6 ส.ค. เวลา 09:41 • ปรัชญา
. เพราะอวิชชา ปกคลุมกายและจิต ..จึงไม่รู้จักจิคของตัวเอง ที่อาศัยอยู่ในกาย เป็นจิตทาสีทาสี ตกเป็นทาสของอารมณ์กรรมที่เกิดขึ้น ไม่สามารถอ่านอารมณ์กรรมตัวกระทำที่เกิดขึ้นที่กายได้เลย
ความเชื่อ เมื่อได้ยินได้ฟัง อะไรมาก็เชื่อเลย ยึดมั่นถือมั่น ให้อารมณ์นึกคิดอุปโลกน์ให้ ไม่ต้องตรวจสอบ ใคร่ครวญ พิจารณาเหตุต่าง มันเป็นไปได้ หรือไม่ได้ ทำได้จริงมั้ย .มันจึงมีเรื่องราว ที่ว่า วิตกวิจารณ์ไปตามอารมณ์ที่ปรุงแต่งอุปโลกน์ให้
แล้วบางที่ก็ .สำคัญผิดว่า ..รู้ไปตามอวิชชาที่อารมณ์ส่งให้ .ที่มีแต่เรื่องอารมณ์นึกคิด ..จิตก็ละอารมณ์นั้นไม่ได้เลย นั่นก็เป็นเรื่องราวทีี่ยากที่จิตยจะรู้จักอารมณ์นึกคิดได้ื แล้วยิ่งเรื่องราวของวิญญาณทั้งหก ที่อารมณ์ห้อมล้อมในวิญญาณทั้งหก .จิตนั้น ก็ไม่สามารถจะทำความรู้จักได้เลย แล้วเรื่องวิญญาณหก ที่จิตนั้นหลงใหลมากๆ แต่ก็ไม่สามารถที่เรียนรู้อารมณ์ในวิญญาณได้ ที่ก็อยู่กับกายที่จิตนั้นอาศัย ..มันจึดมีเรื่องราวท่่จิตนั้นยึดอารมณ์ที่ไม่มีตัวตน ให้มันเป็นมีตัวตน แสดงออกมาทางกายวาจาใจ
.. คราวนี้ เมื่อเราเจอะเจอ ..สมมุติว่า พระ .ท่านสอนให้ ..ชี้แจงเหตุผลให้ฟัง เช่น ว่า เราอยู่กับอารมณ์ นึกคิด ความโลภโกรธหลง ที่ห้อมล้อมจิตที่เป็นตัวเรา อาศัยอยู่ในกาย .. เราก็มองไม้เห็น ในสิ่งที่เค้าเรียกว่า จิต ที่เป็นนามธรรมอาศัยอยู่ภายในกาย ที่ประกอบด้วยเรื่องราวของขันธ์ห้า ธาตุทั้งสี่ มีลมพัดเจ้าออกในกาย
บางครั้งก็เจอ เรื่องราวที่ว่า พอไปคุยกัน ..เค้าก็ว่า รู้แล้วๆ แต่เค้าก็ไม่สามารถ รู้จักจิตของตัวเอง ไม่สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติได้ ก็สำคัญตนว่า รู้แล้วๆ ก็เมื่อยังไม่รู้มือปฏิบัติ ก็สำคัญผิดว่ารู้ แต่ไม่รู้ว่าที่ตนเองรู้นั่น มันยังรู้ไม่จริง ..คราวนี้ เรื่องราวทำนองนี้ ผู้ที่ที่ปฏิบัติได้ ท่านก็ชี้บอกให้ ในทำนองที่ว่า จิตต่ำๆ อ่านจิตที่สูงไม่ได้หรอก แต่จิตที่สูง ๆ ท่านก็อ่านจิตที่ต่ำๆได้
..สมมุติว่า ไปอ่านหนังสือคำภีร์ตำรามา ฟังคนนั้นคนนี้มา ก็สำคัญว่า รู้แล้วตามที่ได้ยินได้อ่าน . เมื่อยังไม่ปฏิบัติธรรมจริงจัง ก็สำคัญผิดเอาคำภีร์นั้นมายึด ..เวลาประพฤติปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ก็เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มานึกคิด ..นั่นก็เรื่องราวของอารมณ์ทั้งนั้น จิตมัน สลัดละอารมณ์ไม่ได้เลย . มันก็เลย ยึดเอาอารมณ์นั่นเป็นจิต ..ไม่รู้จัก ละอารมณ์ไม่ได้เลย ยิ่งท่องคาถาอาคม มันก็จมอยู่กับอารมณ์กรรมตัวกระทำ
คราวนี้ ในคำว่า จิต ..เราก็เป็นจิตดวงงหนึ่ง .ก็..เอ ..รู้จักตัวเอง รู้จักคำว่า จิตของตัวเองไม่ได้ พอมีผู้ที่แนะนำ ว่า ทำอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ จิตก็มีสมาธิ จิตก็มีกำลังขึ้น ตรงนี้ แหละที่จะช่วยให้เกิดคำว่า ปัญญาสมาธิ จิตที่เรียนรู้ เรื่องราวต่างๆ ที่จิตนั้นอาศัยอยู่ภายในกาย
..ตรงนี้แหละ ที่เราจะมีความศรัทธาเกิดขึ้น ในสิ่งที่เค้าเรียกว่า อาจารย์นอกคอยบอกหนทาง ให้จิตเราแก้ไข ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ที่นำกายนี้มาปฏิบัติธรรมขึ้นมา แล้วเราก็จะมีความศรัทธา ผู้ที่ชี้ทาง ให้การเกิดแก่เจ็บตายน้อยลงไป ในเส้นทางสร้างบุญกุศลบารมี ที่ต้องมีสติสัมปชัญญะ หมั่นตรวจสอบพิจารณา เรื่องราวต่าง ที่เกิดขึ้น ภายในกาย ที่เรื่องราวต่างๆ นั้น ก็ล้วนเป็นนามธรรมเกิดขึ้น รวมๆกก็ กายที่เป็นทุกข์ กายที่เป็นกรรม
..ทำอย่างไร ให้กายที่เป็นกรรม นั้นเกิดเป็นกายบุญ เรื่องราวทั้งหลาย เมื่อพูดไป ไม่ได้ปฏิบัติจริงจังให้เกิดขึ้น อารมณ์นั้น ก็จะอุปโลกน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้หลงงมงาย อยู่กับอารมณ์นึกคิดต่างๆ มีความเชื่อ ศรัทธา งมงาย ไม่รู้ว่า จิตนั้นกำลังเดืนบนเส้นทางที่ดิ่ง จมลงไปทางต่ำ .หรือ ทางที่ทำให้จิตเบาบางจากทุกข์
นั่นก็คือ จิตที่อ่านจิตของตนเอง ไม่ได้ ว่ายึดติดในอุปสรรคเรื่องราวอะไร ..ไม่สามารถที่จะเดินนำพากาย นำพาจิตให้เบาบางจากทุกข์ คำตอบ มันก็ตอบแทนกันไม่ได้ ..ในคำว่าจิต จิตใครจิตมัน .แก้ไขให้กันไม่ได้เลย
เรื่องราวอย่างหนึ่ง พอใครได้ยินชื่อ ว่า พระพิฆเนศ ก็นึกถึงช้าง รูปร่างเป็นช้าง ก็เขื่อกันมาอย่างนั้น จนมีเรื่องราวกำเนิดพระพิฆเนศ ก็สร้างกันมาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีใครเห็นองค์จริงท่าน มีพระองค์หนึ่ง ท่านเล่าให้ฟัง เคยขึ้นไปเจอะเจอท่าน เราก็สงสัย ท่านว่า ท่านไม่ได้มีรู้จักร่างน่าเกลียดอย่างนั้น
ใครนับถือยึดรูปนั้น สติจะฟั่นเฟือน ท่านบอกว่า ไปดูได้ แล้วยึดรูปนั้น ในที่สุด บั้นปลายก็หมดเรื้อหมดตัว ท่านบอกว่า อยากรู้ว่า ท่านกสินให้รู้จักดีชั่ว เป็นอย่างไร . นี่ก็เป็นเรื่องราวหนึ่ง ที่เราก็ไม่รู้จักว่า จริงแท้เป็นอย่างไร แต่ก็ตามสังเกตในสิ่งที่ท่านบอกมา ..เรื่องนี้ ก็เรื่องความเชื่อ ..ฝังอยู่ในใจ ว่า พระพิฆเนศต้องมารูปเป็นช้าง พอฟังท่าน ก็ค่อยเฉลียวใจ เป็นถึงเทพ ..มีจะเป็นรูปเป็นสัตว์ไปได้อย่างไร
ความเชื่อนั้น ก็เหมือนความจำรับรู้มาผิดๆ บันทึกเรื่องราวมาผิด คิดผิดทำก็ผิด
ความเชื่อ มันก็เป็นเรื่องพัวพัน สัญญาจำมาผิด จดจำมาผิด มันปรุงแต่ง อารมณ์นึกคิด ที่อุปโลกน์มา ทำนองว่า ฟังเค้าเล่าว่า เป็นตุเป็นตะ ก็หลงเชื่อ ไปจนถึงเรื่องโฆษณา ..โฆษณาชวนเชื่อ กรอกใส่หู ใส่ลูกตา ให้บันทึกจดจำแบบผิดๆ หลงผิด . ยิ่งเป็นเรื่องราวของจิต ที่เชื่ออารมณ์เป็นอัตตา ..ก็คลี่คลายเหตุผลต่างๆ ภายในจิตไม่ได้เลย . อารมณ์ก็ห้อมล้อมจิตต่อไป ก็เป็นอย่างนั้น ห้อมล้อม ที่เค้าว่า จิตอวิชชา ปัญญาธรรม ที่จิตไม่เกิดขึ้นมาได้เลย
โฆษณา