3 ส.ค. 2025 เวลา 01:59 • ความคิดเห็น

“ตลอดไป” เมื่อคำนี้ไม่มีอยู่จริง

ถ้ามองย้อนไปในชีวิตของตัวเอง
เคยลืมกันบ้างมั้ยว่า
เคยหลงคิดว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น จะคงอยู่
เลยไม่ได้เตรียมตัวที่วันนึงพบว่า
"ไม่มี" หรือ สิ่ง "ที่มี" ได้เปลี่ยนไปแล้ว
โดยเฉพาะบางสิ่งที่อยู่กับเรามานาน
นานจนลืมไปว่า “นาน” ไม่เท่ากับ “ตลอดไป”
เมื่อพูดถึงที่พักอาศัย
เราเช่าเพราะต้องการเดินทางไปทำงานสะดวก
เราก็มีเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ
ย้ายตามเงื่อนไขในเวลานั้นๆ
ย้ายเพราะราคา ทำเล จนไปถึง ที่พักยุติกิจการ
แต่มีที่นึง ที่เราอยู่มานาน
และสิ่งที่ตอกย้ำความจริงข้อนี้ให้ชัดเจนที่สุด
ในชีวิตของเรา ก็คือ “งานประจำ”
ที่โต๊ะทำงานเรามีเกือบทุกอย่าง
ของบางอย่างก็ต้องมี 2 ชุด
ไว้ที่พัก 1 ที่ทำงานอีก 1
เราทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน
ชีวิตส่วนใหญ่เราอยู่ที่ทำงาน
นั่งทำงาน…ที่โต๊ะ
พักเที่ยง ก็นั่งทานข้าว…ที่โต๊ะ
แทบจะไม่ได้ลุกไปไหน
ยิ่งช่วงที่บริษัทมีงานมากๆ
เราอยู่เกินเวลา ทั้งก่อน-หลังเวลางาน
เราไม่ใช่คนขยันหรอก
แค่ไม่อยากมีงานค้างอยู่กับเรานาน
และมีแผนกอื่นที่รอทำงานต่อจากเราอีก
งานเราจึงมีเวลาจำกัด จะช้ามากไม่ได้
ด้วยความกดดันจากงานที่เร่งรีบ
ทำให้เราต่างมีการผิดพลาดกันบ้างบางครั้ง
และวันนึงความเปลี่ยนแปลงก็มาถึง
บริษัทไม่ได้มีงานมากเหมือนเมื่อก่อน
เพื่อนร่วมงานหลายคนต้องถูกเลิกจ้าง
บริษัทมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
บางแผนกหายไปเลย
เหลือแค่แผนกที่ยังจำเป็นต้องมีจริงๆ
“งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา”
เราเป็น 1 ในนั้น
ที่ถูกบริษัทกำหนดว่า “ต้องอยู่”
แบบที่อาจจะต้องทำหน้าที่อื่นเพิ่มขึ้นบ้าง
การปรับเปลี่ยนหลายอย่างเกิดขึ้น
ลดปริมาณคนให้เหลือไม่กี่คน
ย้ายห้องเช่าออฟฟิศเล็กลง
คนที่เหลือ มานั่งรวมใกล้ๆ กัน
จากที่เคยนั่งกระจายตามมุมต่างๆ
“เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากเมื่อวาน
เมื่อฉัน "มีเธอนั่งใกล้ๆ” 😣
การเปลี่ยนแปลงสำหรับเราในครั้งนี้
ไม่ใช่เพียงแค่วิธีการทำงาน
ยังต้องเตรียมสภาพจิตใจเราให้พร้อม
อย่างหนักหน่วง…
สิ่งที่น่ากังวลมีหลายอย่าง
ทั้งเรื่องสถานการณ์บริษัทที่ยังไม่แน่นอน
การอยู่ต่อ ที่ยังไม่มีอะไรชัดเจนว่าจะไปต่อได้
และสิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ
การที่ต้องร่วมงานใกล้ชิดมากขึ้น
กับคนที่ทิ้งบาดแผลไว้ในใจ
เราพยายามอย่างหนักทุกครั้ง
ในเวลาที่ต้องติดต่อสื่อสารกัน
ต้องตั้งสติ วางความรู้สึกเจ็บปวดที่เคยมี
แล้วเดินเข้าไปคุยด้วยหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด
แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน เราป้องกันความรู้สึกตัวเอง
ด้วยการไม่เฉียดใกล้ ให้ตัวเองต้องรู้สึกแย่ขึ้นมาอีก
เราไม่ได้อยากทำตัวมีปัญหากับคนอื่นๆ
เราแค่อยากรักษาขอบเขต รักษาใจตัวเอง
เพราะเวลาที่เรารู้สึกแย่ไม่มีใครช่วยเราได้
เพื่อนร่วมงานบางคนก็บอกเราว่า
เหลือกันอยู่แค่นี้แล้ว อย่าคิดมากเลย
เราก็ตอบทันทีว่า...
ถ้าเราเลือกได้ เราก็ไม่อยากคิดเหมือนกัน
แต่ด้วยประสบการณ์ที่เราเจอมา
มันสาหัสสำหรับเราจริงๆ
ความเจ็บปวดที่ได้จากเรื่องนี้
“หนักที่สุดในชีวิต” ทั้งชีวิตที่ผ่านมา
บทเรียนชีวิตในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เรายังเรียนไม่จบ
เรายังไม่ได้ข้อสรุปในความรู้สึกเราเหมือนเรื่องอื่นๆ
ปัญหาเราในตอนนี้ไม่ใช่การที่คนอื่นมากระทำ
แต่เป็นแผลในใจที่เคยถูกกระทำในอดีต
และยังเจ็บลึกไม่หาย
“การปล่อยวาง” ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย
“อย่าคิดมาก” การคิดเป็นเรื่องอัตโนมัติ
ที่เราตามความคิดตัวเองไม่ทันด้วยซ้ำ
สิ่งที่เราพยายามทำในเรื่องนี้มีแค่ “มีสติ” ให้ไว
มองเห็นความคิดตัวเองให้ทัน
ก่อนที่ความคิดเราจะดำดิ่งไปสู่
ความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
"บทเรียนครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า
ไม่ว่าอะไรจะอยู่กับเรานานแค่ไหน
ความจริงคือ...
มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
และสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภายนอก
แต่คือการเยียวยาบาดแผลภายในใจที่ยังคงฝังลึก"
หากมีใครที่เคยเจอเรื่องแบบนี้
อยากให้ช่วยแชร์วิธีคิด หรือวิธีปรับใจ
ว่าในตอนนั้น ทำอย่างไรกันบ้าง
เราหวังว่า บทเรียนที่เจ็บปวดนี้
เราจะผ่านไปได้สักวัน
โฆษณา