9 ก.ค. 2025 เวลา 06:28 • ข่าวรอบโลก

🇵🇭🔍 ฟิลิปปินส์จ่อรับเรือรบจากญี่ปุ่น เสริมแกร่งรับมือจีนในทะเลจีนใต้

Philippine Navy to check Japanese destroyer escorts
🛥️ กองทัพเรือฟิลิปปินส์ประกาศว่าเตรียมส่งคณะผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบเรือรบ Abukuma-Class ของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะปลดประจำการ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมกำลังทางทะเลในบริเวณที่มีข้อพิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้
คณะผู้แทนจะเดินทางไปญี่ปุ่นในเดือนหน้าเพื่อตรวจสอบสภาพเรือ ซึ่งมีขีดความสามารถด้าน Anti-Surface และ Anti-Submarine Warfare หรือการต่อต้านเป้าหมายผิวน้ำและเรือดำน้ำ — ศักยภาพที่กองทัพเรือฟิลิปปินส์ระบุว่าต้องการอย่างเร่งด่วน
⛓️ จนถึงขณะนี้ ญี่ปุ่นได้ส่งมอบเรือตรวจการณ์ให้ฟิลิปปินส์แล้ว 12 ลำ รวมถึงระบบเรดาร์ตรวจจับทางอากาศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งออกยุทโธปกรณ์เพื่อการป้องกันประเทศที่ “ไม่ร้ายแรง” ตามหลักเกณฑ์ของญี่ปุ่น
📡 แต่หากมีการโอนย้ายเรือรบที่มีศักยภาพรบจริง นี่จะถือเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นส่งยุทโธปกรณ์ระดับสูงให้กับชาติในอาเซียน
🧭 เสริมคอนเซ็ปต์ “Comprehensive Archipelagic Defense” และปรับดุลอำนาจในภูมิภาค
🔗 หากการโอนย้ายครั้งนี้สำเร็จ ฟิลิปปินส์จะสามารถยกระดับยุทธศาสตร์การป้องกันหมู่เกาะให้ทันสมัยมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของภูมิศาสตร์ความมั่นคงในอาเซียน
⛔ นอกจากนี้ยังส่งสารถึงจีนอย่างชัดเจนว่า ฟิลิปปินส์จะไม่ยอมถูกกดดันในประเด็นสิทธิทางทะเลอีกต่อไป พร้อมกับอาศัยพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นมาเป็นกำแพงช่วยคานอำนาจ
🇹🇭 ผลกระทบที่ไทยควรจับตา: ไทยอยู่ตรงไหนในภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่?
📍 หากญี่ปุ่นเริ่มส่งออกยุทโธปกรณ์ที่มีขีดความสามารถสูงให้แก่ชาติอาเซียน ประเทศอื่นอาจเรียงคิวขอรับการสนับสนุนต่อ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้แต่มาเลเซีย
✈️ สิ่งนี้อาจจุดประกายให้ไทยต้องเร่งพัฒนา “ความมั่นคงทางทะเล” และ ลงทุนเทคโนโลยีป้องกันภัยเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
💼 ในแง่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้อาจกระตุ้นความร่วมมือด้านการผลิตและเทคโนโลยีป้องกันประเทศไทย-ญี่ปุ่น หรือไทย-อาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น
💥 หุ้นไทยกลุ่มใดได้รับผลกระทบ? วิเคราะห์ Ripple Effect สะเทือนถึง SET
📌 กลุ่ม ICT และอิเล็กทรอนิกส์ป้องกันประเทศ
📡 หากไทยปรับแนวทางตามฟิลิปปินส์โดยเร่งพัฒนาระบบเรดาร์และโซลูชันป้องกันภัยทางทะเล หุ้นกลุ่มนี้อาจรับอานิสงส์ ได้แก่
🔹 SAMTEL (สามารถเทลคอม) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบสื่อสาร-ควบคุม
🔹 DELTA (เดลต้า อีเลคโทรนิคส์) และ KCE (เคซีอี อีเลคโทรนิคส์) ซึ่งผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจเป็นซัพพลายให้โครงการป้องกันประเทศในภูมิภาค
🔹 ITEL (อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม) ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายและโซลูชันระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์
📌 กลุ่มท่าเรือและโลจิสติกส์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์
⛴️ การปรับโครงสร้างยุทธศาสตร์ทางเรืออาจหนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ และหน่วยซ่อมบำรุงเรือรบ/เรือฝึก เช่น
🔸 TSTE (ทีเอสทีอี) ผู้ให้บริการท่าเรือเอกชนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายฝั่งตะวันออกที่มีศักยภาพรองรับการขนส่งและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค
🔸 SJWD (เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์) ซึ่งอาจขยายการให้บริการในงานขนส่งหรือคลังยุทธภัณฑ์หากไทยมีบทบาทร่วมในความร่วมมือด้านความมั่นคงอาเซียน
📌 กลุ่มหุ้นซัพพลายอาวุธและยานยนต์ทางทหาร (ยังอยู่ในวงจำกัด แต่ควรจับตา)
💥 แม้ไทยยังไม่เปิดกว้างเท่าไหร่ในกลุ่มนี้ แต่หากมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงหรือตั้งโรงงานร่วมในอนาคต หุ้นกลุ่ม OEM อย่าง
🔸 SAT (สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี) และ AH (อาปิโก ไฮเทค) ที่มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ อาจสามารถ Pivot ไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ทางทหารหรือระบบราง-เคลื่อนที่ได้
📣 คุณคิดอย่างไร?
การยกระดับความร่วมมือทางทหารระหว่าง "ฟิลิปปินส์-ญี่ปุ่น" จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาคอย่างไร?
ไทยควร “รอดู” หรือ “ร่วมวง” เพื่อไม่ให้ตกขบวนอาเซียน?
และคุณคิดว่าหุ้นกลุ่มไหนในไทยจะได้ประโยชน์ที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนี้?
💬 แสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย เพื่อเปิดพื้นที่ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของภูมิภาคนี้กันค่ะ!
🔖 Hashtags:
#ฟิลิปปินส์ #ญี่ปุ่น #ทะเลจีนใต้ #เรือรบ #ความมั่นคงอาเซียน #ยุทธศาสตร์ทะเล #SETImpact #GlobalIgnitions #StockAtlasViewpoint
📰 Reference: NHK WORLD-JAPAN

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา