Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Right Style by Bom+
•
ติดตาม
29 ก.ค. เวลา 06:14 • การเมือง
เมื่อฝุ่นผงดูเหมือนใกล้จางลง เงาการขับเคี่ยวระหว่างมหาอำนาจก็ปรากฏขึ้น
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา “โอกาส” หรือ “ความท้าทาย” ของอาเซียน
เบื้องหลังข้อตกลงการหยุดยิงโดยมี “มาเลเซีย” เป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย “สหรัฐ” และ “จีน” อยู่เบื้องหลังวาระและเป็นผู้สังเกตการณ์ระหว่างการคุยกันระหว่าง “ไทย” กับ “กัมพูชา” ได้อย่างไร
การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2025 ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นับเป็นการยกระดับความรุนแรงระหว่างสองประเทศครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ความขัดแย้งซึ่งมีรากฐานมาจากข้อพิพาทเรื่องดินแดนและความตึงเครียดทางการเมืองที่ยืดเยื้อมายาวนาน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นการเผชิญหน้าทางทหารที่ขยายวงกว้างขึ้น
ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในช่วงเวลาเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างไทยและกัมพูชา ได้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างการสู้รบมีผู้ต้องอพยพจากที่อยู่อาศัยของทั้งสองฝ่ายกว่า 270,000 คน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 คน และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มชาตินิยมในกัมพูชาอีกครั้ง [1]
แต่เบื้องหลังของการปะทะกันยังมีเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์เส้นเขตแดน” ที่ชาติล่าอาณานิคมสมัยก่อนได้ทิ้งเป็นมรดกไว้ให้จนถึงสมัยนี้ “การทูตเชิงธุรกิจ” และคำถามที่ยังคงค้างคาว่าใครคือผู้กำหนดสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตัวจริง
การประกาศหยุดยิงอย่างรวดเร็วเมื่อวานก่อนนี้ ซึ่งมีมาเลเซียเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ปุตราจายา ทำให้เกิดความเงียบงันอันน่ายินดีในช่วงเวลาสั้นๆ (เสร็จแล้วกัมพูชาก็เริ่มยิงต่อจนถึงกลางดึก) ซึ่งถือเป็นชัยชนะทางการทูตของมาเลเซีย? แต่เป็นการปกปิดปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ซ่อนเร้นอยู่ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างออกแถลงการณ์ในช่วงวิกฤตดังกล่าว
เครดิตภาพ: AFP
ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา สทร. (ย่อมาจาก สุดที่รัก นะ) ผู้ซึ่งแสดงออกอย่างเปิดเผยเสมอมา อ้างความดีความชอบในการผลักดันผู้นำหลายชาติให้เข้าสู่โต๊ะการเจรจา ประกาศตนเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” และเคลมว่า “ช่วยชีวิตผู้คนนับพัน” [2]
1
หลังจากประกาศหยุดยิง ทรัมป์ได้รับเครดิตเต็มๆ โดยเขาโพสต์บนโซเชียล Truth ว่า “เพิ่งพูดคุยกับรักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า หลังจากที่ผมเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพ ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่าย!”
เขากล่าวเสริมว่า “ผมได้สั่งการให้คณะเจรจาการค้าของผมเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับการค้าอีกครั้ง” ซึ่งเป็นการตอกย้ำคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ของเขาที่ว่าการเจรจาด้านภาษีนำเข้าขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจาหยุดยิง
“ทรัมป์” อ้างว่าเขาได้เตือนทั้งไทยและกัมพูชาโดยยกหูถึงผู้นำทั้งสองชาติด้วยตนเองให้ยุติการสู้รบ มิฉะนั้นเขาจะไม่คุยเจรจาเรื่อง “ภาษีนำเข้า” ด้วย แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะมีท่าทีที่สุขุมรอบคอบกว่ามาก แต่ถ้อยแถลงของทรัมป์เผยให้เห็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ “สันติภาพในสายตาของบางคน เป็นสิ่งที่ต้องต่อรอง ไม่ใช่หลักการที่ต้องยึดถือ”
เครดิตภาพ: The White House
ในขณะที่การมีส่วนร่วมของจีนมีความละเอียดอ่อนมากกว่าสหรัฐ จีนได้เรียกร้องแบบภาพรวมให้ภูมิภาคมีความยับยั้งชั่งใจและเคารพกระบวนการของอาเซียน ขณะเดียวกันก็ส่งผู้สังเกตการณ์ทางการทูตเข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงด้วย
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมาระบุว่า “จีนเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย… จีนจะรักษาจุดยืนที่ยุติธรรมและเป็นกลาง และจะยังคงสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับทั้งสองฝ่าย อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพอย่างแข็งขัน และมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อการหยุดยิง” [3]
แต่เมื่อถูกกดดันให้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ “ความช่วยเหลือที่จีนจะยื่นเสนอ” ในระหว่างการแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้น 28 กรกฎาคม โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกลับย้ำเพียงถ้อยแถลงแบบเดิม (ในภาพรวม ไม่ชี้เจาะจง) [4]
ต่างจากสหรัฐฯ จีนไม่ได้กำหนดกรอบอิทธิพลของตนในแง่ของการบีบบังคับหรือการค้า แต่กลับตอกย้ำจุดยืนที่มีมายาวนาน นั่นคือ แสดงออกอย่างเป็นกลางแต่ยังคงยึดมั่นในแนวทางที่กัมพูชาต้องการใช้กระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ อย่างที่รู้กันจีนมีส่วนได้ส่วนเสียที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจการเมืองของกัมพูชา และแนวโน้มที่แฝงอยู่นี้ก็ไม่ได้ถูกมองข้าม
ผู้สังเกตการณ์ชาวจีนนั่งอยู่โต๊ะข้างฝั่งไทย เครดิตภาพ: The Daily Jagran
ในขณะที่จีนซึ่งดูเงียบนิ่งกว่าสหรัฐ ได้สนับสนุนการเจรจาแบบยับยั้งชั่งใจและเสนอกระบวนการระดับภูมิภาค แต่มาเลเซียต่างหากที่ก้าวขึ้นมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย อาเซียนกำลังกำหนดอนาคตของตนเอง หรือเป็นเพียงการรับมือกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจของโลกกันแน่?
1
■
สำหรับ “อาเซียน” นี่เป็นทั้ง “โอกาส” และ “คำเตือน”
แผนการทางการทูตของมาเลเซียแสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงสามารถดำเนินการได้อย่างมีความหมายแม้ความขัดแย้งปะทุขึ้น การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี “อันวาร์ อิบราฮิม” ในการเป็นเจ้าภาพการเจรจาและนำทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันนั้นถือว่า “จำเป็นอย่างยิ่งยวด”
การหยุดยิงอาจไม่เกิดขึ้นหากปราศจากการเข้ามาแทรกแซงดังกล่าว แต่รอยร้าวก็ยังคงชัดเจน “หลักการที่ไม่เข้าแทรกแซง” ที่อาเซียนเคยกล่าวอ้างนั้นยิ่งยากลำบากมากขึ้นเมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและลัทธิชาตินิยมทางทหาร ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น อาเซียนมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเวทีแสดงอิทธิพลสำหรับอำนาจภายนอก มากกว่าจะเป็นเวทีสำหรับความสามัคคีภายใน
“การทูตเชิงรุกของทรัมป์” ซึ่งกดดันผู้นำประเทศกลุ่ม SEA ผ่านการคุกคามทางภาษีการค้า ถือเป็นการสร้างสันติภาพแบบแลกเปลี่ยนที่ไม่ถูกใจหลายคนนัก มันอาจให้ผลทันที แต่กลับบั่นทอนความมีบทบาทของผู้นำท้องถิ่นในการแก้ไขความขัดแย้งกันเอง หากสันติภาพเป็นผลมาจากแรงกดดันจากภายนอก ไม่ใช่การเจรจาภายใน สันติภาพก็ย่อมเปราะบางเพราะมันออกแบบโดยคนนอกที่ไม่เข้าใจเรื่องภายในภูมิภาคมากนัก
ความเชื่อมั่นแบบสงบนิ่งของจีนอาจดูเป็นการเคารพอธิปไตยมากกว่าของสหรัฐ แต่บทบาทของจีนก็มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เช่นกัน ยิ่งจีนสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระบวนการของอาเซียนโดยไม่ถูกกีดกันหรือโดนบีบบังคับมากเท่าไหร่ จีนก็ยิ่งสามารถขยายอิทธิพลของตนได้อย่างลับๆ มากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นเราจึงมาถึงจุดนี้ได้ยังไงกัน? การหยุดยิงที่เกิดจากคนกลางในภูมิภาค แต่มันเป็นการเจรจาภายใต้การจับตามองของสองชาติมหาอำนาจ และยึดโยงกันด้วยเส้นสายทางการทูตที่เปราะบางเช่นกัน
2
เครดิตภาพ: Shutterstock
ความกังขาของไทยที่กล่าวว่า กัมพูชาไม่ได้เจรจาด้วยความสุจริตใจ สะท้อนถึงปัญหาความไว้วางใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเรียกร้องของกัมพูชาให้มีกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะขยายประเด็นนี้ไปสู่ระดับสากล ขณะที่ไทยต้องการคงไว้ซึ่งความเป็นทวิภาคีและหลีกเลี่ยงคำตัดสินจากภายนอก แนวคิดที่แตกต่างกันนี้ยังคงอยู่ ทำให้การแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น
SEA ได้ผ่านประสบการณ์การหยุดยิงมาก็หลายครั้ง บางครั้งก็หยุดยิงได้ บางครั้งก็หยุดไม่ได้ การเจรจาหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อ 28 กรกฎาคมนั้นโดดเด่นไม่ใช่เพราะผลลัพธ์จากในสนามรบ แต่เพราะมันเผยให้เห็นโครงสร้างอิทธิพลที่หล่อหลอมสันติภาพในปัจจุบัน
สหรัฐและจีนต่างก็มีบทบาทใน SEA “ฝ่ายหนึ่งตะโกน อีกฝ่ายกระซิบ ฝ่ายหนึ่งเสนอข้อตกลง อีกฝ่ายเสนอกรอบการทำงาน” แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทั้งสองมหาอำนาจต่างเฝ้าสังเกตการณ์หลังจากนี้ (แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ)
ขณะเดียวกัน “มาเลเซียได้ก้าวเข้ามาสู่จุดสนใจ” บทบาทของมาเลเซียในฐานะคนกลางแสดงให้เห็นว่าอาเซียนสามารถเป็นได้มากกว่าผู้สังเกตการณ์ แต่ถึงแม้การยิงจะหยุดลงแล้ว คำถามยังคงอยู่ อาเซียนจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งภายในภูมิภาคตนเองตามเงื่อนไขหรือบริบทของตนเองได้หรือไม่ หรือแนวทางแก้ไขข้อพิพาทในภูมิภาคจะต้องถูกกำหนดไว้เฉพาะเมื่อสหรัฐหรือจีนประกาศเท่านั้น
1
เรียบเรียงโดย Right Style
29th Jul 2025
■
อ้างอิง:
[1]
https://www.aljazeera.com/news/2025/7/28/thailand-cambodia-border-clashes-continue-before-malaysia-ceasefire-talks
[2]
https://x.com/WhiteHouse/status/1949852573063618656
[3]
https://www.fmprc.gov.cn/eng/xw/fyrbt/fyrbt/202507/t20250727_11677971.html
[4]
https://www.fmprc.gov.cn/eng/xw/fyrbt/lxjzh/202507/t20250728_11678340.html
<เครดิตภาพปก: (บน) VERTEX (ล่าง) Illustrated by Carla Teng-Westergaard/AMC>
อาเซียน
สหรัฐอเมริกา
จีน
1 บันทึก
30
20
7
1
30
20
7
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย