Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ย่านนี้ดีจัง
•
ติดตาม
20 ก.ค. 2025 เวลา 01:20 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น
ท่าเรือ สถานีการค้าแต่โบราณ ชุมชนทางผ่านรุ่มรวยประวัติศาสตร์
☆ หากมองเข้าไปในดวงตรา ที่เป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ของเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น เราจะเห็นภาพ “เรือจอดเทียบท่าและพระแท่นดงรัง” อธิบายความเป็นมาของเมืองนี้ได้ว่าในสมัยโบราณตำบลท่าเรืออาศัยการคมนาคมทางน้ำเป็นหลักทั้งติดต่อค้าขาย และสัญจรไปมา มีเรือสินค้าและประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ มาขึ้นบกที่ตำบลนี้ ในแต่ละปีพุทธมามกะจากจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงจำนวนมากจะเดินทางโดยทางเรือจากจังหวัดราชบุรีมาตามลำน้ำแม่กลอง มาขึ้นบกที่ตำบลท่าเรือ เพื่อเดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรัง
คุณปุณยวีร์ โพธิพิพิธ นายกเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ให้ข้อมูลว่าเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น เดิมมีฐานะเป็น “สุขาภิบาลท่าเรือ” ต่อมาวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2528 ได้รับการจัดตั้งให้เป็น “เทศบาลตำบลท่าเรือพระแท่น” จากนั้นวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2547 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็น “เทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น” โดยมีพื้นที่ครอบคลุม 2 ตำบล คือ ตำบลท่าเรือ และบางส่วนของตำบลตะคร้ำเอน
มองจากภาพในปัจจุบันเราอาจเห็นตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกาได้เพียงเท่านี้ แต่ความจริงแล้วหากย้อนไปในอดีตท่าเรือแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่โบราณที่รุ่มรวยไปด้วยประวัติศาสตร์ ดังที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิริวรรณ สิรวณิชย์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอำเภอท่ามะกา ไว้ในวารสารเมืองโบราณ
“พอเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของกาญจนบุรีในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) อันเป็นช่วงเวลาที่ดินแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการสร้างบ้านแปงเมืองเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมีปฏิสัมพันธ์ภายในและภายนอกภูมิภาค แสดงให้เห็นการติดต่อและเชื่อมโยงการค้าระดับโลก ดังปรากฏร่องรอยหลักฐานวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งพบในเขตจังหวัดกาญจนบุรีที่สำคัญ ดังเช่นเมืองโบราณพงตึก อำเภอท่ามะกา…”
"พงตึก” ที่ว่านี้ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์เล่าว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวารวดีเป็น “สถานีการค้า” ที่มีชาวต่างชาติเดินทางมาติดต่อค้าขาย ซึ่งการเข้ามานั้นมี 2 ทาง ได้แก่ เข้ามาทางอ่าวไทยขึ้นมาทางน้ำ และมาจากทะเลอันดามันขึ้นบกที่เมืองทวาย และใช้เส้นทางบกเข้ามาทางเจดีย์สามองค์
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การค้าเส้นทางระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทยนั้นทำให้เกิดชุมชนโบราณอย่าง พงตึก บ้านท่าเรือ พระแท่นดงรัง ที่เป็นสถานีการค้าและเป็นชุมทางเส้นทางการคมนาคม ทำให้มีผู้คนผ่านไปมาตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดี ซึ่งประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 500 หรือ 2,000 ปีมาแล้ว
และการเข้ามาของผู้คนนั้นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมต่างๆ เส้นทางการค้าดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อระหว่างดินแดนสุวรรณภูมิและวัฒนธรรมอินเดีย กรีก โรมัน และเปอร์เซีย
ชุมชนพงตึกจึงเปรียบเสมือนเป็น “ชุมชนทางผ่าน” ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองโบราณต่างๆ ในยุคทวารวดี เช่น เมืองคูบัว เมืองนครปฐม กำแพงแสน เมืองสิงห์ ดอนตาเพชร และเมืองอู่ทอง และด้วยเป็นเพียงชุมชนทางผ่าน หลักฐานที่ค้นพบที่พงตึกจึงมีไม่มากนัก และมีความกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ
ด้านอาจารย์พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ นักประวัติศาสตร์โบราณคดีและศิลปวัฒนธรรมเล่าว่าการจะทำความเข้าใจพื้นที่ชุมชนใด เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์สังคม บริบทของผู้คนที่เปลี่ยนผ่าน ตำบลท่าเรือคือตัวอย่างหนึ่งของชุมชนริมแม่น้ำที่มีการค้าขายอย่างรุ่งเรือง
โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวจีนอพยพมาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และมีการค้าขายเกิดขึ้น โดยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ รับสั่งให้ย้ายเมืองจากบริเวณบ้านท่าเสา ที่เขาชนไก่ ลงใต้มาตั้งเมืองใหม่บริเวณตำบลปากแพรก ซึ่งเป็นตำบลที่มีแม่น้ำไหลมาบรรจบกัน เหมาะเป็นชัยภูมิของเมืองหน้าด่าน ทั้งสอดคล้องกับที่ตั้งกรุงเทพฯ ราชธานีแห่งใหม่ที่ได้ย้ายร่นลงมาทางทิศใต้จากอยุธยา
ปากแพรกมีความหมายว่า เป็นบริเวณทางแยกของแม่น้ำ เพราะบริเวณตำบลนี้เป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำแม่กลอง เกิดจากการสบกันระหว่างแม่น้ำแควน้อยกับแม่น้ำแควใหญ่ ก่อนจะไหลลงอ่าวไทยที่สมุทรสงคราม ทำให้บริเวณนี้เกิดเป็นทางแยกของแม่น้ำถึง 3 สาย ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าชุมชนริมน้ำในอดีตมีความเจริญรุ่งเรือง เพราะเป็นเส้นทางการค้าขายและสัญจรไปมาระหว่างกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนไปในสมัยโบราณ กาญจนบุรียังเป็นจุดยุทธศาสตร์สงครามที่สำคัญของภาคตะวันตก เป็นผลมาจากปัจจัยด้านตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านสุดท้ายก่อนที่กองทัพพม่าจะตีเข้าเมืองสุพรรณบุรีและกรุงศรีอยุธยาต่อไป เมืองกาญจนบุรีเก่าตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแควใหญ่ ในปัจจุบันคือบ้านท่าเสา ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรีอีกด้วย
กล่าวได้ว่าความเก่าแก่โบราณของกาญจนบุรีนั้นมีบันทึกในทางประวัติศาสตร์ แต่สำหรับตำบลท่าเรือ ที่สามารถนับเนื่องไปได้โดยมีหลักฐานแน่ชัดอีกอย่างหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของ “วัดท่าเรือ”
วัดท่าเรือ เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งที่อยู่บนเส้นทางสัญจรทางน้ำตามลำน้ำแม่กลอง บริเวณวัดตั้งอยู่บริเวณเดียวกับสถานที่เป็นที่ตั้งของท่าเรือสำคัญในอดีตที่คนแต่โบราณเรียกว่าท่าเรือพระแท่น เป็นที่พักของเรือที่ใช้สัญจรขึ้นล่องขนถ่ายสินค้า และเป็นท่าเรือสำคัญและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี
พระครูถาวรกาญจนกิตติ์ จิตติชัย เจ้าอาวาสวัดท่าเรือรูปปัจจุบันกล่าวว่า สันนิษฐานว่าวัดท่าเรือเป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2408 หลวงจงภักดี (ต้นสกุลพันธุ์ภักดี) เป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้น
เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วไม่มีพระพุทธรูปที่จะบูชาประจำวัด จึงได้ไปอาราธนาพระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์ร้างบ้านท่าสารอยู่เหนือจากตำบลท่าเรือขึ้นไปตามลำน้ำประมาณหนึ่งกิโลเมตร ให้มาเป็นพระประธานประจำวัด และขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "หลวงพ่อเพชร" ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปในสมัยอยุธยา ปางสมาธิ สร้างด้วยหินศิลาแลง ขนาดหน้าตักกว้าง 29 นิ้ว มีลักษณะพุทธศิลป์แตกต่างจากองค์อื่น ๆ คือ มีพระพักตร์ดุ มีพระศก (เกศา) เป็นหนามขนุนซึ่งบ่งบอกว่าสร้างในสมัยอู่ทอง รวมไปถึงยอดพระเกตุบนสุด ก็เป็นลักษณะหนามขนุนด้วย
จากวัดท่าเรือ หากเดินทางต่อไปอีกราว 13 นาที หรือ 10 กว่ากิโลเมตรก็จะถึงวัดพระแท่นดงรัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า เป็นปูชนียสถานอันทรงคุณค่าของกาญจนบุรีโดยมีสิ่งที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่ง คือ พระแท่นดงรัง ซึ่งสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าบรมโกศ
โดยพระแท่นดงรังนั้นเชื่อกันว่าเป็นพระแท่นศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ถือเป็นปูชนียสถานจำลองเครื่องหมายแห่งเหตุการณ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ณ สาลวโนทยาน ประเทศอินเดีย โดยลักษณะของพระแท่นบรรทมนั้นเป็นหินแท่งทึบ มีรูปลักษณ์คล้ายแท่นหรือเตียงนอน เดิมทีมีต้นรังอยู่ริมพระแท่นข้างละต้นโน้มยอดเข้าหากันดูแปลกตา
นอกจากนี้ภายในวัดมีโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ เช่น บ่อบ้วนพระโอษฐ์ วิหารพระอานนท์ และยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่เก็บรวบรวมของโบราณให้ผู้สนใจได้เรียนรู้
จากชุมชนที่เป็นสถานีการค้ามาแต่โบราณมีผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมติดต่อสัมพันธ์ มาวันนี้ชุมชน ท่าเรือก็ยังมีความหลากหลายไม่ต่างจากอดีต เพราะตรงข้ามวัดท่าเรือ คือ “มัสยิดนูรุ้ลอิสลาม” ตัวแทนของวิถีวัฒนธรรมมุสลิม ส่วนบริเวณริมน้ำแม่กลองมี “ศาลเก่าโบราณมีองค์เจ้าแม่ทับทิม” และมี “โรงเจเข่งซิ่วตั๊วท่าเรือ” ที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมจีน
เมื่อเรามองตำบลท่าเรือในวันนี้ สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่แค่เพียงวัตถุโบราณสถานที่ตกทอดมาตามกาลเวลา แต่เรายังสามารถมองเห็นความรุ่งเรืองในอดีตผ่านประวัติศาสตร์ที่ซ้อนทับชุมชนโบราณแห่งนี้อยู่อีกด้วย
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน "12 พื้นที่วิจัย 44 ย่านวัฒนธรรมชุมชน" ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง "การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน" โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
----------------------------------
ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน = ทุนชาติ
-----------------------------------
#ย่านนี้ดีจัง
#12พื้นที่วิจัย44ย่านวัฒนธรรมชุมชน
ข้อมูลอ้างอิง
https://www.trpcity.go.th/?option=index
https://www.muangboranjournal.com/post/--1023
https://www.silpa-mag.com/culture/article_68649
https://travel.trueid.net/detail/j9w8YDJmjK4x
https://thai.tourismthailand.org/Attraction
ผู้เขียน : อาจารย์เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ สาขาวิชาบรอดคาสติงและสื่อสตรีมมิง คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ท่องเที่ยว
ความรู้รอบตัว
ประวัติศาสตร์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย