15 ก.ค. เวลา 11:45 • หุ้น & เศรษฐกิจ

“เอกชน” มอง ไทยเจรจาสหรัฐ ไม่จบง่าย! อาจไม่ทันเส้นตาย 1 ส.ค. 68

“เอกชน” มอง ไทยเจรจาสหรัฐ ไม่จบง่าย! อาจไม่ทันเส้นตาย 1 ส.ค. 68 หวั่น ถูกเก็บภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ฉุดลงทุนอุตฯภาคอิเล็กทรอนิกส์ ในประเทศ
นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และอุปะนายกสมาคมเซมิคอนดักเตอร์ไทย เปิดเผยว่า มีความกังวลหากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ของไทย ถูกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐที่อัตรา 36% เต็ม เพราะถ้าไทยโดนเก็บอัตราภาษีในตัวเลขที่สูง และหากสูงกว่าประเทศคู่แข่งนั้น จะส่งผลกระทบในระยะแรก คือ จะทำให้เกิดการลดกำลังการผลิต พอเกิดการลดกำลังการผลิตลง
นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และอุปะนายกสมาคมเซมิคอนดักเตอร์ไทย
เวลาทำงานของพนักงานก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้พนักงานอาจทยอยลาออก เพราะฉะนั้น ส่วนตัวจึงมองว่าความไม่แน่นอนส่วนนี้ จะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมภาคนี้ค่อนข้างมาก
ส่วนข้อที่สองนั้น คือในระยะสองปีที่ผ่านมา การลงทุนและการขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สูงมาก ตัวเลขจาก BOI เห็นได้ชัดเจน และในปัจจุบันเทคโนโลยีคือปัจจัยสำคัญที่จะสามารถช่วยพัฒนาประเทศภายใน 5-10 ปี เพื่อให้อุตสาหกรรมต่างๆของไทยที่ยั่งยืนได้ ซึ่งถ้าหากเราไม่เก็บโอกาสการเติบโตของการลงทุนตรงนี้ไว้ และปล่อยให้อิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่มั่นใจเข้ามาในประเทศของเราและมีผลกระทบ ตรงนี้ก็จะถือว่าไทยสูญเสียโอกาสที่รุนแรง
“จากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ไม่ชัดเจน ขณะนี้ส่งผลให้สัญญาณการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชะลอลงอย่างชัดเจน เนื่องจากภาคอิเล็กทรอนิกส์ต้องการความชัดเจนมาก พอเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นทำให้ทุกอย่างชะลอตัวทั้งหมด อย่างการลงทุนใหม่ และการขยายการลงทุน เป็นต้น แม้กระทั่งรวมไปถึงศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ก็ชะลอการตั้งบริษัทตามไปด้วย เนื่องจากการเจรจายังไม่ชัดเจน“
อย่างไรก็ตาม จากการเปิดเผยของ BOI จะเห็นว่าการขอลงทุนด้านอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนสูงมาก และเพิ่มขึ้นเป็น 35% ถือว่าสูงเป็นวัติศาสตร์ โดย 4 เดือนแรก ของปี 68 มีสัดส่วน 43% ซึ่งตัวเลขนี้จะลดลง หากไทยถูกจัดเก็บอัตราภาษีในระดับที่สูงและสูงกว่าประเทศคู่แข่ง อีกทั้งเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศใน 5-10 ปี เพื่อให้อุตสาหกรรมของไทยที่ยั่งยืนได้ ดังนั้น จะต้องสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสที่รุนแรงมากกว่าประเทศอื่น
ส่วนยอดส่งออกในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์มีสัดส่วนที่สูงมาก แต่ได้ ประเมินจากความไม่แน่นอนดังกล่าว จึงได้มีการเร่งผลิตและส่งออก จากคำสั่งซื้อที่ไม่เป็นความจริงขึ้นมาอยู่บนพื้นฐานความจริง ซึ่งจะเห็นผลกระทบในช่วง 6 เดือนสุดท้ายปี 68
นอกจากนี้ นายสัมพันธ์ ยังได้ประเมินเพิ่มเติมใน 2-3 ประเด็น คือ หากไทยถูกจัดเก็บอัตราภาษีในระดับที่ไม่สูง ผลกระทบโดยตรงช่วง 6 เดือนหลัง ปี 68 จะมีไม่มาก ส่งผลให้ตัวเลขโดยรวมทั้งปียังดีต่อไปได้ แต่หากไทยถูกจัดเก็บอัตราภาษีในระดับสูง จะกระทบกับกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วง 6 เดือนหลัง ไปจนถึงระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ตนเองไม่เชื่อว่าการเจรจานี้จะจบในวันที่ 1 สิงหาคม โดยประเมินว่าอาจจะต้องใช้เวลา ในการเจรจา 1-2 ปี จึงจะสำเร็จ ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้ การให้ความชัดเจนแก่ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย
“ผมไม่เชื่อว่าการเจรจาครั้งนี้จะจบภายในวันที่ 1 ส.ค. 68 ซึ่งมีการประเมินว่าการเจรจาอาจใช้ระยะเวลา 1-2 ปี กว่าจะประเมินหรือการเจรจาจะสำเร็จ ดังนั้น 1 หรือ 2 ปีระหว่างนี้ ประเทศไทยจะขับเคลื่อน จะให้ความชัดเจนกับภาคอุตสาหกรรมอย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายกับทีมเจรจาและรัฐบาล”
ส่วนกรณีความเสี่ยงที่สหรัฐจะระงับการส่งชิปเอไอมายังประเทศไทยนั้น เนื่องจากสหรัฐอเมริกาต้องการที่จะสะกัดในเรื่องของฐาน Shipment นั้น ส่วนตัว คิดว่ายังมีความกังวลน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะไปส่งผลใน ดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมากกว่า แต่ถ้าดูดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยไม่ได้เป็น high-en usually standard ขนาดนั้น ส่วนตัวจึงมองว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมาก ดังนั้นต้องอย่าลืมว่าอิเล็กทรอนิกส์ มักจะมีสินค้าที่มาทดแทนได้
ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพอาจจะต่ำหรือราคาอาจจะไม่ได้ถูกมากนัก แต่ก็สามารถนำมาทดแทนกันได้ และถ้าหากถามว่ามีผลกระทบหรือไม่ ส่วนตัวก็ยังมองว่ามีผลกระทบระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าไทยจะสามารถจัดการได้
นอกจากนี้ นายสัมพันธ์ ยังได้ให้ความคิดเห็นด้วยว่า เรื่องการสวมสิทธิ์สินค้า ไม่ควรมีในประเทศไทย เพราะเป็นสิ่งที่ทำลายอุตสาหกรรมเศรษฐกิจไทย โดยยืนยันว่า สมาคมฯไม่มี การสวมสิทธิ์อิเล็กทรอนิกส์ไทย จากการบริหารจัดการมาเป็นระยะเวลา 5 ปี
ขณะเดียวกันก็มองว่าการย้ายฐานการผลิตในภาคอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทที่เป็นสัญชาติสหรัฐ กลับไปยังประเทษตัวเองนั้น ยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งหากมาดูโครงสร้างรายกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น การจะลงทุนในสหรัฐหากไม่มีตัวช่วย จะเป็นไปได้ยาก แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือการขออนุมัติการลงทุนรายใหม่ยังคงชะลอเพื่อรอความชัดเจน
"จะเห็นได้ชัดเลยว่าในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะไปลงทุนในจุดที่มีคน มีเทคโนโลยี มีการศึกษาและค่าแรงที่ไม่ได้สูงจนเกินไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกประเทศ เลือกที่ ที่จะไปลงทุน เพราะฉะนั้นการย้ายกลับไปอยู่สหรัฐอเมริกานั้นส่วนตัวมองว่าค่อนข้างที่จะเกิดได้ยาก"
ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมออกมามาตรการซอฟต์โลน วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อรับมือในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ มองว่า มาตรการนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมบางกลุ่ม แต่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และซิมิกซ์คอนดักเตอร์จะไม่รบกวนในทรัพยากร ที่มีจำกัดของรัฐบาล แต่สิ่งที่อยากเห็นคือ ข้อมูลการปฏิบัติและเทคโนโลยี มีความจำเป็นต่อประเทศ ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนประเทศให้แข็งแรงในวันข้างหน้าได้
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/252620
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา