุปย่อเป็นตารางบุญไว้ หากเราทำบุญกับใครให้ดูตารางฝั่งซ้าย ส่วนผลคนที่ได้รับดูตารางฝั่งขวา
ทำบุญ ๑ หน่วย ผลบุญ (หน่วย)
คนทุศีล ๑
ปูถุชน ๑๐๐
กัลยาณชน ๑๐,๐๐๐
พระโสดาบัน ๑,๐๐๐,๐๐๐
พระสกทาคามี ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐
พระอนาคามี ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐
พระอรหันต์ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐
คนทุศีล หมายถึง ผู้ที่ผิดศีลตลอด ไม่มีศีลธรรมเลย
ปุถุชน หมายถึง ผู้ที่มีศีลบ้าง ไม่มีศีลบ้าง
กัลยาณชน หมายถึง ผู้ที่มีศีลบริบูรณ์ รวมตั้งแต่ผู้ปฏิบัติธรรมจนถึงพระสงฆ์
ส่วนพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ คือพระอริยะบุคคลผู้เจริญสติ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุธรรมของพระพุทธองค์อันเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
เอาละ ทีนี้หมิวจะเริ่มเห็นภาพชวนสงสัยว่า การทำบุญในแต่ละบุคคล ทำไมผลบุญถึงได้ต่างกันลิบลับ เนื่องจากเห็นว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้เสมอว่า พระอริยบุคคลทั้งหลายเป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า เนื่องจากบุคคลเหล่านี้รู้ทางออกจากทุกข์แล้ว เห็นโลกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ไม่ทำร้ายโลกอีกแล้ว มีแต่ชี้นำหนทางดับทุกข์ให้มหาชน ดังนั้นการทำบุญกับพระอริยบุคคลเหล่านี้จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อโลก ไม่มีผลร้ายต่อโลก บุญทั้งหลายจึงเกิดเต็มๆ
ดังนั้นจะชี้ให้เห็นในมุมที่ให้หมิวเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยให้ตัวเลขของบุญเป็นขนาดของบุคคลนั้น คนทุศีลหากเป็นคนปกติ พระอรหันต์ต้องตัวเท่าซูเปอร์ยักษ์ขนาดยักษ์เรียกพี่เลยใช่ไหม หมิวพยักหน้าตาม ทีนี้ที่องคุลีมาลฆ่าคนนั้น องคุลีมาลเป็นคนทุศีล ฆ่าคนมา ๑,๐๐๐ คน (ประมาณ) องคุลีมาลต้องรับกรรมคือตายตกตามกัน ๑,๐๐๐ ชาติ
แต่องค์พอองคุลีมาลปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ตัวใหญ่ขึ้นมาก กรรม ๑,๐๐๐ หน่วยที่ทำไว้เมื่อเทียบกับขนาดตัวขององคุลีมาลจึงเทียบกันไม่ได้เลยจริงไหม กรรมที่ว่าหนักของคนทั่วไปจึงขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับพระอรหันต์ อย่างนี้เข้าใจไหม จะยกตัวอย่างเป็นเชิงคณิตศาสตร์อาจจะเข้าใจง่ายขึ้น
หากองคุลีมาลเป็นคนทุศีลอยู่ ผลกรรมจะเข้ากับ ๑,๐๐๐/๑ = ๑,๐๐๐
แต่พอเป็นพระอรหันต์ ผลกรรมจะเท่ากับ๑,๐๐๐/๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ เท่ากับ ๐.๐๐๐๐๐๐๐๐๑
(ขออนุโมทนากับพระภาสกร ซึ่งท่านอธิบายไว้ในหนังสือ “ผลบุญคือกำลังชีวิต” ได้อย่างชัดเจนมาก)
ดังนั้นหมิวจะเห็นว่ากรรมเหลือเป็นเศษกรรมเท่านั้นเอง แต่ในทางกลับกัน หากเราไปทำกรรมกับพระอริยะบุคคลทั้งหลาย เราจึงต้องรับกรรมหนักมากๆ เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีค่าตัวสูงมาก”
จากบทความข้างต้น แค่ลองคิดกลับกันดูว่า ไม่ใช่ทำบุญแต่เป็นทำบาป คุณคงพอจะเดาได้ว่า จะต้องเผชิญกับวิบากกรรมหนักขนาดไหน ถ้าเผลอไปทำชั่ว กับบุคคลที่มีคุณมากอย่างพระอริยบุคคลทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบัน การทำผิดศีลทางวาจาทำได้ง่ายและเข้าถึงคนจำนวนมาก ด้วยการทำผ่านสื่อโซเชียล
หากทำการปรามาส ลบหลู่ดูหมิ่น พูดจาหยาบคายกับผู้ที่มีคุณมาก ใส่ไคล้ให้คนอื่นเกลียดชังด้วยความเท็จ หรือรวมทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น เชื่อได้เลยว่า วิบากกรรมเป็นระดับหาค่าไม่ได้ ยกกำลัง x y z กันเลยทีเดียว อย่าได้ดูถูกว่าเป็นการกระทำเล็กน้อยเพียงแค่ครั้งเดียว เพราะก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในสมัยพุทธกาล การกระทำเพียงแค่ครั้งเดียว ทำบุญมากแค่ไหนก็ต้องตกนรกไปก่อน หลังจากนั้นแล้วมาเกิดชดใช้ในสิ่งที่กระทำล่วงเกินนั้นๆ นับภพนับชาติไม่ถ้วน แม้กระทั่งชาติสุดท้าย
เนื่องด้วยกระทำกรรมกับผู้มีคุณสูง จึงมีโทษอย่างใหญ่หลวง เพราะฉะนั้นเรื่องเล็กน้อยก็ไม่ควรมองข้าม อย่าคิดว่าไม่เป็นไร แค่นี้เอ๊ง...ง..ง...ง เพราะการทำชั่วเล็กๆ กับคนที่ดีมากๆ สามารถทำให้คุณตกนรกได้แล้ว
เช่นนั้นหากเจอคนดี ให้ทำดีกับเขาให้มากไม่ใช่รังแก อีกทั้งการทำความดี กับคนที่ดีจริงๆ ยังได้บุญมากด้วย อนึ่ง ในปัจจุบันนี้เราไม่รู้หรอกว่า ใครดีขนาดไหน เพราะพระอริยะท่านก็ไม่ได้มาป่าวประกาศให้ใครรู้ ส่วนการจะรู้เองนั้นก็ได้เพียงแต่คาดเดา ไม่ได้มีพระพุทธเจ้ารับรองให้แน่อกแน่ใจ เหมือนสมัยพุทธกาล พระนอกเครื่องแบบ จึงน่ากลัวกว่าตำรวจนอกเครื่องแบบก็ตรงนี้
บางคนอาจจะไม่เชื่อเมื่อพูดถึงพระอริยสงฆ์ ว่ายังมีอยู่หรือสมัยนี้ แต่ข้อพิสูจน์ที่ดีก็คือพระพุทธศาสนายังไม่ได้สูญไปจากโลกนี้ ดังนั้นย่อมมีผู้ปฏิบัติตามและพ้นออกไปได้จริงแน่นอน มีพระอริยะ walking among us จริงๆนะ ฉะนั้นเวลาทำไม่ดีกับคนดี และถ้าเขาเกิดดีจริงๆขึ้นมา คุณจะซวยแบบไม่ใช่แค่เหยียบขี้ แต่เป็นเหยียบกับระเบิด
ขอเตือนอีกเรื่องที่อาจจะนึกไม่ถึงกัน นั่นคือ การทำตลกล้อเลียนพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังให้มาก เพราะอาจจะมีบาปหนักติดตัว จริงอยู่การบวชเป็นพระไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่บวชนับเป็นพระสงฆ์ในพระรัตนตรัย แต่ถ้าบวชเข้ามาแล้วตั้งใจศึกษาธรรมะ รักษาข้อวัตรปฏิบัติติ พระวินัย และศีล ถือเป็นพระปฏิบัติดี นับว่าเป็นที่ให้น่ายกย่องกราบไหว้บูชาได้แล้ว
เป็นลูกชาวบ้านบวชมาไม่อยู่ในศีลในธรรม ก็บาปที่ตัวเขาเอง ดังนั้นการล้อเลียนพระสงฆ์ที่มีศีลมีธรรมไม่สมควรยิ่ง เพราะท่านมีศีลมีธรรมจึงเรียกว่าผู้ทรงศีลทรงธรรม แต่ถ้าไม่ระมัดระวังยิ่งกว่า ไปล้อเลียนพระอริยะเจ้าเข้า ถือเป็นกรรมปรามาสพระอริยสงฆ์ นั่นยังเป็นกรรมแบบเดี่ยวๆ หรือบุคคลจำนวนน้อย เป็นหมู่คณะก็ว่าไป
แต่ยังมีขั้นที่ยิ่งกว่า คือ ต้องเข้าใจก่อนว่าพระมีหลายระดับ มีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคืออยู่ในศีลในธรรม และผู้ที่บรรลุเป็นพระอริยะสงฆ์ ตั้งแต่ขั้นต้นจนไปถึงขั้นสูงสุด หากการกระทำล้อเลียนเหล่านั้น ไม่บอกอธิบายให้ชัดเจนว่า ความจริงเป็นอย่างไร แล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า หมู่สงฆ์โดยรวมเป็นดั่งเช่นที่ตลกล้อเลียนกัน เข้าใจผิดแบบเหมารวมว่างั้นเถอะ
การที่ไม่ระบุว่าเป็นผู้ใด จึงเข้าข่ายการลบหลู่พระรัตนตรัย และที่สุดไปมากกว่านั้น แม้แต่คนฟังที่ขำในมุขตลก แล้วไม่มีความรู้ดังที่กล่าวมา เข้าใจผิด หัวเราะขำในมุกตลก รวมทั้งคิดไปในแนวทางเดียวกันว่า สงฆ์โดยรวมเป็นเช่นนี้ ก็จะติดกรรมในการลบหลู่พระรัตนตรัยไปด้วย หากมีสื่อทำการเผยแพร่มุขตลกนี้ แล้วเกิดการเข้าใจผิดกับคนจำนวนมากแบบเดียวกัน สื่อนั้นรวมทั้งคนที่ช่วยกันผลิต เผยแพร่ก็ติดกรรมไปด้วยเช่นกัน ตายหมู่กันเป็นทอดๆ
ยังมีที่ต้องกล่าวถึงอีกอย่างหนึ่ง มิใช่ตัวบุคคลแต่ถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ พระรัตนตรัย หากผู้ใดลบหลู่ดูหมิ่น ปรามาส บาปหนักมาก การจะวิพากษ์วิจารณ์พระรัตนตรัย หรือด่าทอพระพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง หากไม่อยากรับวิบากกรรม นี่คือเหตุผลที่หากคุณเป็นชาวพุทธที่ดี เจอการลบหลู่พระรัตนตรัยของคนนอกศาสนา ควรอย่างยิ่งที่จะช่วยชี้แจงให้เขาเข้าใจถูกต้อง จะได้ไม่ต้องรับกรรมข้ามภพข้ามชาติ ให้ไปทุกข์ร้อน เพราะลบหลู่พระรัตนตรัย
มีบางคนแม้ระลึกชาติไม่ได้ แต่ยังรับผลเป็นความกระทบกระเทือนใจ เมื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ทั้งๆที่เคารพสุดหัวใจ แต่กลับคิด หรือเห็นภาพไม่ดีในหัว บาดใจจนทรมาน ฯลฯ นี่เป็นตัวอย่างเศษกรรมอย่างเบาบางที่ติดข้ามภพชาติมา ฉะนั้นการเกื้อกูล ด้วยการอธิบายความจริงให้เขาเข้าใจ เป็นการลดบาปกรรม ส่วนเขาจะรับได้หรือเข้าใจหรือไม่ ก็แล้วแต่ภูมิปัญญาที่สั่งสมมา หากยังก่อกรรมต่อก็เป็นเรื่องของเจ้าตัว เหลือวิสัยให้อุเบกขาไป
แม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธเอง ก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรจะไปลบหลู่ กล่าวติเตียนปรามาสพระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าหากมีอะไรผิดพลาดแล้ว ไม่แก้ไข เพราะนั่นก็หมายถึงไม่ได้ทำหน้าที่ชาวพุทธที่ดีเช่นกัน เพียงแต่การที่จะไปแก้ไข หรือติเพื่อก่อ ควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูง การที่เราติเพื่อก่อนั้น เป็นสิ่งที่ดีและได้บุญมาก แถมยังช่วยทำนุบำรุงพระศาสนา ชำระล้างความเข้าใจผิด ช่วยป้อมปรามการประพฤติไม่ดี และช่วยให้ผู้ที่มีคุณความดีจริงๆ อยู่ได้อย่างสงบมากขึ้นด้วย
การไต่สวนข้อกล่าวหาต่างๆก็เช่นกัน อย่าให้คำว่า "บาป" มาเป็นอุปสรรค ให้พวกมารและอลัชชีได้ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง แล้วบ่อนทำลายศาสนา มีข้อควรระวังว่า การจะไต่สวนทวนความ ก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เพราะผู้ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ ใส่ความคนดีก็มีอยู่มาก ไปลงโทษคนผิดก็มีบาปมากจริงๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ศาสนาจะดำรงอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยพุทธบริษัท 4 ในการช่วยทำนุบำรุง ชำระล้าง สืบทอดพระศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีบุญมากและไม่ควรละเลยในการทำหน้าที่ พระพุทธเจ้าฝากพระศาสนาไว้กับพุทธบริษัท 4 ไม่ใช่สงฆ์เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายฆราวาสก็ควรทำหน้าที่ของตัวเองด้วย
สิ่งสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดที่อยากจะกล่าวถึง คือ การลบหลู่พระธรรม ในปัจจุบันนี้ก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาดในอินเทอร์เน็ตเช่นกัน การสอนบิดเบือน ตัดทอนพระธรรม คือการบิดเบือน ตัดทอนความจริง เพราะพระธรรม=ความจริง สอนผิด ให้ความรู้ผิด แม้จะไม่ได้ตั้งใจยังมีโทษมาก อย่าว่าแต่ตั้งใจบิดเบือนเพื่อหวังผลประโยชน์ใดๆ ได้ไปเป็นสหายของสัตว์นรกอย่างแน่นอน
การให้ธรรมะเป็นทาน ก็ควรระมัดระวังให้มาก หากไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ ให้ copy and paste คำสอนมาเลย ไม่ควรต่อเติม อธิบายส่วนที่เข้าใจเอาเอง โดยไม่ตรวจทาน หากผิดและมีคนเชื่อตามมากๆ จะบาปมากๆ ดูตัวอย่างจากการที่ครูบาอาจารย์ทำหนังสือธรรมะแจก ท่านจะตรวจไม่ใช่แค่พิสูจน์ตัวอักษร แต่จะตรวจข้ออรรถข้อธรรมโดยละเอียด ว่าถูกต้องก่อนเผยแพร่ นี่เป็นการแสดงความใส่ใจ และเคารพในพระธรรมที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างในการเผยแพร่อย่างยิ่ง
เรื่องใกล้ตัวอีกอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธทำกันอย่างสม่ำเสมอ คือ การสวดมนต์ ก็ควรมีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะได้เป็นบุญกุศลจริงๆ ต้องทำด้วยความเคารพ อย่าเล่นหัว คิดไม่ดี หรือคิดไปในทางต่ำ จะมีวิบากติดตัว เพราะบทสวดนั้นมีทั้งคำสอนธรรมะ หรือไม่ก็เป็นบทสวดที่สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย
ควรสอนลูกหลานให้เคารพ รู้คุณพระรัตนตรัย แล้วให้สวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย แนะนำให้สวดแบบที่แปลความหมาย เพราะจะทำให้เกิดความซาบซึ้งและเคารพด้วยใจจริง ไม่ควรบังคับ ถ้าเขาไม่อยากทำ แต่ควรทำเป็นตัวอย่างแล้วชักชวนให้ทำตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบุญกุศลที่สั่งสมได้โดยง่าย ทำได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องลำบากมากมายนัก
การเข้าวัดก็ต้องสำรวม โดยเฉพาะวัดที่มีผู้ปฏิบัติบำเพ็ญภาวนา การทำเสียงดัง หรือแสดงอาการไม่เคารพจะบาปมาก เพราะอาจไปรบกวนการปฏิบัติ ไม่ใช่แค่บุคคลที่ควรเคารพ แต่สถานที่ก็ด้วย ต้องระวังกริยามารยาทเป็นพิเศษ แต่งตัวสุภาพ สตรีไม่ควรใส่ผ้าลูกไม้ ซีทรู หรือเสื้อผ้าสีขาวที่บางไป จนเห็นเนื้อหนังรำไร ชวนให้จินตนาการ ไม่ดีอย่างยิ่ง อีกทั้งเสื้อผ้าที่รัดหรือสั้นไปด้วย
ผู้ชายก็ควรจะแต่งกายสุภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องถึงกับเป็นทางการ พิจารณาตามหลักการให้เกียรติ และเคารพสถานที่ ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ที่ใดมีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมถึงพระอริยเจ้าอยู่ ที่นั่นจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (Hot spot) โดยธรรมชาติ
อาจเนื่องด้วยจะมีเทวดามาอารักษ์ขา ทั้งบุคคลและสถานที่ อีกทั้งเทวดาเหล่านั้น ชอบที่มีโอกาสร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย และฟังเทศน์จากครูบาอาจารย์ด้วย การเข้าวัดจึงควรสำรวมกายวาจาให้มาก หากมีเด็กจำเป็นต้องพามา หรืออยากปลูกฝังธรรมะ ให้เขามีที่พึ่งทางใจ ต้องบอกสอนให้ระวังมารยาทด้วย
ถ้าสงสัยว่าใครกัน เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าต้องเป็นอย่างนี้ ขอตอบว่าเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม=the law of nature กฎของธรรมชาติ พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้ตั้งกฎ และก็ไม่ได้เป็นผู้คุมกฎ เพียงแต่ไปพบเห็นความจริงเหล่านี้ แล้วนำมาบอกเล่าให้ฟัง หากไม่อยากได้รับทุกขเวทนาจากวิบากกรรมที่ไม่ดี ก็ให้ระมัดระวังในการปฏิบัติตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนดี ต้องแสดงความเคารพ ปฏิบัติตัวดีด้วย
ต้องเข้าใจก่อนว่า คนดีมีศีลมีธรรม เขาไม่ได้ไปรังแก เอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียน ทำตัวเกะกะระราน ทำร้ายทำลายใครต่อใครเขาไปทั่ว และมักจะตกเป็นเป้าของคนพาลสันดานหยาบ ถูกรังแกได้ง่ายๆ เนื่องจากไม่ตอบโต้คนอื่น ดั่งเช่นคำกล่าวของหลวงปู่ดู่ที่ว่า “คนดีเขาไม่ตีใคร”
ฉะนั้น นี่คือความยุติธรรมของกฎแห่งกรรม ใครรังแกคนดี ย่อมสนองแรงกว่าหลายเท่าเป็นธรรมดา อีกทั้งยังเป็นการสั่งสอนคนชั่วให้รู้สึกตัว กลับตัวกลับใจ รู้จักเข็ดหลาบ ไม่กล้ากระทำไม่ดีกับคนดีอีกด้วย ที่เคยได้ยินว่าเทวดาคุ้มครองคนดี หรือคนดีพระคุ้มครอง ก็เห็นได้จากตรงนี้ ถ้าคุณรู้และเข้าใจกฎธรรมชาตินี้ จะเชื่อว่า กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ เพราะเขา balance พลังงานทั้งดีและชั่วได้อย่างน่าทึ่ง ยุติธรรมจริงๆ (Natural law of order)
แต่ถ้าใครไม่เชื่ออยากจะทดสอบดูก็ได้ เรื่องของกฎแห่งกรรม แม่ยังไงก็เป็นแม่ ขอเตือนด้วยความหวังดี เพราะถ้านางนึกจะตบสั่งสอนขึ้นมา ไม่มีคำว่ายั้งมือไว้ไมตรี ดีที่สุดคือให้มีศีล 5 เอาไว้ จะได้ไม่หลงไปเบียดเบียนใครไปทั่ว เพราะศีล 5 ช่วยให้เราระมัดระวังเรื่องกายวาจา แล้วยังเป็นการลดการเบียดเบียน ไม่ผูกพยาบาทกับใคร เป็นการทำบุญใหญ่แบบ 2 เด้ง
ทำความดีและละเว้นความชั่วในเวลาเดียวกัน แถมยังทำได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดราชการ และวันนักขัตฤกษ์ สั่งสมบุญใหญ่แบบไม่ต้องรอใส่ซอง ซึ่งเป็นบุญเล็กน้อย แถมถ้ารู้ไม่จริง ยังอาจได้บาปมากกว่า
หากยังต้องเกิดตายในสังสารวัฏ เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า คนที่เราเกลียดชังคลั่งแค้น อาจจะจับพลัดจับผลูต้องมาเจอกัน ในรูปแบบของคนในครอบครัว ความสัมพันธ์แบบชนิดที่ว่า ตัดไม่ตายขายไม่ขาด แถมยังข้องเกี่ยวกันด้วยบุญ-บาปมหันต์ แม้แต่พระพุทธเจ้าและท้าวเทวทัต ก็ยังอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์นี้ด้วย
นี่จึงเป็นเหตุให้ควรมีเมตตาต่อกันอย่างยิ่ง และหาทางลดละความเกลียดชัง เราไม่สามารถจะบังคับกะเกณฑ์กรรมเก่าได้ แต่สามารถสร้างกรรมใหม่ที่ดีในปัจจุบันได้ หากต้องอยู่ร่วมกับคนที่เราไม่พึงใจ ก็ควรฝึกตน อดทน มุ่งมั่นในความดี ต่อให้เขาไม่เปลี่ยนเราก็เปลี่ยนได้ อย่างน้อยเชื่อเถอะว่า ผลแห่งกรรมดี จะพาเราแยกห่างจากเขาเอง ถ้าเขาไม่เปลี่ยน
แม้ไม่อาจแยกจากกันได้ในชาตินี้ ชาติหน้าเราอาจจะไม่ต้องมาเจอกับเขาอีก กรรมดีจะส่งผลให้เราไปอยู่ในที่ที่เราสมควรอยู่ กับผู้คนที่ศีลเสมอกันจนได้ เพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่จะต้องรับวิบากก็คือเราเอง เราทุกคนมีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ดั่งคำพระพุทธเจ้าตรัสไว้ เบียดเบียนผู้อื่นเท่ากับเบียดเบียนตัวเอง ช่วยเหลือผู้อื่นเท่ากับช่วยเหลือตัวเอง
ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
พุทธพจน์ ขุททกนิกาย ธรรมบท
คนรักษาธรรม ธรรมย่อมรักษาคน คนไม่รักษาธรรม ธรรมย่อมไม่รักษาคน คนเราถ้าขาดธรรมประจำใจแล้ว ย่อมถึงความพินาศ
ขอขอบคุณภาพจาก
https://www.pinterest.com/pin/637751997285220114/
#Boomerang effect #กฎแห่งกรรม #กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ #ลบหลู่พระรัตนตรัย #ดาบนั้นคืนสนอง # Natural law of order #The law of nature #What goes around, comes around #Karma effect
พุทธศาสนา
บทความ
พัฒนาตนเอง
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย