Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
4 ส.ค. 2025 เวลา 05:04 • ประวัติศาสตร์
หรือว่าการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 คือ “จุดเริ่มต้น” ของสงครามโลกครั้งที่ 2?
“สงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI)” คือมหาสงครามครั้งใหญ่ที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย
สงครามนี้ทิ้งไว้เพียงผืนแผ่นดินที่ถูกทำลายย่อยยับ มีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่า 30 ล้านคน เมืองต่างๆ ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือ และพลเรือนอีกหลายล้านคนต้องติดอยู่ท่ามกลางความหายนะ
เมื่อเสียงปืนสงบลงในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) โลกจึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ แต่สันติภาพที่ผู้คนปรารถนานั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ
เป็นเวลาหลายเดือนที่มีการการเจรจาในที่ประชุมสันติภาพกรุงปารีสในปีค.ศ.1919 (พ.ศ.2462) โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ก็คือผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้นสามคน ได้แก่ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส “ฌอร์ฌ เคลม็องโซ (Georges Clemenceau)” นายกรัฐมนตรีอังกฤษ “เดวิด ลอยด์ จอร์จ (David Lloyd George)” และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson)”
วิลสันนั้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญและเต็มไปด้วยอุดมคติ เขาต้องการเปลี่ยนโฉมยุโรปใหม่ผ่านการทูต ประชาธิปไตย และแนวคิดสำคัญที่สุดของเขา ก็คือการวางรากฐานสำหรับ “สันนิบาตชาติ(League of Nations)”
วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson)
แต่เคลม็องโซและลอยด์ จอร์จ ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศที่ผ่านสงครามสนามเพลาะอันยาวนานและต้องสูญเสียทหารนับล้าน เป็นประเทศที่โกรธแค้นสุดขีด กลับไม่ได้สนใจในอุดมคติใดๆ
สิ่งที่ผู้นำฝรั่งเศสและอังกฤษต้องการ นั่นก็คือ “การแก้แค้น”
“สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles)” จึงถูกลงนามในพระราชวังแวร์ซาย ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความเคียดแค้น
เยอรมนีและประเทศฝ่ายมหาอำนาจกลางที่พ่ายแพ้ก็ถูกข่มเต็มที่ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีที่นั่งในการเจรจา และเมื่อสนธิสัญญาถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน เยอรมนีก็พบว่าตนเองนั้นถูกปลดเปลื้องศักดิ์ศรีและอำนาจโดยสิ้นเชิง
สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles)
เยอรมนีสูญเสียดินแดนไป 10% กองทัพถูกตัดทอนจนแทบไม่เหลือสภาพ และต้องยอมสละอาณานิคมทั้งหมดในต่างแดน พื้นที่ไรน์แลนด์ก็ถูกกองกำลังสัมพันธมิตรเข้ายึดครอง และที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ เยอรมนีถูกบังคับให้ยอมรับความผิดทั้งหมดของสงครามไว้เพียงผู้เดียว
ข้อกล่าวหาความผิดในสงครามที่ระบุในสนธิสัญญา มีตอนหนึ่งระบุว่า
“เยอรมนียอมรับผิดต่อความสูญเสียและความเสียหายทั้งหมด ซึ่งเป็นผลจากสงครามที่เกิดจากการรุกรานของเยอรมนีและพันธมิตรของตน“
จากนั้นก็ตามมาด้วยค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาลถึง 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากคิดตามค่าเงินปัจจุบัน จะคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน (ประมาณ 16.2 ล้านล้านบาท)
1
นี่ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ แต่คือความอับอาย ความอัปยศอย่างที่สุด
และสำหรับชาวเยอรมันจำนวนมากแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้เลย
สำหรับหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ของวิลสัน ก็คือสันนิบาตชาติ ซึ่งถูกระบุไว้ในข้อที่ 14 ของหลักการ 14 ประการ ระบุว่า
“จะต้องมีการจัดตั้งสมาคมทั่วไปของประชาชาติ เพื่อให้เกิดการรับประกันร่วมกันในด้านเอกราชทางการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดน“
วิลสันตระหนักดีว่าแผนที่ยุโรปที่ถูกวาดขึ้นใหม่หลังสงครามนั้นเปราะบางราวกับจิ๊กซอว์โบราณ จักรวรรดิเก่าแก่ต่างล่มสลาย และได้เกิดรัฐขนาดเล็กที่เปราะบางและเปี่ยมด้วยความเสี่ยงขึ้นแทนที่
วิลสันหวังว่า หากยึดหลักประชาธิปไตยและมีการกำกับดูแลโดยสันนิบาตชาติ สันติภาพก็อาจจะคงอยู่ได้
แต่เมื่อเขากลับสู่สหรัฐอเมริกา ความฝันนั้นกลับค่อยๆ พังทลาย
กลุ่มวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กลุ่มผู้ไม่ประนีประนอม(the Irreconcilables)“ ได้ปฏิเสธแนวคิดสันนิบาตชาติโดยสิ้นเชิง พวกเขาเกรงว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามในยุโรปอย่างไม่จบสิ้น และในที่สุด พรรครีพับลิกันก็ชนะการเลือกตั้งกลางเทอมในปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) และได้ครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เห็นด้วยของประชาชนต่อแนวทางของวิลสัน
3
วิลสันได้พยายามผลักดันให้วุฒิสภารับรองสนธิสัญญาอย่างสุดกำลัง เขาออกเดินสายทั่วประเทศเพื่อรณรงค์ แต่ก็ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างรุนแรงที่รัฐโคโลราโด ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป
หลังจากนั้น รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี “วอร์เรน ฮาร์ดิง (Warren Harding)” ก็ยึดแนวทางแบบแยกตัวออกจากเวทีโลก
สหรัฐอเมริกาจึงไม่เข้าร่วมสันนิบาตชาติ องค์การที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของวิลสันเอง และขาดผู้สนับสนุนที่ทรงพลังที่สุด
วอร์เรน ฮาร์ดิง (Warren Harding)
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันว่า สนธิสัญญาแวร์ซายมีเป้าหมายเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน หรือแท้จริงแล้วเป็นการหว่านเมล็ดแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง?
แม้สนธิสัญญาฉบับนี้จะสร้างความไม่พอใจอย่างมากในเยอรมนี และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอยุติธรรมจากฝ่ายสัมพันธมิตร แต่มันก็ไม่ได้เป็นตัวการโดยตรงที่จุดชนวนสงครามโลกครั้งใหม่
นักประวัติศาสตร์มองว่าตัวกระตุ้นที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ “วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression)” ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกพังครืน และการที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากบทบาทผู้นำของโลกหลังสงคราม ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ลัทธิสุดโต่งเข้ามาแทนที่
และอันที่จริง จุดแตกหักที่แท้จริงของเยอรมนีก็ไม่ใช่สนธิสัญญาแวร์ซาย แต่คือเหตุการณ์ในปีค.ศ.1929 (พ.ศ.2472)
การล่มสลายของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาได้จุดชนวนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ไปทั่วโลก ธนาคารสัญชาติอเมริกันที่เคยให้เงินกู้พยุงเศรษฐกิจเยอรมนีอันเปราะบาง ต่างก็พากันถอนตัว กิจการล้มระเนระนาด อัตราการว่างงานพุ่งสูง ความอดอยากเริ่มคุกคามผู้คน
ในภาวะมืดมนนี้ ระบอบประชาธิปไตยก็เริ่มสูญเสียอำนาจควบคุม
เกิดแนวคิดสุดโต่งในด้านต่างๆ และชี้นำประชาชนไปสู่อีกแนวทางหนึ่ง
ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือ
“แล้วสนธิสัญญาแวร์ซายทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองจริงหรือไม่?”
บางที ก็อาจจะอาจไม่ใช่โดยตรง แต่มันได้วางเชื้อไฟไว้แล้ว และเมื่อเศรษฐกิจโลกลุกเป็นไฟ เปลวเพลิงของสงครามก็กลับมาลุกโชนอีกครั้ง
แล้วคุณล่ะ? คิดยังไง?
References:
https://medium.com/lessons-from-history/did-the-end-of-wwi-cause-the-start-of-wwii-8f5ec491a77
https://history.howstuffworks.com/european-history/treaty-versailles.htm
https://www.nationalww2museum.org/war/articles/war-war-europe-1919-1939
https://www.nationalgeographic.com/culture/article/treaty-versailles-ended-wwi-started-wwii
ประวัติศาสตร์
2 บันทึก
13
6
2
13
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย