22 ม.ค. เวลา 14:00 • ข่าวรอบโลก
ไทย

ถ้าระบบประกันสังคมล่มสลายจะเกิดอะไรขึ้น?

ในสายตาของทุกคน ประกันสังคมก็เหมือนชุดกันหนาว?
ปกติคุณมักจะไม่ค่อยอยากใส่ แต่พออากาศหนาวขึ้นมา คุณก็ขาดมันไม่ได้หรอก
แต่วันนี้บอกเลยว่า "แก๊งไม่อาบน้ำ เฮ้ย! แก๊งกันหนาว" พวกนี้คงใกล้จะหมดอายุแล้ว ถ้าเราไม่วางแผนใหม่
1
หนาวนี้คุณคงหนาวตายแน่ๆใช่ไหมล่ะ??? ผิดแล้ว เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เศรษฐกิจจะล่มสลาย
ดูเอาเถอะครับ...แม้หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เงินบำนาญก็ยังไม่หมด อย่างมากสุดคือค่าเงินอ่อนค่าลงและกำลังซื้อก็ลดลง
แต่ยังไงก็ตาม เงินก็เพียงพอสำหรับค่าอาหารหนึ่งเดือนอย่างแน่นอน ส่วนการบริโภคสินค้าราคาแพงอื่นๆ ก็แทบเป็นไปไม่ได้
1
ดูเหมือนว่าคุณจะต้องหาเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ มันเป็นเพียงเรื่องของเวลา... คนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ถึงอายุเท่านี้
เอาล่ะๆๆๆ มาทำลายความเชื่อนี้กัน
จะว่าไปแล้ว ประกันสังคมคือการแข่งขันวิ่งผลัดข้ามรุ่น
ในสังคมปกติ ผู้คนจะได้รับเงินจำนวนหนึ่งทุกเดือนเมื่ออายุมากขึ้น นี่คือเงินบำนาญ ซึ่งหมายถึงเงินภาษีที่ผู้บริโภคทุกคนต้องจ่าย
ส่วนผลประโยชน์หลังเกษียณอายุ คือเบี้ยประกันที่คนทำงานจ่าย และได้สิ่งที่พวกเขาควรได้รับหลังเกษียณอายุ
นี่คือการแลกเปลี่ยนตามปกติระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
ระบบนี้ยังคงดำเนินการอยู่และกำลังดำเนินการอย่างเมามันส์ในกระบวนการช่วยเหลือตนเอง
มันยากที่จะบอกว่าได้ผลหรือไม่ แต่ผมแค่รู้สึกว่ามันน่าจะยังคงดำเนินต่อไปในระยะสั้นๆอย่างต่อเนื่อง
เหตุผลแรก คือ เงินบำนาญสำหรับผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ การเพิ่มขึ้น 10% ต่อปีก่อนหน้านี้เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
และ ระบบทางคู่กำลังได้รับการปฏิรูป อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ของสถาบันสาธารณะก็จ่ายเงินออกไปแล้ว
ในสัดส่วนของคนที่จ่ายเงินเพิ่มขึ้น โปรดทราบว่าผมแค่พูดถึงการเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนนะครับ
และเหตุผลสุดท้าย การเลื่อนการเกษียณอายุจะเป็นวิธีที่แน่นอนในการช่วยตัวเอง
1
นั่นคือ ในมุมมองของเขา หากคุณจ่ายแต่ไม่ได้รับหรือได้รับน้อยลง ก็จะปลอดภัยกว่ามาก
1
จริงๆ แล้วหลายคนจ่ายเงินเข้าประกันสังคมมาตลอดชีวิต
แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเงินนั้นทำงานอย่างไร พูดตรงๆ ก็คือ ประกันสังคมคือภาษีข้ามรุ่นแบบเปล่าๆ แทบไม่ต่างอะไรกับกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่บริหารโดยชายชรา
1
หน้าบ้านของคุณ คนหนุ่มสาวจ่ายเงินให้ผู้สูงอายุใช้
และเมื่ออายุมากขึ้น พวกเขาก็ใช้เงินของคนรุ่นต่อไป ฟังดูสมเหตุสมผลใช่มั้ยล่ะ?
แต่มันก็มีจุดอ่อนสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้องมีผู้คนมากพอที่จะเข้ามาดูแล...
เราสามารถคำนวณเรื่องนี้ได้ด้วยคณิตศาสตร์เบื้องต้น สมมติว่ามีคนหนุ่มสาว 100 คนทำงาน โดยแต่ละคนจ่ายเงินประกันสังคมเดือนละ 1,000 บาท
คิดเป็นเงินรวม 100,000 บาทต่อเดือน สมมติว่ามีผู้เกษียณอายุ 20 คน โดยแต่ละคนได้รับเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอสำหรับการแบ่งปัน
นั่นก็.....สมบูรณ์แบบ!
แต่ปัญหาคือ ประชากรวัยหนุ่มสาวกำลังลดน้อยลง ในอีก 20 ปีข้างหน้า
3
อาจมีคนหนุ่มสาวเพียง 50 คนเข้าสมทบ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้มีเงิน 50,000 บาทต่อเดือน
มาที่....ผู้เกษียณอายุ....?
อาจจะมี 30 คน โดยแต่ละคนยังคงคาดหวังเงิน 5,000 บาท คิดเป็นเงินที่ขาดหายไป 150,000 บาท!
เราจะต้องทำอย่างไรล่ะงานนี้?
คนหนุ่มสาวต้องสมทบมากขึ้น
หรือผู้สูงอายุต้องรับน้อยลง
แล้ววววว.....ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ที่แย่กว่านั้นคือ ระบบปัจจุบันต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
ปีที่แล้ว มีการจัดสรรเงินจากรัฐบาลสมทบด้วยในอัตรา 2.75% (รวมจากส่วนลูกจ้าง 5%, นายจ้าง 5%)
นั่นไม่ใช่สำหรับเพียงอย่างเดียวในการปรับเงินบำนาญ ซึ่งเงินอุดหนุนเงินบำนาญประกันสังคม (บำนาญชราภาพ) คือ
เงินรายเดือนตลอดชีพที่จ่ายให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 เมื่อเกษียณ (อายุ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน)
โดยคำนวณจาก 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ฐานสูงสุด 15,000 บาท)
และจะเพิ่มขึ้น 1.5% ทุก 12 เดือนที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน (15 ปี)
จากการคำนวนน่าจะเทียบเท่ากับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นหนึ่งเดือนสำหรับผู้เสียภาษีในทุกๆคน
แต่เงินของรัฐบาลไม่ได้มาจากอากาศธาตุ
1
ขณะเดียวกันก็กำลังส่งเสริมระบบประกันสังคม แต่กลับกำลังลดงบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขด้วย ซึ่งไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
1
ส่วนตัวผมคิดว่า ญี่ปุ่นจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะคนแก่เยอะ...ฮาาาาา
ช่องว่างเงินบำนาญของพวกเขาสูงกว่า GDP มากกกกกก..
จนมันบีบให้คนหนุ่มสาวต้องหยุดส่งเงินสมทบทั้งหมด ทั้งที่รู้ว่าจะไม่มีเงินเหลือใช้เมื่อเกษียณ
อย่างว่าล่ะครับ...อย่าหลอกตัวเองเลย การล่มสลายเป็นเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้(สูง) ผมรู้ว่ามันฟังดูรุนแรง แต่เราต้องเผชิญหน้ากับความจริง
ระบบประกันสังคมในปัจจุบันก็เหมือนตู้เย็นเก่าๆ ที่ถูกยึดด้วยเทปกาว ดูเหมือนมันยังเย็นอยู่ แต่ข้างในตู้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นสนิม
1
มาดูเรื่องเงินบำนาญกันก่อน ในการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เริ่มที่ปี 2569 นี่กันเลย...
เพิ่มเพดานค่าจ้าง จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท (ระยะที่ 1)
เพิ่มอัตราเงินสมทบ สำหรับผู้มีรายได้ถึงเพดานใหม่ จาก 750 บาทเป็น 875 บาทต่อเดือน (นายจ้าง 437.50 บาท, ลูกจ้าง 437.50 บาท)
หากส่งครบ 35 ปี (เกิน 180 เดือน) อาจได้รับบำนาญสูงสุดถึง 7,500 บาทต่อเดือน
ช่องว่างนี้ลึกกว่าร่องลึกมาเรียนาเสียอีก
ทีนี้มาพูดถึงประกันสุขภาพ(สปสช)กันบ้าง ปีที่แล้วเกือบทั่วประเทศโรงพยาบาลขาด(ทุน)ดุลงบประมาณ
1
ในบางพื้นที่ พวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่ายารักษามะเร็งเลย
ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะโรงพยาบาลและบริษัทยาได้พัฒนาระบบนี้มานานแล้ว
พวกเขาสามารถขึ้นราคาได้ง่ายๆ แค่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ทั้งที่รู้ว่าสุดท้ายแล้วต้องโทษประกันสุขภาพ ฮาาาา
1
แม้ว่าคนทั่วไปอาจคิดว่าอัตราการเบิกจ่ายสูง แต่ความจริงก็คือยาที่ได้รับความคุ้มครองมีน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าตรวจสุขภาพก็แพงขึ้นเรื่อยๆ
บางคนอ้างว่ารัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
ซึ่งอาจมากพอที่จะหลอกพวกป้าๆที่ชอบเต้นสแควร์แดนซ์ หรือเต้นบาสโลบได้
2
เมื่อรายได้ทางการคลังมีจำกัด และเราต้องแก้ปัญหาการขาดดุลประกันสังคม ปิดจบ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พัฒนาอาชีพ หรือ แก้รัฐธรรมนูญ
กระนั้นแล้ว....เราควรให้ความสำคัญกับอะไร?
รัฐบาลที่ชาญฉลาดควรให้ความสำคัญกับอนาคตมากกว่าอดีต
1
ดังนั้นอย่าหลงคิดไปเองว่า การปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคม หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นเพียงเรื่องของเวลา และเร็วยิ่งกว่าช้า
เมื่อวันนั้นมาถึง เราควรจะทำอย่างไรล่ะ?
แทนที่จะรออาหารกลางวันฟรี การหาทางออกที่เป็นรูปธรรมย่อมดีกว่า ในความคิดเห็นส่วนตัว 3 ทางเลือกที่ผมเห็นนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบทั้งหมด
แต่ก็ดีกว่าการรอความตาย
ทางเลือกแรก กำหนดให้มีเงินช่วยเหลือค่าครองชีพขั้นต่ำทั่วประเทศ วันละ 500-600 บาท
เพียงพอที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องอดอยาก
1
ไม่ว่าคุณจะเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยงานหรือแรงงานข้ามชาติ คุณจะได้รับเงินนี้เมื่อเกษียณอายุ
หากคุณมีเงินไม่พอ คุณต้องหาทางออกด้วยตัวเอง อย่าให้ผมเริ่มพูดถึงเรื่องเงินสมทบเลย
ประกันสังคมไม่ใช่บัญชีออมทรัพย์นะครับ
แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางสังคม เงินดังกล่าวเพียงพอสำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่มในเมืองใหญ่ๆแหละ
และหากคุณต้องการอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราหรือการออกเดินทาง
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรวางแผนไว้ตั้งแต่ยังเด็ก วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความเป็นธรรมขั้นพื้นฐานควบคู่ไปกับการลดภาระทางการเงิน
ทางเลือกที่สอง ประกันสุขภาพครอบคลุมเฉพาะโรคร้ายแรงเท่านั้น ส่วนโรคเล็กน้อยต้องรับผิดชอบเอง
ไข้หวัดหรือไข้มีค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่โรคมะเร็งอาจมีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาท และรัฐบาลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ
เงินที่ตั้งใจไว้สำหรับโรคร้ายแรงกำลังถูกใช้ไปกับโรคเล็กๆ น้อยๆ ในปีที่แล้วๆมา
1
ใช่ครับ ...เงินประกันสุขภาพถูกใช้ไปกับโรคหวัดและไข้มากกว่าการรักษามะเร็ง
การปฏิรูปที่แท้จริงต้องนำการตรวจที่ไม่จำเป็นและยาแพทย์แผนไทยที่ไม่จำเป็นออกจากรายการเบิกจ่าย
เพื่อให้แน่ใจว่าเงินจะถูกนำไปใช้ในส่วนที่สำคัญที่สุด
และทางเลือกที่สาม ควรให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ว่างงานอายุ 18 ปี โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องเผชิญค่าเล่าเรียนโดยไม่มีรายได้
ดังนั้นรัฐบาลควรให้การสนับสนุนบ้าง
เงินช่วยเหลือรายเดือน 6,000-7,000 บาท(เฉลี่ยวันล่ะ 200 บาท) ก็น่าจะเพียงพอกับค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน
1
อย่าบอกนะว่าไม่มีเงิน แค่ชดเชยเงินบำนาญที่ขาดหายไปและตัดโครงการสร้างภาพลักษณ์ที่ไร้ประโยชน์ออกไปก็พอแล้ว นั่นมันเรื่องเล็กน้อย
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันจะส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวมีลูก เพราะทุกวันนี้การเลี้ยงลูกเลี้ยงนักศึกษามีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาทต่อปี แล้วใครจะกล้ามีลูกคนที่สองกันล่ะ?
1
อุบัติเหตุก็เช่นกันที่เราควรไตร่ตรอง.....
อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้สูง แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผู้คนไม่เต็มใจที่จะจ่าย
ทำไมน่ะเหรอ? แต่เป็นเพราะบางคนถูกปฏิบัติราวกับว่าพวกเขาจ่ายมากกว่าคนอื่นถึงสามเท่า แต่ได้รับผลประโยชน์เป็นสองเท่า สามเท่า หรือแม้กระทั่ง N เท่า
หากไม่มีการปฏิรูประบบแบบสองทางนี้ มีเพียงผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าค่าใช้จ่ายจริงของพวกเขาเท่านั้นที่จะเต็มใจจ่าย
และยังมีพวกโง่ที่เต็มใจจ่ายอีกด้วย ...ฮาาาาา
1
สำหรับคนทั่วไป การเก็บเงินเพื่อซื้อทองคำก็เพียงพอแล้ว จำไว้ว่า มีเพียงทองคำเท่านั้นที่รับประกันว่าเงินเฟ้อจะเอาชนะไม่ได้
ครับ!นั่น....เป็นเรื่องที่แน่นอน
แต่สิ่งที่คนธรรมดาทำได้ก็คือ เผชิญหน้ากับความจริงอย่างรวดเร็วและวางแผนด้วยตัวคุณเอง ส่วนการเลือกตั้งก็ยังคงมีอยู่ต่อไป....เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตคงไม่ราบรื่นสำหรับคุณเพียงเพราะคุณ(กาแบบคน)ใจดี
2
โฆษณา