13 ก.ค. 2025 เวลา 02:09 • ประวัติศาสตร์
ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ (วัดหย่วน)

“มะกอน” หัตถกรรมไทลื้อ “สื่อรักเหนือกาลเวลา”

Jack Goody (1983) กล่าวว่า การมอบของขวัญเป็น “ภาษาสังคม” ที่ใช้เพื่อสร้างและรักษาความสัมพันธ์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด หากคนที่มีคู่รัก หรือ ยังโสด กำลังสาละวนกับการมองหาของขวัญ ดอกไม้ การ์ด หรือกิจกรรมที่แสนพิเศษซึ่งเปรียบเสมือน “สื่อรัก” เพื่อสื่อสารให้คนพิเศษได้สัมผัสถึงความรักที่มีให้กันในวันแห่งความรัก (Valentine’s Day)
เฉกเช่นในอดีตเมื่อยามใดเทศกาลหรือวันสำคัญ เช่น ประเพณีปีใหม่ไทลื้อ หรือ งานบุญต่าง ๆ กำลังจะมาถึง การบรรจงประดิษฐ์ “มะกอน” ของสาวชาวไทลื้อนอกจากจะแสดงทักษะด้านงานฝึมือให้เป็นที่ประจักษ์แล้วยังเป็นสื่อรักที่ส่งมอบให้ชายหนุ่ม และหากชายหนุ่มรับมะกอนของหญิงสาวคนใดแล้วนั่นหมายถึงจุดเริ่มต้นของ “ความรัก” กำลังบังเกิดขึ้น
มะกอน หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “บ่ากอน” “มะคอน” “หมากคอน” หรือ “ลูกช่วง” “ลูกโยน”เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวไทลื้อและชาวไทดำ ซึ่งแต่เดิมมีถิ่นฐานทางตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน)
มีการสันนิษฐานว่าการละเล่นมะกอนอาจเกิดขึ้นก่อนการอพยพสู่ประเทศไทย ลาว และเวียดนามของทั้งสองชาติพันธุ์ ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18-19) ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีระหว่างกัน แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในเรื่องของช่วงเวลาในการเล่น รวมถึงกฎและกติกาในการเล่น แต่การละเล่นมะกอนนั้นมีความสำคัญในแง่ของสังคมและวัฒนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวที่สามารถพบเห็นได้ในทั้งสองชาติพันธุ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกับการละเล่น "สะบ้า" ของไทยมอญ หรือการละเล่น "โปงลาง" ของชาวไทยอีสาน
การเล่นมะกอนของชาวไทลื้อเป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบปะทำความรู้จักกันจนพัฒนาไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันดีและก่อเกิดเป็นความรักใคร่ระหว่างกัน จัดเป็นกิจกรรมสันทนาการที่มักจัดขึ้นในช่วงเทศกาลหรือประเพณีสำคัญ เช่น ประเพณีปีใหม่ไทลื้อ ประเพณีจิก๋องหลัว และงานบุญต่าง ๆ
โดยหนุ่มสาวจะนำมะกอนมาเล่นโยนใส่กัน มีการขับร้องเพลงโต้ตอบระหว่างชายหญิง ซึ่งเรียกว่า "การขับลื้อ" โดยเนื้อร้องจะเป็นการหยอกเย้ากันเพื่อสร้างความสนุกสนาน หากชายหนุ่มได้รับมะกอนจากหญิงสาวก็หมายความว่าเธอสนใจเขา และหากชายหนุ่มไม่โยนกลับ แสดงว่าเขายังไม่สนใจ หรืออาจต้องการให้ฝ่ายหญิงรอไปก่อน
การละเล่นมะกอนจึงเป็นทดสอบความอดทนและการควบคุมอารมณ์ของชายหนุ่มและหญิงสาว หากสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีและสนุกสนานไปตามเสียงร้องและทำนองเพลงก็จะเป็นที่ยอมรับในชุมชนและสังคมมากยิ่งขึ้น
“เริ่มเล่นมะกอนตั้งแต่อายุ 15 ปี เมื่อก่อนผู้หญิงไทลื้อจะไปที่ไหน ทำอะไร พ่อแม่ก็จะหวง จะมีช่วงเข้าพรรษา ออกพรรษา ปีใหม่ ที่เราจะไปไหนมาไหนได้ได้โดยผู้ใหญ่ไม่ว่า หลังทำบุญเสร็จ แม่ฮอม แม่ก้อม และ แม่แสงดาเดินไปริมน้ำจะมีหนุ่มไทลื้อจากบ้านทุ่งมอก บ้านเชียงบาน มาเล่นมะกอนด้วยกัน ผู้หญิงอยู่ทางนี้ ผู้ชายอยู่ทางโน้น โยนสลับกันไปมา คู่ใคร คู่มัน บางครั้งเราเอาบุหรี่พันกับมะกอนแล้วโยนไป ผู้ชายก็จะพันเงินกับลูกมะกอนแล้วส่งกลับมาให้เรา สนุกสนานมาก ๆ” (แสงดา สมฤทธิ์, สัมภาษณ์, 15 ก.พ. 2568)
อุปกรณ์หลักในการเล่นมะกอน คือ ลูกมะกอน ที่มีลักษณะคล้ายหมอนใบเล็ก ทำจากผ้าขนาดประมาณ 4x4 นิ้ว สองชิ้น ภายในบรรจุเมล็ดพืชตากแห้ง เช่น เมล็ดข้าวโพด เมล็ดถั่ว มะขาม เม็ดนุ่น หรือ เมล็ดพืชอื่น ๆ เย็บปิดให้มิดชิดและติดเชือกหรือเศษผ้ายาวประมาณ 1 เมตร ที่กึ่งกลางด้านบน เพื่อใช้สำหรับเหวี่ยงและโยน ที่มุมทั้งสี่ของลูกมะกอน มักตกแต่งด้วยเศษผ้าเป็นเส้นเล็ก ๆ เพื่อให้ดูสวยงามและพริ้วไหวเมื่อโยนขึ้นในอากาศ
โดยฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เย็บและตกแต่งมะกอน บางครั้งอาจปักลวดลายหรือใช้ผ้าที่มีสีสันสดใส และหากหญิงสาวเกิดชอบพอชายหนุ่มคนใดก็อาจทำมะกอนให้พิเศษกว่าปกติเพื่อมอบให้ชายหนุ่มที่ตนเองสนใจ
วิธีการเล่นมะกอนจะมีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ยืนอยู่คนละฝั่ง จากนั้นฝ่ายหญิงจะเหวี่ยงลูกมะกอนโดยจับที่ปลายเชือก แกว่งจนรู้สึกถึงน้ำหนักและแรงเหวี่ยงที่เหมาะสม แล้วจึงเหวี่ยงลูกมะกอนขึ้นไปในอากาศเพื่อให้ฝ่ายชายที่ตนสนใจเป็นผู้รับ ฝ่ายชายจะต้องพยายามรับที่ได้รับลูกมะกอนให้ได้ หากรับได้จะโยนกลับไปยังฝ่ายตรงข้าม
การเล่นมะกอนนอกจากจะเป็นการสันทนาการแล้วยังช่วยฝึกทักษะด้านร่างกาย เช่น การ ประสานงานระหว่างมือและตา การคาดคะเนจังหวะและแรงเหวี่ยง รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมและการทำงานร่วมกันเป็นทีมอีกด้วย
ในอดีต หน้าที่ของการละเล่นมะกอน สามารถแบ่งออก ได้ 4 ประการ ดังนี้
1) เป็นสื่อกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้ทำความรู้จักกันผ่านการละเล่น
2) เป็นพื้นที่ให้หนุ่มสาวได้แสดงความรู้สึก โดยการโยนมะกอนไปยังฝ่ายตรงข้ามเป็นเสมือนการหยอกล้อและแสดงความสนใจ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโยนลูกบอลไปหาคนใดคนหนึ่งซ้ำ ๆ อาจเป็นการแสดงออกว่าชอบพอกัน
3) เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมคู่รัก โดยในบางชุมชนของชาวไทลื้อ มะกอนถูกใช้เป็นกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน
4) เป็นสัญญะของการเกี้ยวพาราสีแบบโบราณ เนื่องจากในอดีตหนุ่มสาวไม่สามารถแสดงความรักได้อย่างเปิดเผย การละเล่นมะกอนจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกัน จนเรียกได้ว่าเป็น “สื่อรัก” เชื่อมโยงใจหัวใจหนุ่มสาวไทลื้อเข้าไว้ด้วยกัน
“สมัยก่อนการแต่งงานมักเป็นการคลุมถุงชน เพื่อให้หนุ่มสาวได้ทำความรู้จักกันก่อนแต่งงาน เมื่อหญิงสาวเข้าป่าไปเก็บผักเก็บฝืน ชายหนุ่มก็จะเดินตามไปจากนั้นจึงจะเริ่มขับลื้อเพื่อหยอกล้อและเกี้ยวพากัน บางครั้งอยู่คนละฟากแม่น้ำ ชายหนุ่มก็ใช้ผ้าขาวม้าของตนเองมัดและโยนให้กันไปมา เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และเชื่อมความสัมพันธ์ไปสู่ความรักก่อนที่จะแต่งงานกัน” (หทัยทิพย์ เชื้อสะอาด, สัมภาษณ์, 15 กุมภาพันธ์ 2568)
กาลเวลาที่ผันผ่าน หน้าที่ของการละเล่นมะกอนตามประเพณีได้ถูกแปรแปลี่ยนไปเป็นการแสดงเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมของชาวไทลื้อที่สามารถพบเห็นได้ในบางชุมชนเท่านั้น แต่ความต้องการธำรงอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของคนรุ่นหลังยังคงอยู่
การประดิษฐ์ “ลูกมะกอน” จึงได้รับการรื้อฟื้น โดย “ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อวัดหย่วน” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เพื่ออนุรักษ์การละเล่นของชาวไทลื้อในอดีต นอกจากนี้ยังนำไปใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น “งานสืบสานตำนานไทลื้อ” จึงมีเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนกลายเป็นกีฬาพื้นบ้านที่มีหลักคิดง่าย ๆ ที่ว่า “แม้คนผูกไทด์ใส่สูทก็สามารถเล่นได้” หรือผู้ที่ไม่ต้องการเล่นก็สามารถใช้ลูกมะกอนในการบีบเพื่อออกกำลังกล้ามเนื้อมือ และเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อหาไปเป็นของฝาก
ดังนั้น การทำลูกมะกอนเป็นการเพิ่มมูลค่าจากเศษผ้าทอ ที่เหลือจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นลูกมะกอนขนาดต่าง ๆ พวกกุญแจต่างหู โมบาย และสร้อยคอ ฯลฯ จนกลายเป็นหัตถกรรมประจำถิ่น (Craft Handmade)
ซึ่งนอกจากจะสร้างงาน สร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชนแล้ว ยังเป็นการสืบสานคุณค่าและความหมายของ “มะกอน” ให้คงอยู่ต่อไป
ดังนั้น ในทุก ๆ วันแห่งความรัก (Valentine’s Day) ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะของ “คู่รัก”หรือ “ยังโสด” และกำลังมองหาของขวัญสุดพิเศษเพื่อมอบให้กับคนรัก หรือ คนที่กำลังแอบรัก นั่นก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะเปิดใจมอบ “มะกอน” หัตถกรรมไทลื้อ “สื่อรักเหนือกาลเวลา” เพื่อสื่อสารความหมายดี ๆ และแบ่งปันเรื่องราวการละเล่นของหนุ่มสาวไทลื้ออันเป็นจุดเริ่มต้นของความรักให้กันและกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ฐานข้อมูลเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน. ลูกช่วง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://traditional-objects.sac.or.th
/th/equipment-detail.php?ob_id=487&utm_source=chatgpt.com
สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2568.
มะคอน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.sac.or.th/databases
/traditional-objects/th/equipment-detail.php?ob_id=183
สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2568.
ฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ในประเทศไทย. ไทดำ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/177/
สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2568.
ไทลื้อ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/183/
สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2568.
ธิดา ชมภูนิช. การศึกษาศิลปหัตถกรรมไทยโซ่งในจังหวัดนครปฐม. นครปฐม: สำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏ นครปฐม. 2539.
แสงดา สมฤทธิ์. ประสบการณ์การเล่นมะกอน. สัมภาษณ์. เฮือนไตลื้อแม่แสงดา ตำบลหยวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568.
หทัยทิพย์ เชื้อสะอาด. ความเป็นมาการทำลูกมะกอนของศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อวัดหย่วน. สัมภาษณ์. ศูนย์ วัฒนธรรมไทลื้อวัดหย่วน. อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568.
Goody, J. The Development of the Family and Marriage in Europe. Cambridge University Press. (1983)
Muangyen, N.; Trisonthi, C.; Inta, A. Ethnobotanical study of the Tai lue and Kon Muang in Samoeng district, Chiang Mai Province. Thai J. Bot. 2012, 4, 31–36
......................................................
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน "12 พื้นที่วิจัย 44 ย่านวัฒนธรรมชุมชน" ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง "การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน" โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
.......................................................
ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน = ทุนชาติ
....................................................
#ย่านนี้ดีจัง
#12พื้นที่วิจัย44ย่านวัฒนธรรมชุมชน
#งานวิจัยสื่อวัฒนธรรมชุมชน
#มะกอน #ไทลื้อ #เชียงคำ #พะเยา
ผู้เขียน : สุพรรณี เบอร์แนล
อาจารย์ประจำหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต (การสื่อสารสื่อใหม่)
คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
โฆษณา