7 ส.ค. 2025 เวลา 03:12 • ประวัติศาสตร์

Ep. 3 สังข์ พัธโนทัย

วันนี้ มาเล่าเรื่องหนังสือ ตามรอยบาทฯ อีกเล็กน้อย แล้วจะโยงไปสู่ตัว ผู้เขียน
ซึ่งมีชีวิตน่าสนใจไม่น้อย
หนังสือเที่ยวอินเดีย นั้น พิมพ์ซ้ำถึง เจ็ดครั้ง นั่นหมายถึงว่า เวลานั้น หนังสือเล่มนี้ ท่านผู้อ่านในยุคนั้น ให้การต้อนรับพอสมควร
มีผู้อ่านหลายท่านมากในยุคนั้น ( รวมทั้งตัวข้าพเจ้าเองในยุคนี้ ) ที่อ่านเรื่อง เที่ยวอินเดีย แล้ว
ให้ตะหงิดอยู่ในใจว่า
ลักษมี มีตัวตนจริงๆไหม ?
มาดูกันว่า ผู้เขียน จะตอบบรรดา
แควนๆ ว่าอย่างไร ?
จากเนื้อหาเพียงแค่ 8-9 หน้า ต้นเล่มนี้ ทำให้เราทราบว่า
สารนาถ ไปอินเดียครั้งนี้ ได้นำฟิลม์ถ่ายภาพยนตร์ไปด้วย / ลักษมี ลาออกจากการทำงานหนังสือพิมพ์แล้ว และหันมาเปิดร้านจำหน่ายหนังสือเล็กๆ ที่นิวเดลี แทน รวมทั้งได้เริ่มการเป็นนักเขียนด้วย
ส่วนตัวของ สารนาถ ที่บอกว่า สี่ปีที่ผ่านมา ตนเอง ริมๆจะติดคุกเสียร่ำไป เพราะไม่ค่อยรักดี นั้น
เหล่านี้ ตรงกับชีวิตจริงของคุณ สังข์ พัธโนทัย ผู้แต่ง ที่ในชีวิตจริง ท่านเป็น หนึ่งในที่ปรึกษาคนสนิท ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ( มือขวาของจอมพลป. ที่สำคัญอีกท่าน คือ หลวงวิจิตรวาทการ )
และชีวิตจริงของคุณสังข์ ก็ถูกจำคุกด้วยเรื่องทางการเมือง ถึง สองหน
ซึ่งหนที่สองนั้น ถูกขังลืมพร้อมเพื่อนนักเขียนคนด้งอื่นๆ นานถึง 7 ปี !
นายสังข์ พัธโนทัย ได้ทำงานใกล้ชิดกับ --
นายสังข์ได้ศึกษาอยู่ที่วัดบวร ทำให้นายสังข์ ได้มี
โอกาสอ่านหนังสือดีๆในห้องสมุดของวัดมากมาย โดย เฉพาะที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
นายสังข์ติดนิสัยชอบอ่านหนังสือ และย่อความเก็บเอาไว้ เพื่อนโดยทั่วไปจึงเรียก นายสังข์ว่า
หนอนหนังสือ
นักจัดรายการวิทยุที่มีอิทธิพลมากที่สุดไนประเทศ
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งตําแหน่งในขณะนั้น คือ นายกรัฐมนตรี /รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม/ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด ได้รับการสนับสนุนจากคณะราษฎรให้ ดํารงตําแหน่งมีอํานาจทางการเมืองแต่เพียงผู้เดียว ซึ่ง ใน ขณะนั้น มีนโยบายเพื่อปลูกฝังความรู้สึก ลัทธิชาตินิยมขึ้นไนหมู่ประชาชน
แม้ว่าจะมีอํานาจทั้งการ ทหารและทางการเมืองอย่างล้นฟ้า แต่ก็ยังจําเป็นต้องได้ รับการสนับสนุนจากมวลชน จอมพล ป. จึงจำเป็นต้องใช้สื่อมวลชนที่มีอิทธิพลสูงสุดในยุคนั้น เป็นกระบอกเสียง ซึ่งก็คือ
รายการวิทยุสนทนา ใช้นามแฝงว่า นายมั่น ชูชาติ กับนายคง รักไทย ซึ่งนามจริงของทั้งสองคือ นายสังข์ พัธโนทัย และนายคงศักดิ์ คำศิริ
จอมพล ป. ได้ใช้รายการนี้ เพื่อสร้างความรู้สึก ชาตินิยม และปลุกระดมความรู้สึกของประชาชนให้ลุกฮือเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงจากฝรั่งเศสด้วย
ทั้งยังเลยไปถึงการปลุกชาวลาวและเขมรผู้รักชาติ ให้ลุกขึ้นต่อสู้ปลดแอกจากการ ปกครองของฝรั่งเศส
รวมถึงนโยบายปฏิวัติวัฒนธรรม ของจอมพล ป. ที่ใช้มาตลอด 5 ปี อาทิ การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม มาเป็นไทย การประกวดแต่งเพลงชาติ การเลิกนุ่งผ้าม่วง ผ้าโจงกระเบน ผ้าถุง ผ้าซิ่น และให้มานุ่งกางเกง กระโปรง สวมรองเท้า สวมหมวก เลิกกินหมาก ฯลฯ
เหล่านี้ ล้วนมาจากการป่าวประกาศ ชี้แจงเชิญชวนจากนายสังข์ทั้งสิ้น รวมถึงช่วงมหาสงครามเอเชียบูรพา จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ให้นายสังข์ปลุกใจประชาชนให้เตรียมรับ ภัยสงครามอย่างเต็มที่ และนายสังข์ ยังเป็นผู้อ่าน แถลงการณ์รัฐบาลเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อสั่งให้ ทหาร ตํารวจ หยุดยิง อีกด้วย ทําให้ไนทางต่างประเทศ ถือว่ารายการนายมั่น นายคง เป็นรายการแถลง นโยบายระดับชาติเลยทีเดียว
นโยบายชาตินิยม ส่งผลให้ ป.อินททรปาลิต นำมาเขียนล้อในหนังสือชุดสามเกลอ
ถูกจับขังคุกทางการเมือง ครั้งแรก ข้อหา อาชญากรสงคราม เพราะร่วมงานกับรัฐบาล จอมพล ป.
หลังจากสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง จอมพล ป. พิบูลสงครามประกาศลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รายการสนทนา นายมั่น นายคง ก็ยุติลงด้วย จอมพล ป. ขยับไปดูเชิงทางการเมืองที่เขากระโจน กองทหารปืนใหญ่ที่ลพบุรี และได้ชักชวนให้นายสังข์ ไปอยู่ด้วย รวมถึงมีบัญชาให้นายสังข์ เข้าทำงานที่ สถานีวิทยุลพบุรี
หลังจากสงครามมหาเอเชียบูรพาสงบ ลงในเดือน สิงหาคม 2488 เมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณู ในฮิโรชิมาและนางาซากิ ญี่ปุ่นก็ยอมแพ้อย่างราบคาบ ทหารญี่ปุ่นในไทยถูกปลดอาวุธ นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะหัวหน้าเสรีไทย ซึ่งมีอํานาจสูงสุดในขณะนั้น ได้ประกาศว่า การประกาศ สงครามของ ไทยต่อสหรัฐและอังกฤษให้ถือเป็นโมฆะ
และ ในฐานะที่จอมพล ป.เป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ทำให้ จอมพล ป. และบริวาร รวมถึงนายสังข์ จะต้องตกอยู่ไน ฐานะอาชญากรสงครามโลก เช่นเดียวกับฮิตเลอร์และ โตโจ
ซึ่งขณะถูกจับกุมคุมขังนั้น นายสังข์มีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น โดยนายสังข์ถูกส่งตัวมาขังที่สันติบาล
ส่วนจอมพล ป. ถูกขังอยู่ที่โรงพักศาลาแดง แต่ได้ขอไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ช่วยส่งตัวนายสังข์มาคุมขังที่ โรงพักศาลาแดงเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งหลังจากติดคุก อยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วัน ตํารวจก็ส่งตัวผู้ต้องขังทั้งหมด ไปผลัดฟ้องศาล แล้วนําเข้าเรือนจำจังหวัดพระนคร - ธนบุรี
การที่ประสบชะตาเดียวกันในคุก ทำให้จอมพล ป. และนายสังข์ รักใคร่สนิทสนมกันมากราวกับบิดาและบุตรเลยทีเดียว
และในวันที่ 12 มกราคม 2489 ศาลฎีกาก็ได้ตัดสินให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดี อาชญากรสงครามทั้งหมด โดยหลักกฎหมายที่ว่า รัฐบาลออกกฎมาเพื่อมีจุดประสงค์เพื่อยิงเป้าจอมพล ป. และพรรคพวก ใช้บังคับย้อนหลังไม่ได้
ทั้งหมดจึงได้รับการปล่อยต้ว
(คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม บันทึกไว้ว่า จอมพลป. ถูกจับขังคุก ข้อหา อาชญากรสงคราม ในช่วง 16 ตุลาคม 2488 - 23 มีนาคม 2489 ส่วน 12 มกรา 2489 คือวันที่ฟ้องศาล และสอบไปได้แค่ 8 ปาก)
จัดตั้งสมาคมกรรมกรไทยกับ กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ขึ้น เป็นครั้งแรก
ภายหลังที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในวันที่ 8 เมษายน 2491 จอมพล ป.ก็ได้เรียกนายสังข์มาช่วยงานอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะคน สนิทและไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง โดยได้มอบหมายงานให้นายสังช์รับผิดชอบงานใหญ่จ่านวน 2 ชื้นคือ
งานหนังสือพิมพ์ และงานเรื่องแรงงาน
ซึ่งงานทั้ง 2 นี้ เกี่ยวข้องกับมวลชนทั้งสิ้น โดยนายสังข์ ได้ออก หนังสือพิมฟ์ชื่อ ธรรมาธิปัตย์ และ Bangkok Tribune ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ รายวันทั้ง 2 ฉบับ ตั้งอยู่ บริเวณ ถนนราชดําเนิน ตรงหัวมุมอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย
ในส่วนของเรื่องแรงงานนั้น เนื่องจากใน สมัยนั้น ความรู้เรื่องแรงงานของคนไทยมีน้อยมาก เพราะยังไม่มีกฎหมายแรงงาน ไม่มีคําว่า สหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมาย ที่แก้ไข ปัญหาแรงงาน ฉะนั้นในสมัยนั้นเมื่อมีผู้ใช้แรงงานนัด หยุดงานหรือเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการ ก็มักจะถูก นายจ้างใช้กภูหมายอาญาและเจ้าหน้าที่ต่ารวจเข้า ปราบปราม
ไม่มีใครรู้จักเรื่องแรงงานสัมพันธ์ ที่ใช้ ปฏิบัติกันในโลกอุตสาหกรรมที่เจริญแล้ว
นายสังข์ได้ เดินทางไปศึกษาวิชาแรงงานด้วยตัวเอง ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกๆที่ได้มี โอกาสเข้าศึกษาในวิชานี้ และหลังจากกลับมา ก็ได้ขอ ให้จอมพลป. ออกกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ขึ้นเป็น ครั้งแรกของประเทศไทยตามแบบสากลไ ในปี 2500 และได้ทุ่มเทชีวิตให้กับการพัฒนาขบวนการแรงงาน ของประเทศควบคู่ไปกับการเจริญทางอุตสาหกรรม ของประเทศเรื่อยมา
เรื่องราวที่โด่งดังในแวดวง ปวศ.การเมืองยุคนั้น ( ซึ่งมาเปิดเผยภายหลังหลายสิบปีต่อมา ) ก็คือ
การที่นายสังข์ ลงทุนชีวิตครอบครัว ส่งบุตรชายและหญิง สองคนของตนเอง คือ วรรณไว ในวัยแค่ 12 ขวบ และ สิรินทร์ ในวัยแปดขวบ ไปเป็นบุตรบุญธรรมของ โจว เอน ไหล และอาศัยศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่นั่นจนจบชั้นปริญญา
ทั้งๆที่ตอนส่งไปเรียนที่ ปท.จีน ไทยยังไม่มีสัมพันธ์ทางการฑูตกับจีน
เรียกได้ว่า ไปแบบใต้ดิน ผิดกฏหมายไทย ว่ายังงั้น !
แล้วไปได้ยังไงกัน ?
ที่ไปได้เพราะ วิสัยทัศน์ที่มองไกลมากๆของนายสังข์
เขาเห็นว่า จีนในเวลาต่อมา น่าจะมีบทบาทโลกไล่กวด อเมริกา และจีน จะมีบทบาทในภูมิภาคแถบเอเชียอย่างมาก อีกทั้งในอดีต ไทยและจีน มีไมตรีต่อกัน รวมทั้งบรรพบุรุษนายสังข์เอง ก็เป็นแต้จิ๋ว อพยพมาจาก มณฑล กวางตุ้ง
การโยงความสัมพันธ์ ที่จะให้บุตรของตนไปอยู่ที่นั่น จึงพอมีทาง
นายสังข์จึงนำเรื่องนี้ ไปปรึกษากับ นายกตอนนั้น ซึ่งก็คือ จอมพล ป.
และท่านก็เห็นด้วย เรื่องจึงเดินหน้า
เรียกได้ว่า นายสังข์ ลงทุน ส่งลูกถึงสองคน ไปเป็นฑูตสร้างสัมพันธ์ หรือในบางนัยก็เป็น ตัวประกัน ระหว่างไทย - จีน
ก็น่านับถือ ในการเสียสละชีวิตครอบครัวและส่วนตัว เพื่อ ประเทศชาติ นะครับ
ไม่เหมือน บางครอบครัว ณ ปี พศ.2568 นี้ ที่เอา ประเทศชาติ ไปแลกกับผลประโยชน์ตัวเองและครอบครัว แถมแลกกับ ประเทศเล็กๆอย่าง เขมร !
กลับกันโดย สิ้นเชิง กับ คุณ สังข์ พัธโนทัย !
เสนอเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับจีน
นายสังซ์เปืนคนรักการอ่านหนังสือและห่างานด้านกรรมกรด้วยใจ ทำให้นายสังข์มองเห็นสังคมที่เหลื่อมล้ำต่ำสูง และในที่สุดก็ได้ซึมซาบลัทธิสังคมนิยมแบบ เฟเบี้ยน (Fabian Socialism) คือการเปลี่ยนแปลง สังคมไทย ให้เป็นธรรม ด้วยวิธีสันติและในรูปของการ ออกกฎหมายช่วยคนที่ด้อยกว่าทางเศรษฐกิจและ สังคม ซึ่งก็คือผู้ใช้แรงงาน โดยไม่ใช้วิธีรุนแรงเพื่อโค่นล้มทุนนิยมแบบคอมมิวนิสต์
ขณะนั้นสหรัฐ ซึ่งเป็นศัตรู กับจีนเริ่มสังเกตว่า นายสงช์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดจอมพล ป. มีหัวโน้มเอียง ไปนิยมคอมมูนิสต์ จอมพล ป.จึงเกรงว่า หากสหรัฐรู้เข้าจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่นายสังช์ได้ชี้แจงแก่จอมพล ป. โดยยืนยัน ว่า ประเทศไทยจําเป็นต้องสัมพันธ์กับจีนด้วย เพราะ ประเทศจีนอยู่ใกล้ชิดกับประเทศไทย และหากจึนได้รับการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งนําโดยเหมาเจ่อตงแล้ว ประเทศจีนจะต้องเป็น มหาอํานาจเทียบเท่าสหรัฐ
รวมถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของ คนไทยกับคนจีน ก็เชื่อมโยงกันมาแต่ไหนแต่ไร จีนจะเป็นมหามิตรของชาติเราได้ดีกว่าชาติอื่น และยิ่งได้ ทราบถึงไมตรีของโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีน ซึ่งมีโอกาสได้พบปะกับพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ระหว่างเข้าร่วมประชุม กลุ่มประเทศเอเชียแอฟริกา (AFRO-ASIAN NATION) ทื่นครบันดุง ประเทศอินโดนีเซียว่า
จีนหวังเป็นมิตรกับไทยด้วยแล้ว กียิ่งทำให้นายสังช์ยืนยันกับจอมพล ป ว่าจะอย่างไรเสีย ไทยก็จ๋าเป็นต้องสร้างสัมพันธ์กับจีน
สุดท้ายจอมพล ป.ฯ จึงตัดสินใจมอบหมายให้นายสังข์
เป็นคนติดต่อสัมพันธ์ลับๆกับจีน
เสนอส่งลูกในไส้เป็นตัวประกัน เชื่อมสัมพันธ์ไทยจีน
นายสังข์เป็นคนชอบอ่านหนังสือและศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งของไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนนั้น นายสังซ์ สังเกตเห็นว่า สมัยจีนโบราณ ยุคที่จีนแตกเป็นรัฐ เป็นก๊ก ตามธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อ ต้องการเชือมสัมพันธ์ระหว่างกัน มักส่งบุตรหรือธิดา ไปเป็นเครื่องประกันความจริงใจเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายสังข์ จึงตัดสินใจแจ้ง แก่จอมพล ป. ว่า เพื่อแสดงความจริงใจของรัฐบาลไทยว่า มิได้มีลับลมคมใน นายสังข์จะขอส่งบุตรชาย และบุตรสาวไปให้แก่รัฐบาลจีน เพื่อเป็นหลักประกัน ความจริงใจไนการเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้
เมื่อจอมพล ป. ได้ฟังข้อเสนอดังกล่าว ถึงกับตกใจว่า นายสังข์ เล่นการเมืองใจใหญ่มาก ถึงชั้นส่งลุูกในไส้ของตนไป เสี่ยง แต่แล้วนายสังข์ก็ยังยืนยัน และได้ส่งบุตรและ ธิดา คือ ดช.วรรณไว พัธโนทัย และ ดญ.สิรินทร์ พัธโนทัย ไปยังกรุงปักกิ่ง โดยได้รับการอุปการะเลี้ยงดู โดย นายโจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีจีน ไนฐานะบุตร บุญธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล ได้ให้การ อุปการะแก่ทูตน้อยทั้ง 2 เป็นอย่างดี
หนังสือ มุกมังกร เขียนโดย สิรินทร์ พัธโนทัย
มุกมังกร
มุกมังกรเป็นหนังสืออัตชีวประวัติที่เขียนโดยสิรินทร์ พัธโนทัย บุตรสาวของสังข์ พัธโนทัย คนสนิทของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
เล่าถึงประสบการณ์ของเธอที่เติบโตขึ้นมาในหมู่ผู้น่าของจีน ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1950 และ 1960
หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวว่าใน ปี พ.ศ. 2499 เมื่อความสัมพันธ์ กรุงเทพ - ปักกิ่ง ในช่วงสงครามเย็น ตึงเครียดถึงจุดสูงสุด ประเทศไทย พยายามเอาตัวรอดจากการต่อสู้แย่งชิงอํานาจ ในเอเชียระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยชุดใหม่ ( จอมพล ป. ) ต้องการเงินสนับสนุนจากอเมริกาอย่างมาก เพราะภาวะ เศรษฐกิจไทยไม่มั่นคง แต่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อภัยคุกคามที่เกิดจากจีน ซึ่งเพิ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในคาบสมุทรเกาหลี
ในขณะที่รัฐบาลไทย ใหัการต้อนรับชาวอเมริกันอย่างเปิดเผยและประณามจีน นายกรัฐมนตรีของไทยก็แอบส่งบุตรสองคนของที่ปรึกษาหลักของเขา - นายสังข์ พัธในทัย ไปยังประเทศจีน เพื่อไปแสดงไมตรีจิต และ ให้นายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล นําไปเลี้ยงดูที่นั่นซึ่งเป็นการฉายซ้ำการกระทําที่ ใชัมนุษย์เป็นตัวประกันที่ปฏิบัติกันตลอดประวัติศาสตร์ ในประเทศจีน
ถูกจับและขังลืมร่วมกับปัญญาชนเพื่อนนักเขียนอีกถึง 7 ปีในข้อหา คอมมูนิสต์
เพียงเพราะ ไม่ยอมมาเป็นมือเท้าให้ จอมพล สฤษดิ์ นายใหม่จากการรัฐประหาร
ถูกจับรอบ 2 ในข้อหา คอมมิวนิสต์
ในวันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้ทำการปฏิวัติล้มรัฐบาลของจอมพล ป. ทำให้จอมพล ป. ต้องหนีลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศไปพำนักอยู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ส่วนนายสังข์ก็ได้รับเทียบเชิญจากจอมพลสฤษดิ์ ให้เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลทหาร แต่นายสังข์ปฏิเสธ และยืนกรานว่าตนไม่ใช่คน ประเภทข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย จึงถูกจอมพลสฤษดิ์ จับกุมเละยัดเยียดข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยถูกคุมขังร่วมกับปัญญาชนอีกจำนวนมาก นายสังข์ถูกขัง ลืมอยู่เป็นเวลาถึง 7 ปี !!
ตัวกลางยุติสงครามเวียดนาม ระหว่างจีนกับสหรัฐ
หลังจากที่นายสังช์ ติดคุกอยู่เรือนจําลาดยาว เป็นเวลา กว่า 7 ปี ก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาด้วยคำพิพากษา ของศาลว่า นายสังข์ มิได้มีการกระทำอันเป็น คอมมิวนิสต์ตามที่รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ฟ้องร้อง เมื่อวัน ที่ 9 กันยายน 2508
ในช่วงนั้น เป็นช่วงที่สหรัฐกําลัง จมปลักอยู่ในสงครามเวียดนามและต้องหาทางออกให้ได้ นาย Norman Y Hannah อัครราชทูตที่ปรึกษาประจําประเทศไทย ซึ่งเป็นเพื่อนอเมริกันเก่าแก่ของ นายสังข์สมัยที่เป็นทูตแรงงานอยู่ในสถานทูตสหรัฐ เชิญนายสังข์ไปเลี้ยงแสดงความยินดีที่ได้รับการ ปล่อยตัวที่สถานทูตสหรัฐฯ
และระหว่างงานเลี้ยงดังกล่าว นาย Norman B Hannah ได้ปรารภกับนายสังข์ว่า สหรัฐฯยินดีจะพบปะเจรจา เพื่อขอยุติสงคราม เวียดนามกับรัฐบาลจีน โดยสหรัฐฯพร้อมเจรจากับผู้ แทนจีนในประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีสถานหูตสหรัฐฯ ตั้งอยู่ก็ได้ เพราะนาย Norman B Hannah ทราบว่า นายสังข์ มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับจีน โดยมีการส่ง ลูกไปอยู่กับจีนตั้งแต่เด็ก
นายสังข์ได้รับ หนังสือเดินทางไทยให้เดินทางออกนอกประเทศ โดยใช้เส้นทางฮ่องกง มาเก๊า และดำดินเข้าประเทศจีนไป พร้อมกับนายสุวิทย์ เผดิมซิต อดีตประธานนักศึกษาธรรมศาสตร์ และได้พยายามติดต่อกับนายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล ของจีน เพื่อเปิดการเจรจายุติสงครามเวียดนามขึ้นที่กรุงปักกิ่ง
แต่เนื่องจากขณะที่นายสังข์ เดินทางไปจีนนั้น การเมืองจีนกําลังวุ่นวายอย่างหนัก ประธานเหมาเจ๋อตง ประกาศการปฏิวัติไหญ่ทาง วัฒนธรรม ผู้นําพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายคนถูกออกจากตำแหน่ง แม้แต่นายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล เอง ก็ ถูกแก๊งอ๊อฟโฟร์ (Gang of four) พยายามริดรอนอํานาจ
ส่งผลให้นายก โจว เอินไหล ไม่ทราบการเดินทาง มาเยือนเมืองจีนของนายสังข์ พวกเรดการ์ด(Red Guards)ไนกระทรวงต่างประเทศ จึงเปิดเจรจากับนายสังข์เสียเอง โดยอ้างว่า นายกฯโจวติดภารกิจยังไม่ว่าง ที่จะพบ การเจรจาในครั้งนั้นแม้จะล้มเหลว แต่ข่าวของ สหรัฐที่นายสังข์นำไปรายงาน ก็ทำให้รัฐบาลจีนทราบ ส่งผลให้จีนแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวกับสหรัฐฯอย่างรุนแรง โดยไม่ยอมประนีประนอมใดๆ
และนั่น ยังผลให้สหรัฐพ่ายแพ้ ในสงครามเวียดนามอย่างยับเยิน และพวกเรดการ์ดได้ พยายามเกลี้ยกล่อมนายสังข์ให้อยู่ร่วมขบวนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในเมืองจีน แต่นายสังข์ ปฏิเสธ จึงถูกพวกเรดการ์ดส่งตัวออกจากประเทศจีนไป !
ในบั้นปลายชีวิตนอกจากการอุทิศ กําลังกายและกําลังปัญญาเพื่องานเขียนหนังสืออย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยงานกระชับมิตรภาพไทยจีนอยู่เป็นเนืองๆ รวมถึงยังทํางานเพื่อยุติการสู้รบกันระหว่าง พรรคคอมมิวนิสต์ไทยกับรัฐบาล โดยเป็นตัวกลางติดต่อประสานงานไห้บุคคลชั้นนําของพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่นายสังข์รู้จักมาก่อน เข้ามาพบปะเจรจากับฝ่ายรัฐบาลอย่างลับๆ เพื่อหาทาง ยุติการฆ่าฟันระหว่างคนไทยด้วยกัน
โดยบุคคลสําคัญ ของฝ่ายรัฐบาลที่นายสังข์ติดต่อประสานงานด้วยคือ พล.อ.ชวลิต ยงไจยุทธ พล.ต. สุดสาย เทพหัสดิน และ พล.ต.ต. เกษม แสงมิตร ซึ่งนายสังข์กับพล.อ. ชวลิต ได้ตัดสินใจที่จะเสี่ยงเข้าไปเจรจากับฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทางภาคอีสานด้วย
นอกจากนี้ ยังได้ช่วยงานของขบวนการกู้ชาติเขมรเสรี ของ ฯพณฯ ซอนซาน นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาล ประชาธิปไตยกัมพูชา เพื่อหวังให้กัมพูชา ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย กลับคืนสู่ความเป็นปีกแผ่นและพ้นจาก การครอบครองของเวียดนาม
รวมถึงพยายามช่วย เหลือห่านอูน อดีตนายกรัฐมนตรีพม่าผู้เป็น ประชาธิปไตย กลับคืนอํานาจ หลังจากถูก นายพลเนวิน นําทหารเข้าปฏิวัติรัฐประหาร โดยนายสังข์ ได้เป็น ผู้จัดหาสถานทีต้งของพรรคและสถานทีออกอากาศ ทางวิทยุกระจายเสียงให้แก่ท่านอูน เพื่อปลุกระดมชาว พม่าให้ลุกขึ้นกําจัดระบอบเผด็จการทหาร เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยขึ้นใหม่ในพม่า
นายสังซ์ เริ่มล้ม ป่วยอีกครั้งด้วยโรคหัวใจ และ ในวันที่ 4 มิถุนายน 2529 หลังจากอาบน้ำรับประทานอาหารเช้า นายสังข์ ขอนิตยสารประโคนชัย ซึ่งตนเป็นผู้เขียนเองทั้งหมด จากนายมัน พัธโนทัย เพื่อน่าเซ้าไปอ่านในห้องนอน แล้วก็พบนอนเสียชีวิตอยู่กับพื้นห้อง โดยมี นสพ. ประโคนชัย ปิดอยู่ที่หน้าอก
โฆษณา